โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ธุรกิจโรงเรียนเอกชนสดใส ปี 2567 ลุ้นปีทองโรงเรียนนานาชาติ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ม.ค. 2567 เวลา 04.11 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2567 เวลา 13.18 น.
ภาพจาก : freepik

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีผ่านมา โดยเฉพาะช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนได้รับแรงกระแทกอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบกรับภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากกลไกการบริหารของสถานศึกษาเอกชนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือจึงต้องพึ่งพาตนเอง เพราะรายได้หลัก ๆ มาจากค่าเล่าเรียนที่ผู้ปกครองของนักเรียนจะต้องชำระจ่าย

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจมาจากราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะทำเลกลางใจเมืองใหญ่ในหลาย ๆ จังหวัด จึงทำให้ผู้บริหารโรงเรียนยุคเจเนอเรชั่น 2-3 เริ่มไม่อยากบริหารธุรกิจโรงเรียน เพราะผลกำไรที่ได้รับไม่เป็นกอบเป็นกำ หรืออาจเป็นเพราะไม้ต่อธุรกิจอยากเปลี่ยนธุรกิจไปลงทุนทำอย่างอื่น เพราะน่าจะได้เม็ดเงินมากกว่า

ผลเช่นนี้ จึงทำให้โรงเรียนเอกชนทุกระดับการศึกษาหลายแห่งจึงทยอยปิดกิจการ หรือขายที่ดิน ยิ่งเมื่อดูจากข้อมูลปีการศึกษา 2562 พบว่าโรงเรียนเอกชนทุกประเภท ทั้งในระบบและนอกระบบ ที่อยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีจำนวนทั้งสิ้น 14,667 แห่ง แบ่งเป็นการศึกษาในระบบประเภทโรงเรียนสามัญศึกษามี 3,937 แห่ง โรงเรียนนานาชาติ 207 แห่ง ส่วนการศึกษาเอกชนนอกระบบมีกว่า 10,523 แห่ง

ขณะที่ปีการศึกษา 2566 ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ สช.ระบุชัดว่า โรงเรียนเอกชนในสังกัด สช. มีจำนวนทั้งสิ้น 11,877 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบประเภทสามัญ จำนวน 3,732 แห่ง โรงเรียนนานาชาติ 236 แห่ง ส่วนโรงเรียนนอกระบบมีทั้งหมด 7,909 แห่ง

คำถามจึงเกิดขึ้นว่าตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอะไรบ้าง ?

คำตอบคือจำนวนโรงเรียนเอกชนตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบันลดลงไปอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน โรงเรียนนานาชาติกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น

คำถามตามมาคือเกิดอะไรขึ้นหรือ ?

ปี’67 ธุรกิจโรงเรียนเอกชนเริ่มสดใส

“ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล” นายกสมาคมสถานศึกษาเอกชน จ.นครราชสีมา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากโควิด-19 คลี่คลาย ทำให้สถานการณ์โรงเรียนเอกชนเริ่มดีขึ้น เนื่องจากผู้ปกครองของนักเรียนสามารถกลับไปทำงานหาเงินจ่ายค่าเทอมให้บุตรหลานได้ดังเดิม เพราะที่ผ่านมา ผู้ปกครองค้างค่าเทอมโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศเป็นจำนวนเงินกว่าหมื่นล้านบาท แต่ตอนนี้เริ่มทยอยใช้คืน จนตัวเลขลดลงเหลือเพียง 2-3 พันล้านบาทเท่านั้น ตรงนี้ถือเป็นแนวโน้มที่ดี และคาดว่านับตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป โรงเรียนเอกชนน่าจะเริ่มสดใสขึ้น

ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล

“ผมแบ่งแนวโน้มของโรงเรียนเอกชนในปี 2567 ออกเป็น 3 ประเภท คือ หนึ่ง ประเภทดาวรุ่งพุ่งแรง พวกนี้อยู่รอดแน่นอนคือโรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนที่สอน English Program ผมมองว่าโรงเรียนนานาชาติจับตลาดค่อนข้างตรงกลุ่มลูกค้า เพราะตอนนี้ไทยกำลังผลักดันประเทศเข้าสู่ฮับทางการศึกษา เนื่องจากที่ผ่านมามีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก ทั้งยังมีนักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนในไทยมากขึ้น ตรงนี้นับเป็นผลดีสำหรับโรงเรียนนานาชาติ เนื่องจากที่ผ่านมาบางโรงเรียนมีนักเรียนไม่ถึง 100 คน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่านักเรียนมีจำนวนสูงถึง 100-200 คน เพราะโรงเรียนนานาชาติเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้น”

ประเภทต่อมาคือโรงเรียนที่เปิดสอน 2-3 ภาษา เช่น ไทย, อังกฤษ, จีน, ญี่ปุ่น ฯลฯ โรงเรียนเหล่านี้ยังได้รับความนิยมในกลุ่มคนไทยอยู่ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ และขนาดกลางน่าจะดีขึ้นกว่าเดิม ถ้ามองจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวม และสภาวะทางการเมืองที่ค่อนข้างนิ่ง จึงทำให้ผู้ปกครองสามารถทำงานหาเงินส่งบุตรหลานเรียนได้ แต่ที่น่าห่วงคงเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 200 คน ที่อาจอยู่ยากกว่าเดิม ถ้าไม่มีนายทุน หรือกลุ่มธุรกิจเข้ามาสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าจำนวนนักเรียนที่เข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนลดลงกว่า 20,000 ราย เพราะที่ผ่านมามีโรงเรียนที่ปิดตัวไป และเปิดใหม่ ทุกแห่งจึงต้องพยายามเร่งปรับตัว ด้วยการชูจุดเด่น และจุดขายเพื่อดึงนักเรียนเข้ามาเรียนโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาใช้ รวมไปถึงการใช้นวัตกรรมทางการศึกษเพื่อให้พวกเขาเรียนอย่างสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

“แต่กระนั้นผมยังมองแง่ดีว่า ปี 2567 เป็นต้นไปน่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นแต่จะเป็นปีทองของโรงเรียนนานาชาติหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ แต่เชื่อว่าดีกว่า 5 ปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เพราะการศึกษาเอกชนเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ปกครอง เราจึงต้องเข้ามาส่งเสริมศักยภาพนักเรียนที่มีความต้องการเป็นพิเศษ อีกอย่างหนึ่งก็ช่วยรัฐในการจัดการศึกษา อาจไม่ใช่การศึกษาหลัก แต่เราพยายามมุ่งเน้นคุณภาพ พร้อมกับส่งเสริมให้เด็กพัฒนาตามศักยภาพ แต่อย่ามองว่าเราเป็นสถานศึกษาที่ทำกำไร เพราะทุกอย่างที่ทำล้วนสะท้อนกลับมาหาเด็กทั้งหมดเลย”

สาธิต PIM ชูกลยุทธ์เครือข่าย ตปท.เป็นจุดขาย

นายประวิตย์ ศรีหนองหว้า รองผู้อำนวยการ โรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (สาธิต PIM) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โรงเรียนเอกชนยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอัตราการเกิดของเด็กไทยต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเมื่อก่อนโรงเรียนจะเป็นฝ่ายเลือกนักเรียนเข้าศึกษา แต่ตอนนี้สวนทางกัน เพราะเด็กนักเรียน และผู้ปกครองเป็นฝ่ายเลือกโรงเรียนแทน

ประวิตย์ ศรีหนองหว้า

เนื่องจากโรงเรียนในประเทศไทยมีมากกว่า 3 หมื่นแห่ง เฉพาะโรงเรียนเอกชนในระบบมีประมาณ 1 หมื่นกว่าแห่ง ทำให้เด็กมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น และต้องยอมรับว่าเทรนด์การศึกษาตอนนี้ ผู้ปกครองมีแนวโน้มเลือกโรงเรียนที่เป็นการศึกษาทางเลือกมากขึ้น นั่นหมายความว่าเมื่อตัวเลือกมากขึ้น โรงเรียนจึงต้องปรับตัวเพื่อให้มีจุดเด่น และเพื่อให้เป็นผู้ถูกเลือก

สำหรับสาธิต PIM เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา เปิดการสอนมาตั้งแต่ปี 2559 สำหรับนักเรียนตั้งแต่ชั้น ม.1 จนถึง ม.6 ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 956 คน มีครูผู้สอน 111 คน และมีครูชาวต่างชาติอีก 24 คน

“จุดเด่นของสาธิต PIM เราใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นการสอนแบบ Active Learning เพื่อให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง พร้อมกับปลูกฝังทักษะชีวิตที่จำเป็น ทั้งยังนำแนวทางการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีการศึกษาที่ดีเข้ามาผสมผสานด้วย ที่สำคัญ เรามีแนวคิดที่จะเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการเป็นประชากรที่ดีของโลกต่อไปในอนาคตด้วย เนื่องจากสาธิต PIM จะเน้นสอนภาษาไทย, อังกฤษ และจีน”

โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ นอกจากในวิชาเรียนปกติแล้ว วิชาอื่น ๆ อาทิ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็จะสอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยผู้สอนจะเป็นครูเจ้าของภาษา ในส่วนของภาษาจีนจะเรียนภาษาจีนแมนดารินสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง โดยทางโรงเรียนตั้งใจให้นักเรียนสอบวัดระดับ HSK (The Hanyu Shuiping Kaoshi) หรือการทดสอบความเชี่ยวชาญด้านภาษาจีน สำหรับชาวต่างชาติผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาหลัก อย่างน้อยระดับ 2 ในช่วง ม.ต้น และอย่างน้อยระดับ 4 ในแผนการเรียนจีนระดับชั้น ม.ปลาย โดยนักเรียนสามารถนำคะแนนดังกล่าวไปใช้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย หลังจากจบระดับมัธยมศึกษาได้

“เนื่องจากสาธิต PIM มีเครือข่ายอยู่รอบด้านทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เช่น ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น เราจึงมีการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา หรือความรู้กันอยู่เสมอ ส่วนครูก็มีการสรรหา และคัดเลือกอย่างเข้มข้น เพราะเรารับครูที่จบจากคณะศึกษาศาสตร์ และครุศาสตร์โดยตรง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ ด้วย เพื่อให้ครอบคลุมการศึกษาในทุก ๆ ด้าน และทั้งหมดนี้ค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตรอยู่ที่ประมาณปีละ 170,000-180,000 บาท”

“มงฟอร์ต” ปรับหลักสูตรตอบโจทย์อนาคต

นายวรินทร วสุวัต กรรมการที่ปรึกษาผู้อำนวยการ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โรงเรียนเอกชนจะอยู่ได้ต้องปรับรูปแบบหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญ จะต้องไม่ใช่โรงเรียนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ทางด้านวิชาการมากเกินไป แต่จะต้องเป็นโรงเรียนที่มีหลักสูตรแบบ Customize หรือ Tailor Made ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถมีโอกาสเลือกวิชาเรียนตามความถนัด และความสนใจของตนเอง อันสอดคล้องกับทักษะที่จะนำไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคต เช่น การเพิ่มวิชาเลือกเสรี, กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้าน Soft Upskill หรือ Up Upskill เป็นต้น

“ผมมองว่าหมดยุคของการเรียนรู้แบบ Content Base หรือเน้นเนื้อหามากเกินไป ทั้งนี้ หากโรงเรียนไม่สามารถสร้างจุดเด่นของหลักสูตรที่น่าสนใจ หรือปรับปรุงกระบวนวิชาให้มีทักษะใหม่ ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการประกอบอาชีพในอนาคต ผู้ปกครองจะไม่เกิดความเชื่อมั่น ท้ายที่สุดโรงเรียนเอกชนจะลำบาก เฉพาะในส่วนของโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เราเปิดสอนทั้งหลักสูตรปกติ และ English Programme และตลอดระยะเวลาผ่านมามีการปรับหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะโรงเรียนมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองมาตลอด 91 ปี”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...