โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จีนท้าชนดอลลาร์! ผลักดันหยวนดิจิทัลสู่ระบบเงินโลกแบบพหุขั้ว

Manager Online

เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 14.32 น. • MGR Online

ธนาคารกลางจีนเดินเกมเร็วผู้ว่าแบงก์ชาติจีนประกาศผลักดัน หยวนดิจิทัลขึ้นแท่นเวทีการเงินโลก พร้อมชูวิสัยทัศน์ระบบการเงินพหุขั้ว ลดพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ เปิดศูนย์ e-CNY ในเซี่ยงไฮ้ ท่ามกลางความตึงเครียดการค้าโลก

จีนนำทัพหยวนดิจิทัล หวังเพิ่มทางเลือกใหม่การเงินโลก

พาน กงเซิ่ง ผู้ว่าการธนาคารประชาชนจีน (People’s Bank of China: PBOC) กล่าวถ้อยแถลงบนเวที Lujiazui Forum ที่เซี่ยงไฮ้โดยเน้นย้ำถึงแผนการปฏิวัติระบบการเงินโลกด้วยการผลักดันหยวนดิจิทัล (e-CNY) สู่เวทีสากล และเรียกร้องให้สร้างระบบการเงินพหุขั้ว (multi-polar currency system) ที่หลายสกุลเงินครองอำนาจร่วมกัน เพื่อลดการพึ่งพา ดอลลาร์สหรัฐที่ผูกขาดมานานหลายทศวรรษ

พานย้ำว่า การพึ่งพาดอลลาร์มากเกินไปสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินโลก และอาจถูกใช้เป็น “อาวุธ” ทางการเมือง เช่น การตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ในช่วงสงครามยูเครน เขาเสนอให้สกุลเงินหลัก ๆ เช่น หยวน และ ยูโร มีบทบาทมากขึ้นในแต่ละภูมิภาค สร้างระบบที่แข่งขันและถ่วงดุลกัน เพื่อความมั่นคงทางการเงินโลก

อย่างไรก็ดี เพื่อเร่งเครื่องสู่เป้าหมายจีนประกาศตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการ e-CNY สากล ในเซี่ยงไฮ้ หวังเป็นฐานบัญชาการขยายการใช้หยวนดิจิทัลในระดับโลก หยวนดิจิทัล ซึ่งทดลองใช้ในจีนมาตั้งแต่ปี 2562 ถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ที่ก้าวหน้าที่สุด แต่การยอมรับในประเทศยังจำกัด การขยายสู่เวทีโลกจึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของปักกิ่ง

นอกจากนี้พานยังชี้ว่าบล็อกเชน และ สเตเบิลคอยน์ กำลังเปลี่ยนโฉมระบบชำระเงินข้ามพรมแดน โดยหยวนดิจิทัลจะใช้สมาร์ทคอนแทร็กต์และเทคโนโลยี DeFi เพื่อเพิ่มความเร็วและลดต้นทุนเมื่อเทียบกับระบบดั้งเดิมที่ล้าสมัยและพึ่งพาดอลลาร์ เขายกตัวอย่างว่า การโอนเงินข้ามพรมแดนแบบดั้งเดิมใช้เวลาเฉลี่ย 5 วันและเสียค่าธรรมเนียมกว่า 6% ขณะที่สเตเบิลคอยน์ทำได้ในเสี้ยววินาทีและแทบไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ จีนยังดึง 6 ธนาคารต่างชาติ เช่น Standard Bank และ First Abu Dhabi Bank เข้าร่วม Cross-Border Interbank Payment System (CIPS) ซึ่งเป็นระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่ใช้หยวน สะท้อนถึงความพยายามขยายอิทธิพลของหยวนในค้าปลีกโลก

ทำไมจีนถึงเร่งเครื่องตอนนี้?

อย่างไรก็ดีการเคลื่อนไหวของจีนไม่ได้เกิดในสุญญากาศ! ความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ และนโยบายกีดกันทางการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้จีนต้องหาทางลดการพึ่งพาดอลลาร์ นอกจากนี้ การที่จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน และ รัสเซีย โดยใช้หยวนผ่านธนาคารขนาดเล็ก แสดงถึงความพยายามสร้างระบบการเงินทางเลือกที่ไม่ต้องพึ่งดอลลาร์

นอกจากนี้ Financial Times รายงานว่า หยวนกลายเป็นสกุลเงินอันดับสองในการเงินการค้าระหว่างประเทศ และอันดับสามในการชำระเงินทั่วโลก นับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2551 การผลักดันหยวนดิจิทัลจึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ต้องการยกระดับอิทธิพลของจีนในระบบการเงินโลก

พันธมิตรยุโรป ส่งสัญญาณตอบรับเชิงบวก

ทั้งนี้จีนไม่ได้เดินเกมนี้คนเดียว! การพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง กับประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) คริสติน ลาการ์ด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่ปักกิ่ง แสดงถึงความร่วมมือที่ลึกซึ้งขึ้น ลาการ์ดระบุว่า การครองอำนาจของดอลลาร์ “ไม่แน่นอนอีกต่อไป” และยูโรมีโอกาสเติบโตในระบบการเงินโลก การที่จีนและยุโรปเห็นพ้องถึงระบบการเงินพหุขั้ว ส่งสัญญาณว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ดอลลาร์ไม่ได้เป็น “ราชา” เพียงหนึ่งเดียว

ถึงแม้วิสัยทัศน์ของจีนจะแสดงพัฒนาการก้าวกระโดด แต่หนทางยังเต็มไปด้วยขวากหนามเนื่องจาก

ปัญหาการยอมรับในระดับโลก : เนื่องจากหยวนดิจิทัลยังขาดการยอมรับในต่างประเทศ เนื่องจากความกังวลเรื่องการควบคุมโดยรัฐบาลจีนและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

ปัญหาการแข่งขันของสเตเบิลคอยน์ : สเตเบิลคอยน์เอกชน เช่น USDC และ USDT มีมูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ และครองตลาดการชำระเงินดิจิทัล จีนต้องพิสูจน์ว่า e-CNY เหนือกว่า ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานาน

กฎระเบียบสหรัฐฯ : การผ่านร่างกฎหมาย GENIUS Act ของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เพื่อควบคุมสเตเบิลคอยน์ แสดงถึงการแข่งขันที่เข้มข้นในเวทีดิจิทัล และหยวนดิจิทัลของจีน อาจถูกเพ่งเล็งหรือขึ้นบัญชีดำเนื่องจากสถานะที่อาจสั่นคลอนดอลลาร์สหรัฐ

โครงสร้างพื้นฐานยังไม่เสถียร : ระบบ CIPS ของจีนยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับ SWIFT ในปัจจุบัน และต้องขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ ชุมชนคริปโตบางส่วนบน X เช่น @MartijnRasser มองว่า การผลักดันของจีนอาจถูกตีความว่าเป็น “การท้าทายสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย” ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อวงการคริปโตและการเงินโลก ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การเคลื่อนไหวของจีนกำลังเขย่าระบบการเงินโลกและวงการคริปโต

กระแสนิยมของ CBDC : การที่จีนนำหน้าด้วย e-CNY อาจกระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย และบราซิล เร่งพัฒนา CBDC ของตัวเอง

แรงกดดันต่อสเตเบิลคอยน์ : เนื่องจากหยวนดิจิทัลอาจบีบให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์เอกชนปรับตัว โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎหมาย

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้า : การขยาย CIPS และ e-CNY อาจทำให้การค้าสากลใช้ดอลลาร์น้อยลง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ BRICS

โอกาสสำหรับบล็อกเชน : การที่จีนยอมรับบล็อกเชนในระบบการเงินอาจหนุนให้เทคโนโลยีนี้เติบโตในระดับสถาบัน

อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุนคริปโตและการเงิน การผลักดันของจีนเปิดโอกาสและความท้าทาย เช่น

สเตเบิลคอยน์จีน : หากหยวนดิจิทัลหรือสเตเบิลคอยน์ที่หนุนด้วยหยวน (เช่น ที่ JD.com เสนอ) ได้รับความนิยม อาจเป็นโอกาสลงทุนใหม่

อานิสงส์หุ้นที่เกี่ยวข้อง : บริษัทที่พัฒนาโครงสร้างบล็อกเชน เช่น Alibaba หรือ Tencent และธนาคารที่เข้าร่วม CIPS อาจได้ประโยชน์

ความผันผวนของ BTC : การลดอิทธิพลของดอลลาร์อาจหนุนบิทคอยน์ในระยะยาวในฐานะสินทรัพย์กลาง แต่ระยะสั้นอาจสร้างความผันผวนจากความไม่แน่นอน

ความเสี่ยงในอนาคตที่ยังมองไม่เห็น : การลงทุนในโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับจีนต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากกฎระเบียบและการเมืองระหว่างประเทศ

หยวนดิจิทัล การปฏิวัติทางการเงินโลกหรือแค่ฝันใหญ่ของปักกิ่ง?

อย่างไรก็ตาม จากศูนย์ e-CNY ในเซี่ยงไฮ้ สู่การท้าทายระเบียบการเงินโลก การเคลื่อนไหวของจีนคือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนโฉมระบบการเงินโลก ด้วยหยวนดิจิทัลเป็นธงนำหน้าและบล็อกเชนเป็นอาวุธ จีนกำลังวาดฝันถึงโลกที่ดอลลาร์ไม่ได้ครองอำนาจเพียงฝ่ายเดียว แต่เมื่อสหรัฐและพันธมิตรไม่นั่งเฉย ศึกนี้จะจบลงด้วยชัยชนะของพหุขั้ว หรือนำไปสู่สงครามการเงินครั้งใหม่ ชุมชนคริปโตและนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของหยวน แต่เป็นอนาคตของเงินทั้งโลก

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...