โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดัชนีเชื่อมั่นค้าปลีกสุดรอบ 42 เดือน กำลังซื้อเปราะบาง เอกชนเบรกลงทุน จี้รัฐอัดฉีด 1.15 แสนล้านกู้เศรษฐกิจฐานราก ชง Easy e-Receipt 2

THE STANDARD

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 05.54 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 05.54 น. • thestandard.co
ดัชนีเชื่อมั่นค้าปลีกสุดรอบ 42 เดือน กำลังซื้อเปราะบาง เอกชนเบรกลงทุน จี้รัฐอัดฉีด 1.15 แสนล้านกู้เศรษฐกิจฐานราก ชง Easy e-Receipt 2

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเปิดเผยสถานการณ์น่ากังวล โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกเดือนมิถุนายนดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 42 เดือน สะท้อนกำลังซื้อที่เปราะบางอย่างยิ่ง ขณะที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนชะลอการลงทุน เพื่อรอความชัดเจนจากนโยบายรัฐอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยื่น 2 ข้อเสนอเร่งด่วนถึงรัฐบาลชุดใหม่เพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจ

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุว่า ครึ่งปีแรกภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง กำลังซื้อชะลอตัว และปัจจัยภายนอกอย่างนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่ไทยต้องเจรจาให้ลดลงต่ำกว่า 36% เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซียได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กในธุรกิจที่ต้องเปิดเสรี ได้หรือไม่ ซึ่งมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยและการจ้างงานในระบบ

รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ล้วนส่งผลต่อบรรยากาศการจับจ่ายและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกในเดือนมิถุนายนยังคงปรับลดลงในทุกองค์ประกอบ ทุกภูมิภาค ทั้งยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ ความถี่ในการใช้จ่าย โดยคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 3 สะท้อนกำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวและระมัดระวังในการจับจ่าย

ถึงแม้จะมีสัญญาณบวกจากการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ยังขาดเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน ขณะที่ภาคเอกชนเฝ้ารอการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ และต้องการเห็นมาตรการฟื้นฟูที่ลงมือปฏิบัติได้จริงในช่วงครึ่งปีหลัง

ทางสมาคมฯ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ โดยใช้งบก้อนแรก 1.15 แสนล้านบาท จากกรอบงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว พร้อมจัดสรรงบที่เหลืออีกราว 40,000-50,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานราก

การช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีสัดส่วนมากกว่า 90% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และครอบคลุมการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจถึง 50-70% ซึ่งมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจะสามารถช่วยพยุงสถานการณ์ได้

ข้อเสนอสำคัญที่สุดคือการผลักดันโครงการ ‘Easy e-Receipt เฟส 2’ ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม โดยเสนอให้เพิ่มวงเงินเป็น 100,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ทำได้ราว 7 หมื่นล้านบาท

อีกหนึ่งแกนหลักคือการผลักดันให้ไทยเป็น ‘Shopping Paradise’ โดยเสนอให้ทดลองมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ร้านค้าทันที สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท และลดภาษีนำเข้าสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางจากปัจจุบันที่สูงถึง 20-30% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคและลดแรงจูงใจในการซื้อสินค้าจากตลาดสีเทา

ข้อเสนออื่นๆ ยังรวมถึงการพิจารณาจัดตั้ง ‘เขตปลอดภาษี’ (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญเช่น ภูเก็ต, การจัดมหกรรมลดราคาทั่วประเทศ และการขยายระยะเวลาวีซ่าของนักท่องเที่ยวรัสเซียจาก 30 วันเป็น 45 วัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ขณะเดียวกัน สมาคมฯ สนับสนุนการดำเนินการของภาครัฐในการปราบปรามธุรกิจ ‘นอมินี’ ต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงการคุมเข้มสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยมองว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องและขอให้ดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...