โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เครื่องปรับอากาศตัวเร่งภาวะโลกร้อน ปล่อยคาร์บอน 7% ต่อปี

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 02.32 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 22.00 น.

เครื่องปรับอากาศกำลังกลายเป็นความจำเป็นพื้นฐานของชีวิตยุคใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่ชาวอเมริกันเกือบ 150 ล้านคนกำลังเผชิญในช่วงคลื่นความร้อนลูกแรกของปี 2025 ที่แผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใต้ และมิดเวสต์

อย่างไรก็ตาม ความเย็นที่ได้รับจากแอร์นั้นมาพร้อมต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงมาก ปัจจุบันมีเครื่องปรับอากาศกว่า 2 พันล้านเครื่องใช้งานอยู่ทั่วโลก และมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 7% ของทั้งหมดในแต่ละปี ตามข้อมูลของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program) ตัวเลขนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2030 และสามเท่าภายในปี 2050 เมื่อจำนวนเครื่องปรับอากาศอาจแตะ 5 พันล้านเครื่อง

การเติบโตของการใช้แอร์ส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศในลักษณะวงจรย้อนกลับ โดยการใช้พลังงานที่มากขึ้นเพื่อความเย็นทำให้การปล่อยคาร์บอนสูงขึ้น ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นอีก

อังกิต กาลังกี ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำความเย็นจาก RMI องค์กรวิจัยและนโยบายสาธารณะ กล่าวว่า เครื่องปรับอากาศกำลังกลายเป็นเส้นชีวิตในโลกที่ร้อนจัดขึ้น” และเสริมว่า ปัจจุบันระบบทำความเย็นเหล่านี้มีบทบาทสำคัญทั้งด้านความเป็นอยู่ การทำงาน และสุขภาพ โดยเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการใช้ไฟฟ้าและการปล่อยคาร์บอนในระดับโลก

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครื่องปรับอากาศมีผลต่อสภาพภูมิอากาศคือ สารทำความเย็น (refrigerants) ที่ใช้ในระบบเดิม เช่น R-22 หรือฟรีออน ซึ่งแม้จะมีประสิทธิภาพในการทำความเย็น แต่มีค่าศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) สูงถึงเกือบ 2,000 เท่า เมื่อเทียบกับคาร์บอนไดออกไซด์

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ได้สั่งห้ามการผลิตและจำหน่ายเครื่องรุ่นใหม่ที่ใช้ R-22 ตั้งแต่ปี 2010 และส่งเสริมการเปลี่ยนไปใช้สารทำความเย็นรุ่นใหม่อย่าง R-454B (Puron Advance) ซึ่งมี GWP อยู่ที่ 465 แม้จะยังสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (GWP = 1) แต่ก็ต่ำกว่า R-22 อย่างมีนัยสำคัญ

การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศรุ่นเก่าที่ใช้สารทำความเย็นแบบเดิมจึงถือเป็นทางเลือกที่สำคัญในการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ อย่างไรก็ตาม การกำจัดเครื่องเก่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างถูกวิธี โดยต้องให้ช่างที่ได้รับการรับรองจาก EPA ระบายสารทำความเย็นออกก่อน จากนั้นจึงสามารถนำไปรีไซเคิลหรือจัดการตามระบบกำจัดขยะของรัฐหรือท้องถิ่นได้

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสมาร์ตแอร์เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เครื่องรุ่นใหม่ที่สามารถเชื่อมต่อ WiFi และควบคุมผ่านแอปพลิเคชันได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเปิดแอร์ล่วงหน้าเพื่อลดอุณหภูมิห้องก่อนกลับถึงบ้าน และลดระดับการทำงานของแอร์ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเย็น ซึ่งจะช่วยลดความต้องการไฟฟ้าในระบบโดยรวม

ข้อมูลจาก RMI ระบุว่าเครื่องปรับอากาศคิดเป็น 40%–60% ของความต้องการพลังงานสูงสุดในระบบไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อน การลดการใช้แอร์ในช่วงเวลาเหล่านี้จึงเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงของระบบไฟฟ้าล่มหรือไฟดับ อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าไฟ เนื่องจากอัตราค่าไฟในช่วงพีคมักจะสูงกว่าปกติ

เครื่องที่ออกแบบอย่างชาญฉลาดสามารถตรวจจับและวัดภาระพลังงานที่ต้องใช้เพื่อทำให้ห้องเย็นได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากตัวเครื่องแล้ว การออกแบบอาคารและสิ่งปลูกสร้างก็มีบทบาทสำคัญในการลดความร้อนโดยรวม เช่น การติดฉนวนกันความร้อนที่มีคุณภาพ การใช้กันสาดหรือม่านเพื่อบังแดด และการทาสีหลังคาเป็นสีขาวเพื่อสะท้อนความร้อน แทนที่การใช้หลังคาสีดำแบบยางมะตอยที่ดูดซับความร้อนมากกว่า

มีเทคนิคเชิงรับหลายอย่างที่สามารถนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบอาคาร

กาลังกีกล่าว พร้อมแนะนำว่าการเลือกซื้อ เช่า หรือปรับปรุงบ้านโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพด้านพลังงาน ควบคู่กับการใช้ระบบทำความเย็นรุ่นใหม่และฮีตปั๊มที่มีประสิทธิภาพสูง จะช่วยลดทั้งการปล่อยคาร์บอน และการใช้พลังงานในภาพรวมได้อย่างยั่งยืน

ตัวอย่างอื่น ๆ ของแนวทางปรับตัว ได้แก่ การผ่อนปรนข้อบังคับเรื่องเครื่องแต่งกายในสำนักงาน เพื่อไม่ต้องใช้แอร์แรงเกินความจำเป็น เช่น การไม่บังคับใส่สูทในช่วงฤดูร้อน

รายงานจาก MIT Technology Review ในปี 2022 ระบุว่า 88% ของบ้านเรือนในสหรัฐฯ มีเครื่องปรับอากาศใช้งาน ขณะที่ในยุโรปมีไม่ถึง 10% นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ใช้งานในสหรัฐฯ มักตั้งอุณหภูมิไว้ที่ประมาณ 74 องศาฟาเรนไฮต์ แม้ไม่มีใครอยู่บ้าน และปรับลงเหลือ 70 องศาเมื่อสมาชิกกลับเข้าบ้าน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...