โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

แคนาดาหนุน 8 ล้านดอลลาร์ ดัน NIA ปลุกสตาร์ทอัพไทย ลดคาร์บอนธุรกิจซีเมนต์

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 22.27 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 11.40 น.

อุตสาหกรรมซีเมนต์และคอนกรีตถือเป็นหนึ่งในห้าอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดในโลก โดยการปล่อยก๊าซจากอุตสาหกรรมซีเมนต์และเหล็กรวมกันทั่วโลกคิดเป็นประมาณ 14-16% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และสำหรับประเทศไทยนั้นคิดเป็นประมาณ 7% ขึ้นไป

การส่งเสริมให้อุตสาหกรรมนี้เป็นผู้เล่นหลักที่มีส่วนร่วมทั้งในการลดการใช้พลังงาน และการค้นหาวัสดุทดแทนมาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อเป้าหมายประเทศไทย ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30% ภายในปี 2573 ตามพันธกิจ NDC (Nationally Determined Contribution)

ดังนั้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) จัดงานเปิดตัวโครงการ "Innovation Acceleration Programme for Decarbonization of the Cement and Concrete Industries" เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต พร้อมส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

งบฯ 8 ล้าน สนับสนุนนวัตกรรม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือและได้รับงบประมาณสนับสนุน 8 ล้านดอลลาร์แคนาดา (มีมูลค่าประมาณ 190 ล้านบาทไทย) จากสำนักงานโครงการบริการด้านการจัดซื้อขององค์การสหประชาชาติ (UNOPS) และกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแคนาดา (ECCC)

เป้าหมายหลักคือการนำสตาร์ทอัพไทยที่มีเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) หรือนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) และการมุ่งสู่ Net Zero Emission ระดับ TRL 6 ขึ้นไป มาปรับใช้กับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงจากการทำลายทรัพยากร การก่อให้เกิดฝุ่น มลพิษ และความร้อน

"เราเชื่อว่านวัตกรรมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission และสตาร์ทอัพไทยมีศักยภาพที่จะทำได้"

หาสตาร์ทอัพ GreenTech แก้ปัญหา 3 ด้าน

NIA มองหาสตาร์ทอัพด้าน GreenTech ที่สามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาใน 3 ด้านหลัก และได้เปิดรับสมัครถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ได้แก่

1. เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต (Process Improvement Technology) เช่น ลดการปล่อยฝุ่น, ใช้ความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ, หรือนำสิ่งเหลือใช้จากกระบวนการผลิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2. เทคโนโลยีรีไซเคิลและหมุนเวียนของเสีย (Waste Circular Technology) เช่น ซีเมนต์ที่ถูกทิ้ง สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น หรือลดของเสียในกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด

3. เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization Technology) นวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือการดักจับคาร์บอนในอนาคต

“นวัตกรรมเหล่านี้ยังสามารถครอบคลุมถึงระบบ Internet of Things (IoT) และระบบมอนิเตอร์การผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะมีผลงานวิจัยจำนวนมากจากรั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย

แต่ยังขาดจุดเชื่อมต่อสู่การใช้งานจริงในอุตสาหกรรม NIA จึงเข้ามาเป็นสะพานเชื่อม โดยสนับสนุนเงินทุนแก่สตาร์ทอัพ Deep Tech ที่พัฒนาเทคโนโลยีจนถึงระดับ TRL6 (Technology Readiness Level 6) หรือพร้อมสำหรับการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมจริง”

ทั้งนี้ NIA ยังทำหน้าที่จับคู่สตาร์ทอัพเหล่านี้กับผู้ใช้งานในอุตสาหกรรม อาทิ สมาคมคอนกรีตและซีเมนต์ไทย, บริษัท เอสซีจี ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เพื่อทดลองใช้จริง

สตาร์ทอัพแก้ Pain Point

ดร.กริชผกา กล่าวด้วยว่า แม้ว่าเบื้องต้นจะตั้งเป้าคัดเลือกประมาณ 15 ราย และนำร่อง 5 ราย แต่เราจะพิจารณาเพิ่มจำนวนหากมีศักยภาพสูง NIA เชื่อว่ามีสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมซีเมนต์โดยตรงประมาณ 40 รายในประเทศไทย และหากรวมกลุ่ม Climatech และ Circular Economy จะมีถึง 200-300 ราย

"นี่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพที่จะร่วมแก้ Pain Point ของอุตสาหกรรม และยังมีโอกาสเติบโตสู่ตลาดโลกอีกด้วย"

ผู้อำนวยการ NIA ย้ำว่า NIA ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้าน Climate Tech มาแล้ว 2-3 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่แคนาดาเลือก NIA เป็นพันธมิตรในโครงการนี้ NIA ไม่เพียงสนับสนุนเงินทุนในระยะเริ่มต้นของการค้นหา การให้ความรู้ และการนำร่องในพื้นที่ แต่ยังเตรียมงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับสตาร์ทอัพที่มีโซลูชันพร้อมใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อขยายผลสู่เชิงพาณิชย์และขยายตลาดได้อีกด้วย

ในปีหน้า NIA ได้เตรียมงบประมาณสำหรับสนับสนุนนวัตกรรมไว้ราว 900 ล้านบาท ซึ่ง Climate Tech และ EV เป็นหนึ่งใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของ NIA นอกเหนือจากเกษตรอาหารและสมุนไพรมูลค่าสูง, การแพทย์และสุขภาพ, การท่องเที่ยว และ Soft Power

"เราเชื่อมั่นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทยมีศักยภาพและพร้อมก้าวสู่ระดับสากล" ดร.กริชผกากล่าวปิดท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...