โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์: ฉีดโบท็อกซ์ เสี่ยงมะเร็ง จริงหรือ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 24 ก.ค. 2568 เวลา 02.12 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 19.11 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

24 กรกฎาคม 2568
แปลและเรียบเรียงบทความ : อดิศร สุขสมอรรถ
ตรวจทานและพิสูจน์อักษร : คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ข้อมูลน่าสงสัย :

มีความกังวลใจเกี่ยวกับการเสริมความงามและความเสี่ยงมะเร็ง เมื่อมีความเชื่อว่าการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดการหย่อนคล้อยบนใบหน้าเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง เนื่องจากเป็นสารที่สกัดจากพิษของแบคทีเรีย และการฉีดเพื่อให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าเป็นอัมพาต ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องจนนำไปสู่มะเร็ง

บทสรุป :

1.ไม่มีหลักฐานว่าการฉีดโบท็อกซ์ก่อให้เกิดมะเร็ง
2.โบท็อกซ์ทางการแพทย์มีความปลอดภัยสูง
3.ผลเสียจากโบท็อกซ์มาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

FACT CHECK : ตรวจสอบข้อเท็จจริง :

โบท็อกซ์ เป็นชื่อการค้าของสาร โบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) สารสกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม แบ่งได้ 7 ชนิดได้แก่ โบทูลินัม ท็อกซิน เอ ถึง จี

โบท็อกซ์เพื่อการรักษา

โบทูลินัม ท็อกซิน หรือ โบท็อกซ์ ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์เพื่อรักษาหลากหลายอาการ ทั้งการรักษาภาวะทางระบบประสาท เช่น ภาวะกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (Dystonia) และภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (Spasticity)

ใช้รักษาการปวดไมเกรน อาการคอบิดเกร็ง ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ

จนถึงการใช้นอกข้อบ่งใช้ (Off-Label Use) เพื่อรักษาอาการใบหน้าไม่เท่ากันและภาวะความผิดปกติของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

โบท็อกซ์เพื่อเสริมความงาม

โบทูลินัม ท็อกซิน หรือ โบท็อกซ์ ได้รับความนิยมนำมาใช้เพื่อสร้างความกระชับให้กับผิวหน้า โบท็อกซ์จะทำหน้าที่ขัดขวางการหลั่งของสารอะเซทิลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ที่สั่งการให้กล้ามเนื้อหดตัว เมื่อฉีดที่บริเวณใบหน้า กล้ามเนื้อบริเวณนั้นจะถูกทำให้เป็นอัมพาตชั่วคราว ช่วยให้กล้ามเนื้อลดการเคลื่อนไหวและผ่อนคลายมากขึ้น

การใช้โบท็อกซ์ยับยั้งการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อบนใบหน้าจะคงอยู่ได้นาน 3-4 เดือน ก่อนที่จะสลายตัวไปตามกระบวนทางธรรมชาติโดยไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย

โบท็อกซ์ในทางการแพทย์เจือจางจนไม่เป็นอันตราย

เป็นความจริงที่ว่า โบทูลินัม ท็อกซิน ถือเป็นหนึ่งในสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาทร้ายแรงที่สุดเท่าที่วงการวิทยาศาสตร์เคยรู้จัก ในปริมาณเท่ากันมีความเป็นพิษมากกว่าพิษของงูเห่านับล้านเท่า

แต่กระนั้น โบทูลินัม ท็อกซิน ที่ใช้ในทางการแพทย์ถูกนำมาเจือจางและทำให้บริสุทธิ์ก่อนนำมาใช้ จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยและผู้ใช้บริการแต่อย่างใด

โบท็อกซ์กับโรค Botulism

โบทูลิซึม (Botulism) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโบทูลินัม ท็อกซินจากแบคทีเรีย คลอสตริเดียม โบทูลินัม อาการที่เด่นชัดคือ อาการอ่อนแรง การมองเห็นผิดปกติ รู้สึกอ่อนล้า และพูดลำบาก จากนั้นอาจตามมาด้วยอาการอ่อนแรงของแขน กล้ามเนื้อหน้าอก และขา และอาจมีความรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

แม้จะมีที่มาเหมือนกัน แต่โบทูลินัม ท็อกซินทางการแพทย์ที่ถูกเจือจางและทำให้บริสุทธิ์แล้ว เมื่อใช้อย่างถูกวิธีจะไม่ก่อให้เกิดโรคโบทูลิซึมกับผู้ป่วยแต่อย่างใด

โรค Botulism เพราะใช้โบท็อกซ์ปลอม/ผิดวิธี

เมื่อปี 2004 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC) รายงานพบผู้ป่วยเพศหญิงอายุระหว่าง 25-59 ปี จำนวน 22 ราย มารักษาตัวจากการใช้โบท็อกซ์ปลอมหรือใช้ผิดวิธี

มี 11 รายต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล โดย 6 รายต้องรักษาตัวด้วยยาต้านพิษ จากความกังวลต่อโรคโบทูลิซึมเนื่องจากโบท็อกซ์ไหลออกจากจุดที่ฉีดและไปโจมตีระบบประสาทส่วนกลาง

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้หญิงทั้ง 22 รายเข้ารับการฉีดโบท็อกซ์โดยผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตหรือไม่มีความชำนาญการ

ส่วนปี 2023 พบผู้ป่วยโรคโบทูลิซึมในสหราชอาณาจักรจำนวน 67 ราย สืบประวัติพบว่าไปเข้ารับการลดน้ำหนักด้วยการฉีดโบท็อกซ์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศตุรกี

โบท็อกซ์ไม่มีความเสี่ยงมะเร็ง

มีความเชื่อที่ว่าการทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตเป็นการขัดขวางการระบายของระบบน้ำเหลืองอย่างเหมาะสม นำไปสู่โรคมะเร็งได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง

ส่วนการเกิดตุ้มแดงบริเวณจุดที่ฉีดโบท็อกซ์ ไม่ใช่สัญญาณของการเติบโตของก้อนเนื้อที่ควบคุมไม่ได้ แต่เป็นอาการช้ำเข็มที่เกิดเมื่อระบบภูมิคุ้มกันแสดงปฏิกิริยาต่อการระคายเคืองในจุดที่ฉีดเท่านั้น

เทียบความปลอดภัยการใช้โบท็อกซ์รักษาผู้ป่วย

ความปลอดภัยของการใช้โบท็อกซ์เสริมความงาม เห็นได้จากความปลอดภัยของการใช้รักษาโรค ผลสำรวจผู้ที่ใช้โบท็อกซ์รักษาอาการป่วยเป็นเวลานานมากกว่า 15 ปีไม่พบว่ามีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งมากกว่าคนทั่วไปแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การใช้โบท็อกซ์เพื่อการรักษาโรคยังใช้ปริมาณโบท็อกซ์สูงกว่าการใช้เพื่อเสริมความงามอย่างมาก

การใช้โบท็อกซ์เพื่อเสริมความงาม 1 ครั้งใช้ปริมาณโบท็อกซ์ 20-50 ยูนิต แต่การใช้เพื่อรักษาโรค เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ต้องใช้ปริมาณโบท็อกซ์มากกว่า 300 ยูนิต

ส่วนการเว้นช่วงในการฉีดโบท็อกซ์ 3-4 เดือนต่อครั้ง เป็นช่วงเวลาที่มากพอจะทำให้ร่างกายเผาผลาญและกำจัดโบท็อกซ์ออกไปโดยเหลือตกค้างในร่างกาย ซึ่งการทดสอบพบว่าการได้รับสารโบท็อกซ์นานนับทศวรรษก็ไม่เพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งแต่อย่างใด

โบท็อกซ์ปลอดภัยกับผู้ป่วยมะเร็ง

โบท็อกซ์ยังถูกใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งการบรรเทาอาการกล้ามเนื้อกระตุกจากรังสีหรืออาการปวดไมเกรนหลังการบำบัด

เนื่องจากโบท็อกซ์จะส่งผลต่อบริเวณที่ฉีดเท่านั้น จึงไม่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและไม่ส่งผลต่อการรักษาผู้ป่วยมะเร็งแต่อย่างใด

ปัจจุบันยังมีการวิจัยนำโบท็อกซ์มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเป็นการหักล้างความเชื่อเรื่องโบท็อกซ์เป็นสารก่อมะเร็งอีกทางหนึ่งด้วย

ผลเสียจากการใช้โบท็อกซ์

ความเสี่ยงของการใช้โบท็อกซ์มีทั้งอาการหนังตาตก (Eyelid Drooping) ซึ่งเกิดจากการฉีดโบท็อกซ์ไม่ถูกวิธี ซึ่งอาจส่งผลนานถึง 6 เดือน

การใช้โบท็อกซ์เสริมความงามเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อให้ผู้ใช้ไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อใบหน้าได้ตามธรรมชาติอีกต่อไป

งานวิจัยปี 2022 พบว่าผู้ที่ใช้โบท็อกซ์อย่างต่อเนื่องเกิดความผิดปกติบนกล้ามเนื้อบนใบหน้า แม้จะหยุดใช้โบท็อกซ์ไปแล้วถึง 4 ปี

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายการหยุดใช้งานกล้ามเนื้อเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถกลับมาทำงานได้สมบูรณ์เหมือนเดิม ซึ่งส่งผลต่อการแสดงสีหน้าของผู้ใช้โบท็อกซ์เป็นเวลานาน

เทียบความเสี่ยงกับการฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ เป็นการช่วยเติมเต็มชั้นผิวและช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้เซลล์ ทำให้ใบหน้าอ่อนวัย และลดปัญหาริ้วรอย

แต่การฉีดฟิลเลอร์ก็มีความเสี่ยงการเกิดฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน หรือ แกรนูโลมา ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันต่อสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดได้ เซลล์เหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นก้อนเพื่อล้อมรอบและยับยั้งการแพร่กระจายของสิ่งแปลกปลอม

รวมถึง อาการฟิลเลอร์อุดตันหลอดเลือดซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเนื้อตาย (Necrosis) หรือตาบอด

อาการข้างเคียงจากการใช้โบท็อกซ์และฟิลเลอร์เกิดขึ้นได้ยาก หากเข้ารับการเสริมความงามกับผู้เชี่ยวชาญและใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาตรฐาน

ข้อมูลอ้างอิง :

https://medicalrealities.com/does-botox-cause-cancer-a-complete-medical-review-of-risks-and-evidence/
https://www.bbc.com/future/article/20240503-are-there-long-terms-health-risks-to-using-botox

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...