แนะจัดพอร์ตกองทุนครึ่งปีหลัง ลุยหุ้นสหรัฐ-จีน-อินเดีย-ยุโรป
#BAY #ทันหุ้น- BAY วางกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง แนะจัดพอร์ตหลัก เน้นหุ้นสหรัฐหนุนจากงบบจ.ที่ยังออกมาดี ภายใต้ความเสี่ยงหลายปัจจัย ส่วนพอร์ตรอง เน้นกระจายลงทุนใน จีน ยุโรป อินเดีย รวมถึงถือสินทรัพย์ทางเลือก Private Assets เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทน และลดความผันผวนให้กับพอร์ตรวม
นายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน, Head of Krungsri Investment Intelligence Office, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ยังคงมองบวกต่อหุ้นสหรัฐ หากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังคงดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดดังเช่นที่ผ่านมา 9 ไตรมาสติดต่อกัน แม้มีความเสี่ยงจาก 4 ปัจจัยได้แก่ 1. ภาวะเศรษฐกิจแบบ Stagflation 2. ความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ 3. การผ่อนคลายนโยบายการเงินของ FED ที่มีความไม่แน่นอนเรื่องขนาดและเวลาที่ FED จะลดดอกเบี้ย 4. มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นสหรัฐ ที่อยู่ในระดับตึงตัว
*พอร์ตหลักเน้นหุ้นสหรัฐ
ดังนั้น ในส่วนของ Core Portfolio แนะนำว่า 50-70% ควรลงทุนในหุ้นสหรัฐ ซึ่งยังคงมีคุณภาพและแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโต รวมถึงกองทุนผสม เช่น KFGDB-A ลงทุนหุ้นโลก ตราสารหนี้ ผ่านกองทุนหลัก Allianz Dynamic Multi Asset Strategy SRI 50 และ KFGDA-A ที่ลงทุนในทรัพย์สินหลายประเภท เน้นตลาดตราสารทุน และตราสารหนี้ทั่วโลก
นายวิรัตน์ กล่าวว่า ในส่วนของ Satellite Portfolio ที่เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูงและมีความเสี่ยงที่สูงกว่าพอร์ตหลัก เริ่มจากมุมมองตลาดหุ้นยุโรป ซึ่งเคยตามหลังตลาดสหรัฐ มาระยะหนึ่ง แต่กลับมาโดดเด่นหลังการเลือกตั้งสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนหันกลับมาให้ความสำคัญกับมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น นอกจากนี้โครงสร้างตลาดหุ้นยุโรปมีความกระจายตัวในหลายกลุ่มมากกว่า เมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐ ที่กระจุกในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Magnificent 7)
ขณะที่เศรษฐกิจจีนอาจเติบโตช้าลงในไตรมาส 2 ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจีนจะมาจากการสนับสนุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐ รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาการค้ากับสหรัฐ โดยหุ้นกลุ่ม A-Shares มีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐและการบริโภคภายในประเทศ และยังมีโอกาสฟื้นตัวเมื่อเทียบกับ H-Shares
*อินเดียโดดเด่น
สำหรับตลาดหุ้นอินเดียยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าอย่างจำกัด เนื่องจากมีการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศสูง ประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ยังช่วยหนุนกำลังซื้อในประเทศ โดยมองว่ากองทุนอย่าง FSSA Indian Subcontinent Fund มีความโดดเด่นและแตกต่างจากกองทุนหุ้นอินเดียอื่น ซึ่งเน้นวิเคราะห์หุ้นแบบเจาะลึก และให้ความสำคัญกับประเด็นด้านธรรมาภิบาลเพื่อปกป้องเงินลงทุนของนักลงทุนด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอทางเลือกการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดหุ้นอย่าง Private Assets โดยเฉพาะ Private Equity ซึ่งให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้น โดยทาง Schroders จะเน้นลงทุนในกลุ่ม Small-mid Buyout ที่มี มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานน่าสนใจ กระจายการลงทุนกว่า 230 บริษัททั่วโลก มีจุดเด่นด้านการบริหารสภาพคล่องแบบ Semi-liquid ที่สามารถลงทุนได้ทุกเดือน และสามารถขายคืนได้เป็นรายไตรมาส ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนแบบ Private Equity ได้ง่ายขึ้น โดยพอร์ตการลงทุนของ Schroders ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Services ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำจากประเด็นสงครามการค้า
*พอร์ตรองกระจายลงทุน
โดยสรุปในส่วนของ Satellite Portfolio ควรกระจายไปยังกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นรายประเทศ Private Assets และ Structure Notes เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและความผันผวนโดยรวมของพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ กองทุนที่แนะนำ ได้แก่ KT-Ashares-A ลงทุนในหุ้นจีนที่มีคุณภาพสูง ผ่านตลาด A-Shares, KFHEUROP-A ลงทุนในหุ้นชั้นนำของยุโรป ครอบคลุมหลากหลาย Sector, KFINDIA-A ลงทุนในหุ้นอินเดียที่มีแนวโน้มเติบโตและมี Valuation ที่น่าสนใจ, KFGDIV-A ลงทุนในหุ้นปันผลทั่วโลกผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ Fidelity Funds - Global Dividend Fund
ในส่วนของ Private Assets เช่น หุ้นนอกตลาด สินเชื่อเอกชน อสังหา ซึ่งไม่ได้เคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นหรือตราสารหนี้ เช่น กองทุน KFGPE-UI ลงทุนในกองทุนหลัก Schroders Capital Semi-Liquid Global Private Equity ที่ลงทุนใน Private Assets กว่า 200 ดีลทั่วโลก หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) อาทิ Bullish Shark-Fin Note หรือ Fixed Coupon Note เป็นต้น