โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บลจ.บัวหลวง คาด SET ปีนี้มีลุ้น 1,300 จุด แนะถือเงินสด 10% ส่วนหุ้นไทยเน้นหุ้นปันผล - การเงินแกร่ง

efinanceThai

เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 08.43 น.

บลจ.บัวหลวง คาด SET ปีนี้มีลุ้น 1,300 จุด แนะถือเงินสด 10% ส่วนหุ้นไทยเน้นหุ้นปันผล - การเงินแกร่ง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -14 พ.ค. 68 15:43 น.

บลจ.บัวหลวง มองเป้าหุ้นไทย 1,250 - 1,300 จุด แนะกลยุทธ์เน้นเงินสด 9-10% ส่วนหุ้นไทย แนะลงทุนตาม 5 เด่น ทั้ง ปันผล-เงินสดเด่น พร้อมคาดเม็ดเงิน LTF เดิมไหลเข้า TESGX ประมาณ 40%

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยผ่าน 4 กูรู ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา Chief Economist , นายดนัย อรุณกิตติชัย, CFA Assistant Managing Director, Fund Management , นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ Managing Director , นายเมธา พีรวุฒิ Senior Vice President

โดยประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2/68 สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้นโยบายเรียกเก็บภาษีนําเข้าในวงกว้างต่อประเทศคู่ค้าสําคัญ ได้แก่ จีน เม็กซิโก และ แคนาดา โดยมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมและการจ้างงานภายในประเทศ แต่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลก เนื่องจากมีลักษณะเร่งด่วนและขอบเขตกว้างขวาง

นอกจากนี้ มีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสนอการจัดเก็บภาษีนําเข้าทั่วกระดาน (Universal Tariffs) ของสหรัฐฯ เพื่อชดเชยรายได้จากการปรับลดภาษี ซึ่งสร้างความกังวลต่อแนวโน้มการค้าใน ระยะต่อไป ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการทางการค้าแบบเฉพาะเจาะจง ไปสู่การใช้นโยบายเชิงโครงสร้าง ส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้ได้แก่ 1. การติดสินใจลงทุนทั่วโลก 2. ความคาดหวังด้านอัตราเงินเฟ้อ และ 3. เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานทั้งนี้ ภาคธุรกิจและตลาดการเงินตอบสนองต่อความไม่แน่นอนดังกล่าวด้วยความระมัดระวัง โดยอยู่ระหว่างการประเมินความเสี่ยงใหม่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่มีความไม่แน่นอน
มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ คาดว่าน่าจะเห็นความพยายามในการเจรจาระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสําคัญที่นักลงทุน ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าอย่างน้อยในช่วง 1-6 เดือนข้างหน้า ตลาดการเงินโลกน่าจะยังคงผันผวนตามปัจจัย ดังกล่าว เพิ่มด้วยความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และ โลก รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้อ

โดยแนะนำกลยุทธ์พอร์ตลงทุนหลัก ได้แก่

1. หาจังหวะลดสัดส่วนการลงทุนและถือเงินสดบางส่วน แม้ในช่วงสั้นตลาดหุ้นจะปรับลดลงตามจังหวะและ ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการขึ้นภาษีศุลกากร แต่ตลาดหุ้นโดยเฉพาะของสหรัฐฯ เองก็มีการปรับ ตัวกดลงมาแล้วในช่วงก่อนหน้า ทําให้อาจจะมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้บ้างในลักษณะของการ Side-way up ซึ่งอาจจะเป็นจังหวะที่ดีในการทยอยส่วนเพื่อเพิ่มน้ำหนักเงินสดในอนาคตอันใกล้

2. เน้นลงทุนใน Core Portfolio และ Wait and see เพื่อรักษาในส่วนของการลงทุนในหุ้นไว้ โดยเฉพาะเมื่อ หุ้นยังคงปรับฐานต่อ เนื่องจากปัจจัยเรื่องนโยบายรวมถึงความเป็นไปได้ของการเจรจานั้นคาดเดาทั้งเวลา และผลลัพธ์ได้ยาก โดยเน้นกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยง เน้นกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นคุณภาพ เช่น B-GLOBAL และ B-INNOTECH

3. De-risk จากกองทุนที่คาดว่าจะ Underperform ตลาดในภาพรวม และ Rebalance กลับไปเน้นลงทุนใน Core Portfolio หรือกองทุนแบบพาสซีพ เช่น กองทุน Thematic Fund ที่มีการลงทุนในหุ้นเติบโต หรือ หุ้นขนาดกลางขนาดเล็ก เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ในภาวะที่ผลาดเป็น Risk-Off และเกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทย ยังเติบโตไม่มากนัก แต่มีความน่าสนใจหลายด้าน ทั้งประเด็นบริษัทจดทะเบียน(บจ.) มีความมั่นคงสูง, ธุรกิจมีกระแสดเงินสดจำนวนมาก, บจ.ไทยหลายแห่งให้เงินปันผลในระดับสูง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีโอกาสดึงความสนใจจากนักลงทุนได้

โดยกลยุทธ์หุ้นไทยในช่วงนี้ แนะนำควรถือเงินสด 9-10% ลดน้ำหนักในหุ้นที่มีความเสี่ยงตามปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบ เน้นเงินปันผลและหุ้นที่มีกระแสเงินสดสูง โดยมีประเด็นการลงทุนที่สำคัญดังนี้

1. หุ้น Defensive - ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีรายได้คงที่และสม่ำเสมอ

2. หุ้นผลกำไรดี - ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีรายได้ที่คาดการณ์ได้ และการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง

3. หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบาย - กำหนดเป้าหมายธุรกิจที่น่าจะได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลหรือการสนับสนุนทางการเงิน

4. หุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย - จัดสรรหุ้นให้กับบริษัทที่เตรียมพร้อมที่จะรับผลกำไรจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้น

5. หุ้นที่ถูก-ดี มีเบต้าสูง - รวมหุ้นที่ซื้อขายในราคาที่ไม่แพงพร้อมโมเมนตัมทางเทคนิคเชิงบวกหรือตัวขับเคลื่อนรายได้ในระยะใกล้

สำหรับกรณีที่รัฐบาลไทยเจรจากับสหรัฐฯ ในเรื่องภาษี หากสามารถปรับลดให้เหลือกำแพงภาษีนำเข้าที่ระดับ 15-20% จากเดิมที่อาจจะขึ้นภาษีที่ 36% ซึ่งในภาวะที่ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ปีนี้โต 1.8% และยังไม่มีมาตรการใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าดัชนีหุ้นไทยปลายปีจะเห็นประมาณ 1,250 - 1,300 จุด

ทางด้านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เดิมของบลจ.บัวหลวงที่คงเหลือมีประมาณ 37,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินที่ย้ายเข้ากองทุน TESGX ของบลจ.บัวหลวงประมาณ 40% ด้านเม็ดเงินใหม่(IPO) ที่จะเข้ามาในช่วงเปิดซื้อขาย 2 เดือนนี้ คาดว่าจะเข้ามาในบลจ.บัวหลวงประมาณ 3,500 ล้านบาท

ในส่วนของอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีเม็ดเงินจากกองทุน LTF ที่มีอยู่ประมาณ 1.5 - 1.6 แสนล้านบาท โยกมา TESGX ประมาณ 40% หรือคิดเป็นประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ส่วนเม็ดเงินใหม่คาดว่าจะมีเข้ามาใน TESGX ประมาณ 1.5 - 2 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่านักลงทุนที่มีฐานภาษีสูงในระดับ 25 - 35% จะย้ายเม็ดเงินจาก LTF เข้ามาในกองทุน TESGX สูง โดยปัจจุบันหลังจากที่กองทุน TESGX เปิดขายตั้งแต่ 2 พ.ค. 68 ถึงข้อมูลล่าสุดวันที่ 13 พ.ค. 68 มีเม็ดเงิน IPO เข้ามาบลจ.บัวหลวงแล้วประมาณ 232 ล้านบาท, บลจ.กสิกรไทย 248 ล้านบาท, บลจ.ไทยพาณิชย์ 130 ล้านบาท, บลจ.กรุงศรี 55 ล้านบาท, บลจ.กรุงไทย 49 ล้านบาท และ บลจ.เกียรตินาคิน 24 ล้านบาท และ อื่นๆ

ขณะที่ภาพรวมการเติบโตของบลจ.บัวหลวง คาดว่า มูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ(AUM) จะเติบโตกว่าปี 67 โดยมองว่าสินทรัพย์ที่ยังน่าสนใจและมีดอกาสเติบโตเป็นปัจจัยผลักดันหลักของกองทุนมาจากการลงทุนในตลาดตราสารหนี้

รายงาน โดย ชุติมา อภิชัยสุขสกุล เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...