โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ก้าวแรกลดหย่อนภาษีติดโซลาร์รูฟ ผู้บริโภคหวังแรงขับเคลื่อนต่อ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 11.25 น.

จากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 หวังเร่งให้ภาคครัวเรือนลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น และความตื่นตัวด้านพลังงานสะอาดของประชาชน

ตามมาตรการ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (ประเภทที่ 1) ที่มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1)–(8) และติดตั้งระบบโซลาร์แบบ On-grid ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท ทั้งนี้ ต้องมีเอกสารประกอบครบถ้วน และมาตรการจะมีผลบังคับใช้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แม้จะเป็นก้าวแรกที่ชัดเจนในการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในระดับครัวเรือน แต่มาตรการภาษีกลับยังไม่ใช่คำตอบหลักที่ผู้บริโภคต้องการ จากผลสำรวจของ SCB EIC ช่วงต้นปี 2568 พบว่า แม้ 80% ของกลุ่มตัวอย่าง 2,257 รายแสดงความสนใจติดตั้ง แต่ยังไม่ตัดสินใจ เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายยังสูง โดยผู้บริโภคต้องการ “เงินอุดหนุนค่าติดตั้ง” มากกว่าลดหย่อนภาษี

ผลสำรวจยังพบว่า ความต้องการของผู้บริโภคเรียงลำดับดังนี้

  • เงินอุดหนุนค่าติดตั้ง 26%
  • ลดหย่อนภาษี 20%
  • ปลดล็อกการขายไฟฟ้าเสรี 15%
  • ขายไฟส่วนเกินในราคาปลีก 13%
  • ระบบติดตั้งราคาถูก 14%
  • ลดความยุ่งยากในการขออนุญาต 12%

สะท้อนว่าผู้บริโภคคาดหวัง “แพ็กเกจนโยบาย” ที่ครบทั้งด้านต้นทุน การเข้าถึงระบบ และผลตอบแทนจากการผลิตไฟ

ขณะเดียวกัน ยังมีอุปสรรคสำคัญ 3 ประการที่ขวางการตัดสินใจติดตั้ง ได้แก่

  • ความไม่ชัดเจนในการเลือกผู้ให้บริการ ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพหรือเปรียบเทียบราคาได้ง่าย
  • ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผู้ติดตั้งกว่า 50% ยังต้องลงทุนด้วยเงินสด
  • ขั้นตอนขออนุญาตที่ยุ่งยาก จากการติดต่อหน่วยงาน การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการนัดตรวจสอบสถานที่

ทั้งนี้ SCB EIC ได้เสนอ 3 แนวทางที่รัฐควรดำเนินการในระยะสั้น เพื่อเสริมมาตรการภาษี ได้แก่

  • จัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการแบบสมัครใจ
  • สนับสนุนเงินอุดหนุนหรือลดดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับติดตั้ง
  • จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-stop service) เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขออนุญาต

ส่วนในระยะยาว รัฐสามารถออกมาตรการเพิ่ม เช่น เปิดเสรีการขายไฟฟ้าในระดับครัวเรือน และรับซื้อไฟส่วนเกินในอัตราราคาขายปลีก (Net-metering) เพื่อสร้างแรงจูงใจที่มีผลในเชิงพฤติกรรม

ด้านภาคเอกชนก็มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน เช่น การสร้างความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ การพัฒนาสินเชื่อเฉพาะกิจร่วมกับธนาคาร และการให้บริการดำเนินการขออนุญาตแทนผู้บริโภค รวมถึงเสนอราคาติดตั้งและอุปกรณ์ที่แข่งขันได้

แม้ประเทศไทยมีศักยภาพผลิตไฟจากโซลาร์รูฟท็อปสูงถึง 121,000 เมกะวัตต์ แต่ในปี 2022 กลับติดตั้งได้เพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือ 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด มาตรการภาษีจึงอาจเป็นเพียงก้าวแรก หากแต่ยังไม่ใช่ “เครื่องมือเดียว” ที่จะเร่งเปลี่ยนหลังคาบ้านทั่วไทยให้กลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...