โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ธุรกิจกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์น่าห่วง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 29 มิ.ย. 2568 เวลา 11.45 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2568 เวลา 11.45 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

เส้นทางนักลงทุน

ทริสเรทติ้งออกบทวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ระบุว่าในปี 2567 กลุ่ม บล.ทั้งอุตสาหกรรม รายงานขาดทุนสุทธิ 2.87 พันล้านบาท เทียบกับกำไร 3.76 พันล้านบาทในปีก่อนหน้า สาเหตุหลักจาก บล.บางแห่งที่มีการขยายฐานสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin loan หรือ Credit Balance) อย่างรวดเร็วและขาดความระมัดระวัง เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ต้องตั้งสำรองในระดับสูง เกิดผลขาดทุนอย่างหนักจนต้องประกาศยุติให้บริการ Margin loan

ขณะที่ บล.อื่น ๆ ส่วนใหญ่มีความระมัดระวังคัดเลือกและจำกัดจำนวนหลักทรัพย์ที่ให้กู้ยืม จึงไม่มีค่าใช้จ่ายด้านเครดิตเพิ่มขึ้นมาก โดยยังสามารถรักษาผลกำไรได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีการกระจายรายได้ที่ดีและพึ่งพารายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่สูงเกินไป

ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 ผลขาดทุนด้านเครดิตปรับตัวมาอยู่ระดับปกติ แต่กำไรสุทธิของกลุ่ม บล.ลดลง 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 920 ล้านบาท รายได้รวมลดลง 8% ส่วนใหญ่มาจากรายได้จากการลงทุนหดตัวลง 34% เพราะรายการขาดทุนจากการซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนที่สูงถึง 3.9 พันล้านบาท จากสภาวะตลาดที่ SET Index มีการปรับตัวลดลงอย่างมากและต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-Income Ratio) ในปี 2567 ทรงตัวเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 70.8% จากรายได้ที่ลดลงเป็นหลัก ขณะที่ค่าใช้จ่ายยังทรงตัว ในไตรมาส 1/2568 แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะปรับลดลงแต่รายได้โดยรวมปรับลดลงมากกว่า ทำให้ Cost-to-Income ปรับตัวขึ้นมาที่ 71.5% ซึ่งอาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกจากรายได้ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายเริ่มมีจำกัด

ในปี 2567 รายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง 11% จากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง โดยมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยรายวันลดลงมาอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท จาก 5.1 หมื่นล้านบาทในปี 2566 จากภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอ่อนแอ และการขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และข้อมูลล่าสุดของปีนี้ ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในเดือน พ.ค. อยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านบาท

รายได้จากการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin loan) ในปี 2567 ปรับตัวลดลง 15% ขณะที่ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 ลดลงถึง 31% ซึ่งโดยเฉลี่ยมูลค่าซื้อขายบัญชี มาร์จิ้นต่อมูลค่าซื้อขายของลูกค้าในประเทศเคยขึ้นไปแตะถึง 20% แต่ในปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 12% ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2568 ซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาดที่ขาดปัจจัยสนับสนุน ทำให้ปริมาณการใช้สินเชื่อใหม่เพื่อซื้อหลักทรัพย์ลดลง นอกจากนี้ ยังมีการบังคับขายหลักประกัน (Force sell) หลังจากราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงช่วงไตรมาส 1/2568 มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของ บล.หลังจากที่มีหนี้เสียจำนวนมาก

ในส่วนของรายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment banking - IB) ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยในปี 2567 และในไตรมาส 1/2568 ลดลง 24% และ 17% ตามลำดับ สอดคล้องกับสภาวะตลาดทุนที่ซบเซาและการขาดความเชื่อมั่นจากการที่ราคาหลักทรัพย์หลายตัวปรับตัวลดลงอย่างมากหลัง IPO ทำให้บริษัทที่ต้องการระดมทุนในตลาดทุนต้องเลื่อนแผนการระดมทุนออกไป

ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่ารายได้และกำไรของ บล.ในปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ด้วยปริมาณการซื้อขายที่น่าจะชะลอตัวลงจากปี 2567 จากรายได้ของ บล. ส่วนใหญ่ยังคงขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ในไตรมาสแรกของปี 2568 จะลดลงเพียง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มองว่าในช่วงที่เหลือของปีปริมาณการซื้อขายน่าจะยังไม่ฟื้นตัวมากนัก นอกจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ แล้ว สภาพเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอจากการขาดปัจจัยขับเคลื่อน ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองน่าจะทำให้ตลาดไทยยังคงขาดความน่าสนใจ แม้มูลค่าตลาดปัจจุบันที่รายงานโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยมีค่า P/E ตลาด ที่ 15.7 เท่า ณ เดือน พ.ค. 2568 จาก 19.3 เท่า ณ สิ้นปี 2567 เทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค ที่ P/E ตลาดใกล้เคียงกันหรือต่ำกว่า แต่มีแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของปริมาณการซื้อขายอาจจะเป็นไปได้ หากการเจรจาทางการค้าของสหรัฐฯ และไทยเป็นไปในทิศทางที่เป็นบวก ทำให้เศรษฐกิจยังสามารถเติบโตได้มากกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติหันกลับมาให้ความสนใจตลาดไทยหลังจากที่มียอดขายสุทธิมาตลอดหลายปี

แม้ว่ารายได้ส่วนอื่น ๆ จะปรับตัวลดลงและมีแนวโน้มที่ไม่สดใสนัก กลุ่ม บล.มีการกระจายรายได้ไปสู่รายได้จากธุรกิจตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน ซึ่งในปี 2567 เติบโตถึง 52% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% ในไตรมาส 1/2568 เทียบกับไตรมาส 1/2567 ทำให้รายได้จากธุรกิจตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุนมีสัดส่วนต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 9% ในไตรมาส 1/2568 จาก 4% ในปี 2565 โดยการเสนอขายหน่วยลงทุนที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หลายแห่งที่บริษัทเป็นตัวแทน

ข้อน่าสังเกต คือ ปัจจุบันหน่วยลงทุนประเภท Exchange Traded Fund (ETF) ที่อ้างอิงดัชนีต่าง ๆ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจาก ETF เป็น “ทางสายกลาง” ระหว่างหุ้นรายตัวกับกองทุนรวมทั่วไป ที่รวมข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน คือ ซื้อขายผ่านตลาดหุ้นได้ตลอดวัน (Real-time) และกระจายความเสี่ยงให้แก่นักลงทุน ซึ่ง ETF เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมรายได้ค่าธรรมเนียมซื้อขาย รวมทั้งในบางกรณีมีส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน หรือจากการแนะนำลูกค้าเข้ากองทุนด้วย ทั้งนี้ ETF ในประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่น่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การให้นักลงทุนที่ถือหน่วยลงทุน LTF สามารถสับเปลี่ยนไปยังกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) ภายในช่วงระยะเวลา 2 เดือน (พ.ค.-มิ.ย.) เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น รายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายหน่วยลงทุน Thai ESGX อาจจะเป็นผลบวกต่อ บล. แต่ไม่น่าจะมีนัยสำคัญ เพราะต้องถือครองเป็นเวลานานถึง 5 ปี อาจไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน และนักลงทุนจะโยกหน่วยลงทุนภายใน บลจ.เดียวกันจึงไม่ต้องจ่าย Front-end

คาดว่ารายได้ทั้งจาก Margin loan และ ธุรกิจ IB ยังไม่น่าจะเติบโตในครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่กดดันรายได้ของ บล. เพราะรายได้จาก Margin loan และ IB ในอดีตมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 18-20% ของรายได้รวม แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 13% บล.น่าจะยังคงเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยกู้มาร์จิ้นมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งหลีกเลี่ยงการปล่อยกู้แก่เจ้าของกิจการที่จดทะเบียนในตลาดที่นำหุ้นของตนมาเป็นหลักประกัน ซึ่งทำให้เกิดผลขาดทุนด้านเครดิตที่สูงในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงแรง

อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจ IB บล.ที่มีชื่อเสียงและทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้าน IB ยังคงสามารถชดเชยรายได้จาก IPO ที่ลดลง โดยให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือการปรับโครงสร้างธุรกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...