โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

นางร้ายผู้ถูกลืม

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 ธ.ค. 2566 เวลา 23.49 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2566 เวลา 23.49 น. • ฟางหมิง_方明
ชาติที่ก่อนนางยอมทุ่มสุดตัวเพื่อให้เขาบรรลุความปรารถนา จนกลายเป็นนางมารร้ายที่ทุกคนเกลียดชัง ทว่ากลับถูกคนรักทอดทิ้ง ให้ตายอย่างเดียวดาย มาชาตินี้นางของทำเพื่อตนเองสักครั้ง!

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องย่อ
ในอดีตเป็นนางที่ทุ่มเทอย่างสูงกำลัง เพื่อบุรุษเพียงคนเดียว จนท้ายที่สุดตนเองต้องตายอย่างโดดเด่น ไร้คนเหลียวแล
ทว่ายามที่วิญญาณนางออกจากร่างแล้ว แทนที่จะไปเยือนยมโลก แต่กลับโดนหลุมดำขนาดใหญ่ดูดเข้าไป ทำให้ตนได้ย่อมกลับมายังวัยเยาว์อีกครา
ต่อมาก็พลันคนพบว่าเป็นที่ท่าตาของนางได้สละชีวิตเปิดค่ายกลต้องห้าม ทำให้ตนได้ย่อมเวลากลับมายังอดีต
'หรงเอ๋อร์ ตาแก่แล้ว อยู่กับเจ้าได้ไม่นานนักหรอก มิสู่ยกส่วนที่เหลือให้เจ้าเสียดีกว่า อย่าเสียใจเลยหลานรัก หากเจ้ารู้สึกผิด เช่นนั้นก็ใช้ชีวิตให้ดี อย่างหลงเชื่อคนโดยง่ายดั่งเช่นกาลก่อน ตาอยากเห็นเจ้ามีความสุข'
ในเมื่อชีวิตนี้ของนางปราชญ์วิญญาณผู้ยิ่งใหญ่เป็นคนมอบให้ นางจะสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นตาไม่ได้เชียวหรือ….
© นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พุทธศักราช 2537 และฉบับเพิ่มเติม ไม่อนุญาตดัดแปลง ทำซ้ำ คัดลอกเนื้อหาและภาพประกอบส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด นำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

บทนำ

บทนำ

ในวันสิ้นปีของวังหลวงอาณาจักรเป่ยอันเต็มไปด้วยความคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นวังหน้าหรือวังหลัง ต่างถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงและอักษรมงคลรูปแบบต่างๆ เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายต่างกินดื่มกันอย่างครึกครื้น

ทว่ากลับมีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไร้ชีวิตชีวาต่างจากตำหนักใหญ่

บนชั้นสองของตำหนักมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก สายตาของนางทอดมองไปยังละอองหิมะที่ร่วงหล่นจากท้องนภาสู่พื้นดินด้านล่าง ทั้งโดดเดี่ยวและอ้างว้าง

"ฮองเฮาเพคะ หิมะตกแล้ว ทรงเข้าไปด้านในเถิดเพคะ วันนี้ฝ่าบาทคงไม่เสด็จแล้ว" นางกำนัลสนิทกล่าวเตือนผู้เป็นนายตน

เมื่อผู้ที่นั่งเก้าอี้โยกได้ยินเช่นนั้นพลันยิ้มออกมาอย่างขมขื่น นางทำเพื่อเขาถึงเพียงนั้น แม้แต่วาระสุดท้ายของตน คนผู้นั้นก็ยังไม่ยอมมา

"ข้ารู้แล้ว เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าอยากอยู่ต่ออีกหน่อย" หลิวฟางหรงหันกลับไปส่งยิ้มมองนางกำนัลคนสนิท

แม้ว่าในใจของฮุ่ยหลิงจะไม่ยินยอมเพียงใด ทว่าก็ไม่อาจขัดประสงค์ของนายสาวได้ จึงนำผ้าคลุมที่ตนหยิบที่มือมาด้วยคลุมไหล่ให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะถอยออกไปตามคำสั่ง

เมื่อจากที่คนสนิทจากไป หลิวฟางหรงจึงหันกลับไปมองท้องนภาเบื้องหน้าเช่นเดิน พลางครุ่นคิดเรื่องราวที่ผ่านมา

สิบปีก่อนเขากับนางพบกันครั้งแรกก็เป็นวันสิ้นปีเช่นนี้ พบคราแรกนางก็รูปลักษณ์ที่อ่อนโยนดุจดั่งสายน้ำของเขาล่อลวง ตกหลุมรักต้องแต่แรกเห็น โดยไม่รู้เลยว่านั้นเป็นแผนการที่เขาวางเอาไว้ ต่อมาได้ทราบว่าคนผู้นั้นเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาซินอิน ตนจึงรีบไปขอร้องผู้เป็นป้าให้ช่วยเหลือ จนได้เข้าไปเรียนที่สำนักศึกษาดั่งใจหวัง

เดิมทีพรสวรรค์ของนางนั้นแสนจะธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นอันใด นางพยายามยกระดับพลังของตนเองขึ้น เพื่อให้คนผู้นั้นหันมาสนใจ และนางก็ทำสำเร็จ

ต่อมานางไม่ฟังคำคัดค้านของคนภายนอกดึงดันจะแต่งกับเขาให้ได้ จนในที่สุดก็สมดั่งใจปรารถนา

หลังจากอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน คนผู้ก็เผยท่าแท้ออกมา เขามีใจทะเยอทะยานอยากขึ้นเป็นใหญ่ แต่ด้วยความรักที่แสนโง่งมของนาง จึงทำวิธีทางเพื่อให้คนรักได้สิ่งที่ต้องการ แม้ว่าตนเองจะถูกมองว่าเป็นนางมารร้ายก็ตาม…

แต่เมื่อเขาได้สิ่งที่ต้องการแล้วกลับทอดทิ้งนางอย่างไร้เยื่อใย การที่ยังนางได้ดำรงตำแหน่งนี้ได้ เป็นเพราะข้าเห็นแก่หน้าท่านป้า ถึงยังคงสถานะของตนไว้

หึ! ได้เป็นฮองเฮาแล้วอย่างไรเล่า สุดท้ายก็ถูกเขาทอดทิ้งอยู่ดี

เมื่อมาลองมาขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เป็นนางเองที่หลงเชื่อคำหวานหูของเขา

หลิงฟางหรงยิ้มเยาะตนเอง ก่อนที่ลมหายใจของนางค่อยๆแผ่วลงเรื่อยๆ จนสิ้นลมในที่สุด…

ในยามโฉ่ว[1]นางกำนัลที่เข้ามาผลัดเปลี่ยนเวรยาม ก็พบว่าฮองเฮาของพวกตนไร้ลมหายใจแล้ว จึงรีบไปรายงานที่ตำหนักใหญ่

"ทูลฝ่าบาท ฮองเฮานาง…นางสิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ" กงกงผู้คุมตราประทับเข้ามารายงานในยามเช้า

"นางสิ้นแล้ว" ฮ่องเต้ผู้ปกครองอาณาจักรเลิกคิ้วถามด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย วันก่อนเขาได้รับรายงานว่านางยังดีๆอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงตายแล้วล่ะ

"พ่ะย่ะค่ะ"

"เช่นนั้นก็จัดการตามสมควรแล้วกัน" จากนั้นจึงหันกลับไปให้นางกำนัลแต่งฉลองพระองค์ให้ต่อ

ด้านทางหลิวฟางหรง หลังจากที่สิ้นลมวิญญาณของนางลอยหลุดออกจากร่าง ล่องลอยไปยังตำหนักต่างๆอย่างเคร่งคว้า ไร้เป้าหมาย

จนกระทั่งมาหยุดที่ตำหนักใหญ่ จึงได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นของผู้เป็นสามีของตนเข้า

เป็นนางที่โง่งมมองคนไม่ออก!

ร่างโปร่งแสงตรงดิ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของคนผู้นั้น ทว่ากลับลอยทะลุผ่านร่างนั้นไป ไม่อาจสัมผัสตัวเขาได้ ทำได้เพียงยืนมองคนผู้นั้นเดินออกจากตำหนักอย่างแค้นใจ หยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้มอันขาวซีดของตน

ทันใดนั้นพลันมีหลุมดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น ร่างโปร่งแสงของหลิวฟางหรงโดนแรงดึงดูด จมหายเข้าไปยังหลุมดำนั้น

---------------------------------------------

*1 ยามโฉ่ว เวลา 01.00-02.59 น.

บทที่1

บทที่1 เริ่มต้นชีวิตใหม่
"คุณหนู คนของอาณาจักรหมิวเยว่รออยู่ด้านนอกแล้วเจ้าคะ" ฮุ่ยหลิงในวัยสิบห้าวิ่งเข้ามารายงานผู้เป็นนาย
"เจ้ากลับไปบอกพวกเขาว่า ข้าไม่ไป!" หลิวฟางหรงหันกลับไปบอกความต้องการของตนให้แก่สาวใช้คนสนิท
คนพวกนี้ช่างดื้อดึงยิ่ง เดือนนี้มาถึงสามครั้ง ไล่ไปแล้วก็ยังกลับมาอีก
"ท่านหญิง องค์จักรพรรดิหมิงเสียนทรงรับสั่งให้บ่าวมารับพระองค์กลับวังหลวง"
เสียงของนางกำนัลผู้อาวุโสดังขึ้นจากลานบ้าน
"คุณหนู" ฮุ่ยหลิงโอดครวญออกมา นางไม่รู้จะรับมือกับหญิงชราผู้นี้อย่างไรแล้ว คนผู้นี้ช่างดื้อดึงยิ่ง หากเป็นคนก่อนนางคงจับโยนออกไปแล้ว ทว่าคนผู้นั้นเป็นถึงผู้รับใช้ของไทเฮาผู้ล่วงลับแม่แต่องค์จักรพรรดิยังต้องไว้หน้า
หลิวฟางหรงเห็นท่าทางจนใจของคนสนิทตนแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินออกไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้น
เหล่าผู้มาเยือนยืนรอการปรากฏตัวของผู้ที่พำนักอยู่ภายในเป็นนาน ในที่สุดก็ได้พบนาง
ร่างของดรุณีน้อยวัยสิบห้าปรากฏตรงหน้าของพวกเขา แม้จะไม่งดงามหยาดเยิ้มเฉกเช่นหญิงงามในเมืองหลวง ทว่าด้วยรูปร่างอรชรตามแบบฉบับของสตรีดินแดนนอกเขตกลับทำให้นางมีเสน่ห์ ชวนหลงใหล หากยืนอยู่ท้ามกลางเหล่าหญิงงามฝั่งจักรวรรดิ ก็โดดเด่นสะดุดตากว่าผู้ใด
"ท่านหญิงฟางหรง" นางกำนัลอาวุโสท่านนั้นหย่อนตัวเคารพคนตรงหน้าตน
"กลับไปบอกเจ้านายของพวกเจ้า ข้าแซ่หลิว มิได้แซ่เยว่ ไม่ต้องส่งคนมาอีกแล้ว"
หลิวฟางหรงทอดสายตามองไปยังคนจากอาณาจักรหมิงเยว่อย่างเฉื่อยชา พร้อมปล่อยพลังเวทของตนเข้ากดดันคนเหล่านั้น
"แต่ท่านหญิงอยู่ที่นี่เพียงตัวคนเดียว องค์จักรพรรดิไม่วางใจ จึงอยากรับท่านหญิงกลับไปดูแล พระองค์ทรงเป็นห่วงท่านหญิงมากเลยนะเพคะ"
นางกำนัลอาวุโสผู้นั้นยังไม่คิดจะยอมแพ้โดยง่าย แม้จะถูกพลังเวทของผู้มีศักดิ์สูงกว่ากดดันจนลมหายใจติดขัด
หลิวฟางหรงได้ยินว่าผู้เป็นปู่ของตนเป็นห่วงความเป็นอยู่ จึงแสยะยิ้มออกมา
คนผู้นั้นมิได้เป็นห่วงนางหรอก เพียงแค่เป็นห่วงหน้าตาตนเองก็เท่านั้น
"ถ้าเช่นนั้น ข้าฝากไปทูนองค์จักรพรรดิของพวกเจ้าด้วยว่า เมื่อถึงเวลา ข้าผู้นี้จะไปเยี่ยมเยือนตัวตัวเอง" ทันทีที่เอ่ยจบ วงแหวนเวทพลันปรากฏขึ้นที่ลานบ้าน ก่อนที่กลุ่มคนจากอาณาจักรหมิงเยว่หายลับไป
"พลังเวทของคุณหนูก้าวหน้าอีกขั้นแล้ว" ฮุ่ยหลิงมองผู้เป็นนายอย่างชื่นชม ก่อนจะนึกขึ้นมาว่าทำเช่นนั้นไม่เหมาะอย่างยิ่ง อีกทั้งจะนำปัญหาใหญ่มาสู่ผู้เป็นนายของตนได้ "คุณหนู พวกเราทำเช่นนั้นจะดีหรือเจ้าคะ หากว่าคนพวกนั้น…"
"เข้าเพียงส่งพวกเขากลับไปยังอาณาจักรหมิงเยว่เพียงเท่านั้น นักเวทเช่นข้าถึงกับเสียสละหินพลังเวทถึงสองก้อนส่งพวกเขากลับไป ไม่ต้องทนลำบากเดินทางเป็นเดือนๆคนพวกนั้น ต้องขอบคุณข้าสิถึงจะถูก"
ขอบคุณกับผีน่ะสิ! พวกเขาไม่สาปแช่งก็ดีเท่าไรแล้ว
ฮุ่ยหลิงส่ายหน้าอย่างเอือมระอา การใช้วงแหวนเวทเคลื่อนย้ายด้วยความเร็วสูง ก็ไม่ต่างจากจับพวกเขาเหวี่ยงบนกลางอากาศแม้แต่น้อย ปกติแล้วใช้เพียงหินพลังเวทก้อนเดียวก็พอแล้ว หากใช้เกินกว่านั้นจะมีผลดังกล่าว ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นพอกลับไปถึงวังหลวงจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกกี่ปี
"ฮุ่ยหลิงเจ้าไปช่วยข้าเก็บหินแร่ที่ก้นทะเลดีกว่า อย่างพึ่งกังวลเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้เลย" หลินฟางหรงตบบ่าคนตัวเล็กว่าอย่างเบามือ แม้ว่านางกับฮุ่ยหลิงจะอยู่ในวัยเดียวกัน ทว่าตนกลับสูงกว่านางครึ่งศีรษะ
"เจ้าค่ะ"
หวังว่าคนพวกนั้นจะไปถึงวังหลวงอย่างปลอดภัย
จากนั้นหลินฟางหรงกับฮุ่ยหลิงก็ตรงไปยังชายฝั่งทะเล ซึ่งอยู่ไม่กลับจากหมู่บ้านของตนมากนัก ก่อนที่ทั้งสองจะดำดิ่งสู่ก้นทะเลลึก เพื่อไปเก็บหินแร่
ด้วยการที่หลิวฟางหรงใช้พลังเวทสร้างลูกบอลใสขนาดยักษ์ครอบตัวนางกับคนสนิทคนละลูกและดำลงไป ทว่าลูกกลมใสนั้นกลับอยู่ได้เพียงครึ่งยามเท่านั้น หลังจากผ่านครึ่งชั่วยามแล้ว ก็พลันแตกสลายคล้ายกับฟองอากาศ
ฉะนั้นพวกนางจึงไม่มีเวลาให้ชื่นชมความงามของท้องทะเลมากนัก จึงรีบช่วยกันเก็บหินแร่ ก่อนจะครบกำหมดเวลา…
หลังจากที่วิญญาณของหลิวฟางหรงถูกหลุมดำขนาดยักษ์ดูดเข้าไป วิญญาณของนางก็ลอยเคว้งคว้านอยู่ในความมืดเป็นเวลานาน ด้วยความเหนื่อยล้าจึงเผลอหลับไป รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนได้ย้อนกลับมาตอนที่อายุได้เพียงสิบสองปี ในช่วงเวลาที่ท่านตาหายสาบสูญไปพอดี
เมื่อหลิวฟางหรงได้อ่านจดหมายในช่องลับที่ผู้เป็นตาทิ้งไว้ ก็พลันเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดตนถึงได้ย้อนกลับมาในอดีตได้ ท่านตาของนางเป็นผู้ใช้เวทที่อยู่ในระดับปราชญ์วิญญาณ ซึ่งอยู่ในขั้นสูงสุดของผู้ใช้เวท ท่านใช้พลังเวททั้งหมดส่งนางย้อนกลับมาในอดีต
'หรงเอ๋อร์ ตาแก่แล้ว อยู่กับเจ้าได้ไม่นานนักหรอก มิสู่ยกส่วนที่เหลือให้เจ้าเสียดีกว่า อย่าเสียใจเลยหลานรัก หากเจ้ารู้สึกผิด เช่นนั้นก็ใช้ชีวิตให้ดี อย่างหลงเชื่อคนโดยง่ายดั่งเช่นกาลก่อน ตาอยากเห็นเจ้ามีความสุข'
นั้นคือข้อความที่ท่านตาทิ้งไว้ให้แก่นาง
หลังจากวันนั้นหลินฟางหรงจึงตามคำสั่งเสียของผู้เป็นตา ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะสาเหตุนี้นางจึงไม่ย้ายไปอยู่ที่อาณาจักรหมิงเยว่ตามความต้องการของผู้เป็นปู่
เดิมทีบิดาของหลิวฟางหรงเป็นองค์ไท่จื่อของอาณาจักรหมิงเยว่ เยว่ลู่จิ่ง ผู้ซึ่งองค์จักรพรรดิหมายมั่นให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์คนต่อไป ทว่าเขากลับพบรักกับสตรีดินแดนนอกเขต คนผู้นี้คือมารดาของหลิวฟางหรง หลิวอี้หลิน
ต่อมาเขาได้ค้นพบว่าราชวงศ์นั้นโสมมเกินกว่าที่เขาคิด ไม่อยากคนรักของตนต้องมาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ จึงสละฐานะไท่จื่อผู้สืบทอดบัลลังก์ มาอยู่ที่ดินแดนนอกเขต ซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งของทะเล และจักรพรรดิเยว่เสียนก็ไม่สามารถทำอันใดได้ เพราะผู้เป็นบิดาของหลิวอี้หลินนั้นคือปราชญ์วิญญาณ เป็นผู้ที่อยู่ในระดับสูงสุดของผู้ใช้เวท ได้เพียงปล่อยไปเลยตามเลย
ส่วนเยว่ลู่จิ่งนั้นย้ายมาอยู่ดินแดนนอกเขตได้เพียงไม่นาน ก็ค้นพบว่าตนนั้นถูกลอบวางยาพิษ ในยามนั้นหลิวอี้หลินผู้เป็นภรรยาได้ตั้งครรภ์แล้ว
ด้วยความรักที่มีต่อสามีของหลิวอี้หลิน แม้ว่าตนจะตั้งครรภ์ก็พยายามสืบเสาะหาสมุนไพรและโอสถ เพื่อถอนพิษให้แก่คนรักตน ทว่าร่างกายเยว่ลู่จิ่งได้รับพิษเป็นแล้วเวลานานมากแล้ว จึงไม่อาจถอนพิษได้ ทำได้เพียงยับยั้งไม่ให้พิษกำเริบเท่านั้น
เมื่อหลิวฟางหรงอายุได้เจ็ดปี บิดานางก็จากไป อายุสิบปี ก็สูญเสียมารดาผู้ให้กำเนิด สิบสองปี ท่านตาผู้เลี้ยงดูก็จากไปด้วยเช่นกัน
แต่ทว่าก็มิได้อับจนหนทาง ในคลังลับใต้ดินที่นางค้นพบจดหมาย ผู้เป็นตาได้ทิ้งหินพลังเวทและตำราเวทต่างๆไว้ให้นางได้ฝึกฝน อีกทั้งยังมีเสด็จป้า ผู้ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมมารดาค่อยช่วยเหลืออยู่ลับๆ ทำให้หลิวฟางหรงได้เป็นผู้ใช้เวทระดับข้างต้น หรือที่เรียกกันว่านักเวท และยังสำเร็จเป็นช่างหลอมอาวุธ ระดับจอมปราชญ์ เพียงอายุแค่สิบห้าปี
ในดินแดนนอกเขตนี้มีเพียงหลิวฟางหรงผู้เดียว ที่สำเร็จเป็นช่างหลอมระดับกลาง และใช้ความสามารถนี้หาเงินเพื่อเลี้ยงชีพตนและสาวใช้คนสนิท ทว่าผู้ว่าจ้างกลับไม่รู้ว่าช่างหลอมระดับกลางที่พวกเขายกย่องเทิดทูนเป็นเด็กสาวอายุสิบห้า
ผู้ที่จะเป็นช่างหลอมได้นั้น จะต้องเป็นผู้ใช้เวทเท่านั้น เพราะการหลอมอาวุธได้ใช้ธาตุไฟเป็นหลัก ซึ่งผู้ที่สามารถดึงพลังธาตุออกมาใช้ได้ มีเพียงนักเวทที่ทำได้ และช่างหลอมส่วนใหญ่จะเพียงหลอมเพียงอาวุธเวท ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือผู้ใช้เวทมีน้อยกว่าผู้ใช้ปราณยุทธ์
เพราะด้วยวิธีการเพิ่มระดับพลังของผู้ใช้เวทนั้น ทำได้เพียงดูดซับจากหินพลังเวท จึงจะสามารถเลื่อนขั้นพลังได้ แม้ผู้ใช้เวทจะมีอยู่เพียง ขั้นนักเวท ขั้นจอมเวทและขั้นปราชญ์วิญญาณ ทว่าราคาหินพลังเวทนั้นแพงยิ่ง คนธรรมดาจึงไม่สามารถเอื้อมถึงได้ พวกเขาจึงเลือกที่จะเป็นผู้ใช้ปราณยุทธ์ เพราะปราณยุทธ์นั้นเลื่อนขึ้นโดยใช้ความสามารถและความพยายามของแต่ละบุคคล หากเป็นผู้มีฐานะดี ก็จะให้ยาลูกกลอนวิญญาณเข้ามาเพิ่มพูนพลังยุทธ์ของพวกเขา อีกทั้งยาลูกกลอนนั้นหาซื้อได้ง่ายกว่าหินพลังเวท แม้จะมีระดับขั้นมากขึ้น แต่กลับมีโอกาสก้าวหน้าเลื่อนระดับพลังกว่าผู้ใช้เวท จึงเป็นเหตุให้คนส่วนใหญ่เลือกเส้นทางยุทธ์มากกว่า ทำให้มีนักเวทอยู่ไม่มากนัก
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้เป็นช่างหลอม มีเพียงแค่หยิบมือ ทำให้เป็นที่ต้องการของขุมกำลังต่างๆ ด้วยเพราะสาเหตุนึ้หลิวฟางหรงจึงปกปิดสถานะช่างหลอมอาวุธของตนนั้นเอง
เมื่อชาติก่อนหลิวฟางหรงก็เป็นผู้ใช้ปราณยุทธ์ อีกทั้งยังเป็นผู้มากพรสวรรค์ ก่อนที่นางจะสิ้นลม ก็ก้าวเข้าสู่ปราณยุทธ์ขั้นที่เจ็ด ทว่าน่าเสียดายที่ต้องจบเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ
ในเมื่อชีวิตนี้ของนางปราชญ์วิญญาณผู้ยิ่งใหญ่เป็นคนมอบให้ นางจะสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นตาไม่ได้เชียวหรือ….

บทที่2

บทที่2 ลงมือน้อยไป
วังหลวงอาณาจักรหมิงเยว่
เพล้ง!
"อวดดีนัก!"
เมื่อจักรพรรดิหมิงเสียนได้ยินกงกงคนสนิทรายงานเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นจบ ก็พลันเกิดโทสะ คว้างถ้วยชาในมือทิ้งลงพื้นจนแตกละเอียด
เขาส่งตัวแทนได้รับนางหลายครั้งหลายครา แต่กลับถูกนางปฏิเสธทุกอยู่ร่ำไป และหนักข้อขึ้นทุกวัน ดั่งเช่นวันนี้
ผู้แทนที่ตนส่งไปยังดินแดนนอกเขต ถูกพบที่หน้าประตูวังหลวงในยามซื่อ[1] สภาพสะบักสะบอมราวกับพึ่งฟัดกับสุขนักมาอย่างไรอย่างนั้น เมื่อสอบถามก็ได้ความว่าเป็นเพราะหลิวฟางหรง
คนเหล่านั้นเป็นถึงคนระดับสูงของราชสำนัก กูกู[2]ผู้นั้นเป็นคนสนิทของพระมารดาผู้ล่วงลับของเขา แม้แต่ตัวเขาผู้จักรพรรดิ ยังต้องไว้หน้านางอยู่ถึงห้าส่วน แต่กลับโดนเด็กคนนั้นเล่นงาน นางไม่คิดจะไว้หน้าผู้เป็นปู่เช่นเขาเลยสักนิด
ตนยอมอ่อนข้อให้ถึงเพียงนี้แล้ว ทว่าหลิวฟางหรงผู้นั้นกลับไม่ยินยอมผลักเรือไปตามน้ำ ต้องการแตกหักกับเขาให้ได้ เหมือนกับบิดาของนางไม่มีผิด!
"ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันพยายามที่สุดแล้ว แต่ท่านหญิงผู้นั้นหยาบคายเหลือทน" กูกูผู้นั้นเอ่ยขึ้น นางอยู่มาจนอายุเข้าแปดสิบปีแล้ว ไม่ค่อยมีผู้ใดกล้าทำเช่นนี้กับนาง ได้ยินข่าวลือที่เขาว่ากันว่าคนดินแดนนอกเขตป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม เห็นจะเป็นจริงเสียแล้ว
จักรพรรดิเยว่เสียนทอดสายตามองไปยังนางกำนัลอาวุโสอย่างจนใจ หากไม่ใช่เพราะตนกลัวคำครหาจากเหล่าบัณฑิตว่าไร้คุณธรรม ทอดทิ้งพระราชนัดดาของตนตกระกำลำบากอยู่ภายนอก ก็คงไม่คิดจะกลับนางกลับเข้าวงศ์สกุล
"ทำให้กูกูต้องลำบากแล้ว ท่านพึ่งกลับมาก็ไปพักเถิด ส่วนเรื่องนี้เจิ้น[3]จะเป็นคนจัดการต่อเอง" น้ำเสียงของจักรพรรดิที่กล่าวกับนางกำนัลอาวุโสผู้นี้อ่อนลงก่อนยามปกติมากนัก
"หม่อมฉันทูลลาเพคะ"
กูกูผู้หย่อนตัวเคารพนายเหนือหัว ก่อนที่จะมีนางกำนัลมาประกอบกลับไปยังที่พัก
เมื่อเหล่ากูกูไปแล้ว จักรพรรดิหมิงเสียนจึงหันกลับมาเอ่ยกับกงกงคนสนิท "ถ่ายทอดคำสั่งออกไป ห้ามให้ผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางอีก อยากรู้นักถ้าไม่มีคนค่อยหนุนหลังแล้ว ยังจะกล้าอวดดีอีกหรือไม่"
เขารู้ว่าทั้งฮองเฮาเของตนและธิดาองค์โตให้ความช่วยเหลือหลานสาวผู้นี้อย่างลับๆนานแล้ว หากมีราชโองการลงไปดูสิว่าผู้ใดยังจะกล้าให้ท้ายนางอีก
"พ่ะย่ะค่ะ"
กงกงผู้รับใช้จึงรีบไปทำตามพระบัญชาขององค์จักรพรรดิทันที
หลังจากที่หลิวฟางหรงและฮุ่ยหลิงเก็บหินแร่จากก้นทะเลเสร็จแล้ว ยังไม่ได้รีบกลับไปยังจวนของตนทันที สตรีต้องสองนางเดินเตร็ดเตร่เที่ยวเล่นอยู่ในหมู่บ้าน ระหว่างทางก็มีชาวบ้านเข้ามาทักทายขาดสาย จนกระทั่งมาหยุดที่แผงรับซื้อสมุนไพร
"ฟางหรงเจ้ามาแล้วหรือ วันนี้เอาสิ่งใดมาขายล่ะ"
"วันนี้ข้าลงได้ยังกันทะเล ได้สมุนไพรต้นหนึ่งมา จึงมาขายให้ท่านเจ้าคะ"
สิ้นเสียงของผู้เป็นนายฮุ่ยหลิงจึงนำสมุนไพรต้นเล็กออกจากจากแหวนมิติของนาง ซึ่งรูปลักษณ์ของมันไม่ได้ต่างกับปะการังมากนัก ทว่าสีของมันเป็นสีแดงอมม่วง เปล่งประกายพราวระยับกับอัญมณีแสนล้ำค่า ชื่อของมันคือว่านวารีพิสุทธิ์ เป็นสมุนไพรล้ำค่าของทะเล
"เอามาขายให้ข้าดีแล้วหรือ" เจ้าของแผงรับชื่อสมุนไพรกล่าวถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ดีแล้วเจ้าค่ะ ข้าเป็นนักเวทมิใช่ผู้ปรุงยา จะมีมันอยู่หรือไม่ ก็ไม่ได้ช่วยข้ามาเลื่อนระดับพลังไวขึ้นเสียหน่อย มิสู่เอามันมาแลกเงินไปซื้อหินพลังเวทดีกว่า"
"ในเมื่อเจ้าคิดเช่นนั้นข้าก็ไม่ปฏิเสธ"
ที่หมู่บ้านชายทะเลแห่งนี้มีเพียงหลิวฟางหรงเท่านั้นที่เป็นนักเวท คนที่นี่ส่วนมากจะเป็นผู้ใช้ปราณยุทธ์ ไม่ก็เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีความสามารถทางด้านใดเลย หากนางได้เลื่อนเป็นจอมเวทก็จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับหมู่บ้านไม่น้อย
"ท่านลุง ท่านต้องตีราคาให้เรามากหน่อยนะ กว่าจะเก็บมันมาได้มิง่ายเลย" ฮุ่ยหลิงกล่าวเสริม ก่อนจะส่งสมุนไพรต้นให้เถ้าแก่แผงขายสมุนไพรตรวจคุณภาพ
"สิบเหรียญทอง[4]พอใจหรือไม่"
เพียงมองด้วยตาเปล่าก็รู้แล้วว่าสมุนไพรต้นนั้นมีคุณภาพดีเลิศเพียงใด
"ตกลง"
ทันทีที่ตกลงราคากันได้ ชายวัยกลางผู้นั้นก็นำเหรียญทองสิบเหรียญส่งให้กับเด็กสาวทั้งของนาง ก่อนที่ทั้งสองจะกลับไป
อย่าเห็นว่าพวกนางเป็นเด็กสาวที่อยู่ด้วยกันตามลำพังแล้วจะรังแกได้ง่ายๆเชียว คนทั้งสองนั้น ผู้หนึ่งเป็นผู้ใช้ปราณยุทธ์ขั้นสาม ส่วนอีกคนเป็นผู้ใช้เวทระดับต้น ทั้งยังเป็นหลานสาวของปราชญ์วิญญาณ ความสามารถพวกเขาก็ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
เมื่อหลิวฟางหรงและฮุ่ยหลิงกลับถึงจวนแล้ว ก็พลันมีนกส่งสารบินตรงเข้ามาหยุดตรงหน้าของตน ก่อนที่นกน้อยตัวนั้นจะทิ้งจดหมายลงใส่มือของหลิงฟางหรงแล้วบินจากไป
"จดหมายจากฝั่งจักรวรรดิหรือเจ้าคะ" ฮุ่ยหลิงเอ่ยถามพลางชะโงกมองจดหมายที่อยู่ในมือของนายสาว
จักรวรรดิที่ฮุ่ยหลิงกำลังเอ่ยถึงนั้นคือดินแดนอีกฟากฝั่งของทะเลตะวันตก ที่ถูกแบ่งออกเป็นสามอาณาเขต มีอาณาจักรซีซวน อาณาจักรหมิงเยว่และอาณาจักรเป่ยอัน ซึ่งมีจักรพรรดิและฮ่องเต้เป็นปกครอง ส่วนอีกฝั่งเป็นเขตโพ้นทะเลหรือเรียกกันว่าดินแดนนอกเขต เป็นสถานที่ที่พวกอยู่อาศัยและไร้ผู้ปกครอง
ดินแดนนอกเขตแห่งนี้ไร้ซึ่งข้อผูกมัด ใช้ชีวิตโดยไม่แบ่งสูงต่ำ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีเป็นยกย่องนับถือ คนฝั่งจักรวรรดิจึงมองว่าดินแดนนอกเขตนี้ป่าเถื่อนไม่น่าคบหา ไม่ว่าบุรุษที่ร่างสูงใหญ่ และมีนิสัยเถรตรง โผงผาง หรือสตรีที่ห้าวหาญกว่าบุรุษในจักรวรรดิ เป็นพวกไร้อารยธรรม
ทว่าหลิงฟางหรงกลับชอบที่เป็นเช่นนี้ ผู้คนที่นี่มีล้วนมีแต่ความจริงใจ ซื่อตรง ไม่เสแสร้งเหมือนคนของจักรวรรดิที่ภายนอกยิ้มแย้ม ทว่าจิตใจกลับสกปรก เต็มด้วยเรื่องโสมม น่ารังเกียจ!
"คุณหนูรีบเปิดอ่านสิเจ้าคะ"
ฮุ่ยหลิงรบเร้านายสาวความรู้อยากรู้อยากเห็นว่าในจดหมายนั้นจะกล่าวถึงคนจากอาณาจักรที่ซึ่งถูกผู้เป็นนายส่งกลับไปว่าเช่นไร จะเหมือนที่ตนคิดว่าหรือไม่
เมื่อเห็นทางที่เช่นนี้ของคนสนิทหลิวฟางหรงจึงส่ายหน้าเบาอย่างเอือมระอา เป็นฮุ่ยหลิงที่กลัวว่าตนจะล่วงเกินคนวังหลวง ทำให้พวกเขาไม่พอใจ ทว่ากลับชอบที่ทุกครั้งที่เป็นคนเหล่านั้นถูกนางกลั่นแกล้ง หนีหัวซุกหัวซุน นี่มันเข้าประโยคที่ว่ามีความสุขความทุกข์ของตนอื่นชัดๆ จากนี้จึงเปิดอ่านจดหมายผู้เป็นป้าที่ส่งมาให้ตน
'เรื่องวันนี้เจ้าลงมือหนักเกิดไปแล้ว รู้หรือไม่ว่ากูกูที่มานั้นเป็นผู้ใด' เพียงแค่ประโยคแรกของผู้มีศักดิ์เป็นป้าก็ส่องแววตำหนินางเสียแล้ว แต่เมื่อได้อ่านข้อความถัดมาก็ทราบว่าท่านป้าของนางมิได้ตำหนิทว่าเป็นห่วง 'กูกูผู้นั้นเคยเป็นนางกำนัลรับใช้ไทเฮา[5]ในอดีต องค์จักรพรรดิทรงกริ้วมากที่เจ้าทำเช่นนั้น มีคำสั่งลงมาแล้วว่าห้ามให้ผู้ใดช่วยเหลือเจ้า เมื่อมีราชโองการลงมาแล้ว ป้าเองก็จนใจ ในยามที่ไม่มีป้าคอยหนุนหลังให้เจ้า หรงเอ๋อร์จะทำสิ่งใดก็ระวังตัวด้วย อย่าได้วู่วามเด็ดขาด'
หลังจากที่อุ่นหลินได้อ่านจดหมายขององค์หญิงใหญ่เยว่ลู่อิงจบพลันถอนหายใจออกมาแล้วเอ่ยว่า "น่าเสียดายนัก"
"น่าเสียดายอันใดกัน"
"น่าเสีย…ที่คุณหนูลงมือน้อยไป"
"…."
หลิวฟางหรงกับฮุ่ยหลิงเติบโตมาด้วยกัน เรียกได้เป็นสนิทกันดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด ความคิดที่อยู่ในใจของนาง สาวใช้ผู้นี้ล้วนมองออกจนหมดเปลือก
"หึ!…ในเมื่อคนผู้นั้นอยากให้ข้าอยู่อย่างลำบาก ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะอยู่เยี่ยงผู้ที่ร่ำรวย ทำให้คนพวกนั้นได้อกแตกตายกันไปข้าง…" ทันทีที่เอ่ยจบก็พลันแสยะยิ้มออกมา
คุณหนูของนางช่างน่ากลัวยิ่งนัก
ฮุ่ยหลิงรู้สึกขนกายลุกชัน ยามที่ได้เห็นรอยยิ้มอันชั่วร้ายของนายสาว
นับแต่ที่นายท่านหายสาบสูญไปเมื่อสองปีก่อน คุณหนูของนางก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นผู้ใช้ปราณยุทธ์ผู้มากความสามารถ กลับเลิกฝึกฝนไปเสียดื้อๆ และผันตัวมาเป็นนักเวทแทน ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจในศาสตร์นี้เลยสักนิด
ด้วยที่บิดามารดาของหลิวฟางหรงเป็นนักเวททั้งคู่ นางจึงเป็นผู้มีพลังเวทบริสุทธิ์ แม้จะเริ่มต้นช้า ทว่ากลับใช้เวลาเพียงสองปีก็ได้เป็นผู้ใช้เวทระดับต้น อีกทั้งยังเป็นช่างหลอมผู้ที่งานยุ่งที่สุดในดินแดนนอกเขต เพราะนอกจากนางแล้วก็ยังไม่มีช่างหลอมผู้ใดก้าวสู่ขั้นจอมปราชญ์ได้
"คุณหนูจะเปิดเผยฐานะช่างหลอมหรือเจ้าคะ"
"ข้าเป็นเพียงนักเวท ยังเปิดเผยตอนนี้ไม่ได้ รอให้ข้าเข้าสู่ระดับจอมเวทเสียก่อน''
แม้ว่าจะมีท่านป้าคอยหนุนหลังให้ ทว่าเวลานี้ผู้ที่วางยาพิษบิดาของนางยังไม่ปรากฏ ไม่เสี่ยงจะดีกว่า
"แต่ตอนนี้หินพลังเวทที่นายท่านใหญ่ทั้งไว้ คุณหนูใช้ไปหมดแล้วนะเจ้าคะ"
"ตั้งแต่เมื่อใด วันก่อนข้ายังเห็นว่ามันยังเหลืออยู่มิใช่หรือ"
"ก็วันนี้คุณหนูใช้เปิดวงแหวนเคลื่อนย้ายไปหมดแล้ว…" เอ่ยจบก็ส่งยิ้มแห้งให้กับผู้เป็นนาย
"…."
----------------------------------------------------
*1 ยามซื่อ ช่วงเวลา09.00-10.59 น.
*2 กูกู ใช้เรียกนางกำนัลรับใช้อาวุโส
*3 เจิ้น คำแทนตัวของผู้ที่เป็นฮ่องเต้
*4 เป็นสกุลเงินที่ใช้ในนิยาย
100เหรียญทองแดง เทียบเท่ากับ 1เหรียญเงิน
100เหรียญเงิน เทียบเท่ากับ 1เหรียญทอง
100เหรียญทอง เทียบเท่ากับ 1ก้อนหยก
*5ไทเฮา ผู้ซึ่งเป็นมารดาของฮ่องเต้หรือองค์จักรพรรดิ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...