โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Warren Buffett เปิดสูตรลงทุนครั้งแรกในวัย 21 ปี

Wealth Me Up

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 17.00 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 10.15 น. • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

ในปี ค.ศ. 1951 ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังจับตาดูความเปลี่ยนแปลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และกังวลเรื่องเงินเฟ้อ มีชายหนุ่มอายุเพียง 21 ปีในเมือง Omaha รัฐ Nebraska ของสหรัฐอเมริกา กำลังเขียนบทความที่จะกลายเป็นแนวทางการลงทุนระดับตำนานในภายหลัง

บทความเรื่อง The Security I Like Best ที่บัฟเฟตต์ เขียนลงในหนังสือพิมพ์ The Commercial and Financial Chronicle เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1951 ถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เผยให้เห็นต้นกำเนิดปรัชญาการลงทุนของเขา ที่ยังคงใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

ความเยาว์วัยที่ไม่ธรรมดา

เมื่ออายุเพียง 21 ปี บัฟเฟตต์ได้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์การลงทุนที่น่าทึ่ง โดยเขาแนะนำหุ้น Government Employees Insurance Co. (GEICO) ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนและเป็นระบบ ไม่ใช่เพราะความรู้สึกหรือกระแสตลาด

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในการวิเคราะห์ของบัฟเฟตต์ คือ การมองหามูลค่าที่แท้จริงในราคาปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับประมาณ 8 เท่าของกำไรในปี 1950 ซึ่งเป็นปีที่ย่ำแย่ของอุตสาหกรรม “ดูเหมือนว่าราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนศักยภาพการเติบโตอันยิ่งใหญ่ของบริษัทเลย” บัฟเฟตต์ บอก

ข้อได้เปรียบที่แท้จริง

บัฟเฟตต์ระบุข้อได้เปรียบหลักของ GEICO ว่าอยู่ที่ “อัตรากำไรขั้นต้น” ที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างมาก เขาเขียนเอาไว้ว่า “ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ GEICO คือ อัตรากำไรขั้นต้นที่เหนือกว่าคู่แข่ง ในปี 1949 อัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจประกันภัยของ GEICO อยู่ที่ 27.5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 6.7%”

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ GEICO มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากคู่แข่งโดยสิ้นเชิง โดยเป็นบริษัทขายประกันภัยตรงสู่ลูกค้าโดยไม่ผ่านนายหน้า ไม่มีสาขา ทำให้สามารถเสนอเบี้ยประกันภัยในราคาถูกกว่าได้มาก และยังบริหารจัดการเคลมได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านเครือข่ายตัวแทนทั่วประเทศ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ การเลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดย GEICO เน้นขายให้กับข้าราชการ พนักงานรัฐ พนักงานมหาวิทยาลัย และผู้รับเหมากระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงและความน่าเชื่อถือสูง ลดความเสี่ยงในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน

บทเรียนที่น่าสนใจ

สิ่งที่น่าสนใจ คือ แนวคิดของบัฟเฟตต์สามารถประยุกต์ใช้ในการลงทุนในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน โดยเมื่อดูบริษัทประกันภัยไทยในปัจจุบัน จะพบว่าบริษัทที่มีช่องทางการขายที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพก็มักจะมีผลตอบแทนที่ดีกว่าคู่แข่ง

สิ่งที่บัฟเฟตต์มองในธุรกิจประกันภัย คือ ลักษณะพิเศษที่ไม่มีในธุรกิจอื่น ประกันภัยรถยนต์เป็นสินค้าจำเป็นสำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่และมีการต่ออายุกรมธรรม์ทุกปี นอกจากนี้ ยังไม่มีปัญหาด้านสินค้าคงคลัง การเก็บหนี้ ปัญหาแรงงานหรือสินค้าล้าสมัย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบขั้นพื้นฐานของอุตสาหกรรม

แม้ในปี 1950 ที่ตลาดประกันภัยทำผลงานได้ไม่ดี แต่ GEICO ก็ยังสามารถทำกำไรขั้นต้นได้ถึง 18% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่เพียง 3% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ

ความคิดสุดล้ำยุค

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ บัฟเฟตต์ได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่อง “กำไรต่อหุ้น” และ “อัตราส่วนราคาต่อกำไร” ในขณะที่นักวิเคราะห์หลายคนในยุคนั้นยังไม่ให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดเหล่านี้ เขาบอกว่า “ณ ราคา 42 ดอลลาร์ต่อหุ้น นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทน 7.7% จากเงินปันผล และยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกด้วย”

การคำนวณนี้แสดงให้เห็นความเข้าใจเรื่องมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) และการเปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงในยุคนั้น

ส่องวิธีคิดที่ยั่งยืน

บทความชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแนะนำหุ้นเท่านั้น แต่เป็นการสอนวิธีคิดในการลงทุน โดยบัฟเฟตต์ไม่ได้พูดถึงกราฟราคาหรือข่าวลือในตลาด แต่เน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ การแข่งขัน และศักยภาพในอนาคต

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเรียนรู้สไตล์บัฟเฟตต์ บทเรียนสำคัญจากบทความนี้ คือ การมองหาบริษัทที่มี

  • ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น ต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง หรือตำแหน่งที่เป็นผู้นำในตลาด
  • การจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยดูจากอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และการเติบโตที่ยั่งยืน
  • ราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับกำไรและศักยภาพการเติบโต

การเดิมพันของบัฟเฟตต์กับ GEICO ไม่ได้จบลงเพียงแค่บทความในปี 1951 เท่านั้น เพราะต่อมาในปี 1976 เมื่อ GEICO เผชิญกับปัญหาทางการเงินร้ายแรง บัฟเฟตต์และ Berkshire Hathaway ได้เข้าไปช่วยเหลือและซื้อหุ้นของบริษัทเพิ่มเติม จนกระทั่งปี 1996 Berkshire ได้ซื้อ GEICO ทั้งหมด และวันนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สำคัญที่สุดของ Berkshire โดยมีส่วนแบ่งตลาดประกันภัยรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาอันดับสอง การคาดการณ์ของบัฟเฟตต์หนุ่มจึงได้รับการพิสูจน์อย่างงดงาม

บทสรุป…เมื่อมองย้อนกลับไปเกือบ 75 ปี บทความของบัฟเฟตต์ ด้วยวัย 21 ปีชิ้นนี้ยืนยันให้เห็นว่า หลักการลงทุนที่ดีนั้นไม่เคยล้าสมัย บทความนี้แสดงให้เห็นถึงการค้นหา “หุ้นที่ราคาถูกกว่ามูลค่า มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง และศักยภาพการเติบโตสูง” ซึ่ง GEICO ในเวลานั้นถือเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ

การเน้นคุณภาพของธุรกิจมากกว่าความผันผวนของราคา การอดทนรอคอยโอกาสที่เหมาะสม และการลงทุนด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง เหล่านี้ คือ สิ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็นนักลงทุนระดับตำนาน ที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจ บทความนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสำเร็จในการลงทุนไม่ได้มาจากการคาดเดาทิศทางตลาด แต่มาจากการเข้าใจธุรกิจและการมีสายตายาวไกล และแนวคิดนี้ก็สามารถนำไปปรับใช้กับการลงทุนในหุ้นยุคปัจจุบันได้เช่นกัน

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...