โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บอนด์ยีลด์ร่วง รับสัญญาณนโยบายผ่อนคลายจากผู้ว่าธปท.คนใหม่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 21.40 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2568 เวลา 04.40 น.

ตลาดเงิน ตลาดทุนคาดการณ์แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ภายใต้การนำของผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คนใหม่ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ส่วนหนึ่งสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) อายุ 2-5 ปี ปรับลดลง 5bp มาอยู่ที่ 1.30% ส่วนอายุ 10 ปี ปรับลด 3bp มาอยู่ที่ 1.50%

โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้น มีแรงซื้อเข้ามาโดดเด่น หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งผู้ว่าธปท. ทำให้ Bond Yield ตัวสั้นลงมามากกว่าตัวยาว เป็นสัญญาณว่า ตลาดเคลื่อนไหวบนความคาดหวังเรื่องลดดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าเดิม และผลตอบรับดังกล่าวยังสะท้อนผ่านตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีแรงซื้อหุ้นไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)หรือ บล.พาย (Pi) เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ดอกเบี้ยไทยครึ่งปีหลังอยู่ในทิศทาง“ขาลง”ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นผู้ว่าธปท. สาเหตุจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยชะลอตัวจากเหตุการณ์ภาษีทรัมป์ ส่วนเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงมากหรือน้อยต้องรอดูว่า “ไทยจะเจออัตราภาษีนำเข้าเท่าไร”

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)

ถ้าอัตราเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน มองว่า ผลกระทบจำกัด โดยอาจเห็นเศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง ไม่ติดลบ แต่หากไทยเจอภาษีนำเข้าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอัตราสูง เช่น 25-30% ประมาณการเศรษฐกิจอาจจะถูกปรับมุมมองลง จากเดิมที่ธปท.มอง 2.3% ท้าทายมาก ส่วนสำนักพยากรณ์อื่นๆ ประเมินจีดีพีขยายตัวในระดับกลาง คือ 1.5%

“ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าธปท.ดอกเบี้ยไทยอยู่ในเทรนด์ขาลงอย่างน้อยคงจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง แต่มุมมองของตลาดคาดหวังคุณวิทัยที่เป็นนายแบงก์มาก่อน เข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ดี"

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า เมื่อมานั่งผู้ว่าธปท.อาจจะมีแนวโน้มในการลดดอกเบี้ยเยอะกว่าคือ 2 ครั้ง แต่ถ้าลด 3 ครั้ง มองว่าเร็วเกินไป เพราะการประชุมรอบหน้า 13 ส.ค.ข้อมูลบางอย่างยังไม่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยจะแย่ อย่างการส่งออกเดือนล่าสุดก็ดีมาก จึงคิดว่า จะไม่มีการลดดอกเบี้ยในเดือนส.ค. แต่เริ่มมีท่าทีมากขึ้นในเดือน 8 ต.ค.และ 17 ธ.ค.

ที่ผ่านมา หากไม่กลัวสถานการณ์จากภาษีทรัมป์มากจนเกินไป จะพบว่า การส่งออกของไทยยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ เพียงแต่ถ้าคนบางส่วนกลัว อาจจะบอกให้ลดดอกเบี้ยนโยบายก่อน แต่พูดยาก เพราะเดือนส.ค.คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังเป็นชุดเดิม

กนง.รอบที่แล้วมติออกมา 6 ต่อ 1 แสดงว่า เสียงส่วนใหญ่มั่นใจว่า ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ย แต่ตัวแปรแรกที่จะทำให้กนง.ส่วนใหญ่เปลี่ยนมุมมองคือ ไทยจะโดนภาษีนำเข้าสูงเกินคาดหรือสูงกว่าประเทศอื่นๆ อาจลดดอกเบี้ยเดือนส.ค.

อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีนำเข้าหลายประเทศคลายตัว แต่ส่วนตัวยังมองว่า อาจจะยังไม่เจอของจริง (รอบนี้ทั่วโลกโดนภาษีนำเข้าจากสหรัฐถ้วนหน้า ซึ่งยังไม่เคยมีในประวัติศาสตร์โลก)ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จึงยังไม่สามารถตอบได้ชัด แต่มองว่า เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังไม่ดี หลายประเทศมองว่า จะแย่ลง ตลาดทุนตลาดเงินย่อมมีความผันผวนมากขึ้น

“ตัวเลขชัดต้องรอดูอัตราภาษีนำเข้าที่แต่ละประเทศจะโดนเรียกเก็บ ซึ่งตีความได้ว่า การค้าโลกเหนื่อยแน่ๆ เพราะเมื่อถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้น ย่อมกระทบกำลังซื้อในสหรัฐ ซึ่งแนวโน้มจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยหรือเงินเฟ้อที่สูงไม่ปรับลดลงและตลาดปรับมุมมองธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจลดดอกเบี้ยแค่ 1 ครั้งจากเดิมคาดไว้ 2 ครั้ง”

สำหรับเมืองไทย ที่เศรษฐกิจจะแย่ แต่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ มองไปข้างหน้าไทยยังมีพื้นที่ปรับลดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 2 ครั้งมากกว่าสหรัฐ แต่ภาพรวมทุกประเทศรวมทั้งไทยเองอาจจะต้องปกป้องตัวเองมากขึ้น ฉะนั้นการค้าของโลกและการค้าของไทยก็จะชะลอลง

ดังนั้นความผันผวนจะมีมากขึ้นตลาดเงินในประเทศดอกเบี้ยอาจจะลงได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ปีหน้าอาจจะเห็นลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และพยายามทำให้เงินบาทไม่แข็งค่าจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลกดดันการส่งออกไทยให้แย่ลง

นายธนเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง ฟากธนาคารพาณิชย์ก็ต้องลดดอกเบี้ยตาม ย่อมกระทบผู้ฝากเงินแน่ ดังนั้น ทางออกสำหรับผู้มีเงินออมคงต้องบริหารการเงิน เช่น แบ่งเงินฝากส่วนหนึ่งเก็บไว้กับธนาคาร อีกส่วนแบ่งซื้อกองทุนตราสารหนี้ /หุ้นกู้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินมั่นคงมาก เพราะเริ่มเห็นสัญญานหลายบริษัทที่เคยออกหุ้นกู้เจอปัญหาสภาพคล่องโดยเฉพาะที่ระดมทุนแล้ว ไปลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว จะมีปัญหามาก

ดังนั้น การลงทุนในหุ้นกู้ Investment Grade ไม่พอสำหรับในเมืองไทยเวลานี้ จึงต้องเลือกลงทุนหุ้นกู้เกรดดี บริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินมั่นคงมากๆ และลงทุนในทองคำ เน้นกระจายความเสี่ยง ถ้ามีสภาพคล่องพอ แม้ว่า อัตราผลตอบแทนของรัฐบาลไทยที่ปรับลดลงนั้น อย่างน้อยผลตอบแทนยังดีกว่าเงินฝากและเลือกลงทุนระยะกลางในพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี ไม่เกิน 4 ปี ไม่ยาวเกินไป เพื่อให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก ส่วนอายุ 5 ปี ส่วนตัวมองยาวเกินไปจะมีความเสี่ยง

สำหรับการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมานั้น เห็นการปรับลดลงน้อย เพราะเงินฝากออมทรัพย์เหลือน้อยแล้ว ธนาคารเองมีข้อจำกัดในการปรับลดดอกเบี้ยรวมทั้งเงินกู้ ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากอาจจะปรับลดเป็นเทอม โดยจะค่อยๆลด (1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี) ส่วนแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ย ฟากธนาคารพาณิชย์จะเลือกลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือปล่อยกู้ตลาดเงิน แม้ผลตอบแทนดอกเบี้ยจะบางมาก แต่ดีกว่าปล่อยกู้ เพราะมีความเสี่ยงจากหนี้เอ็นพีแอล

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,117 วันที่ 27 - 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...