โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

วิกฤตบ้านสูงวัย ผู้มีรายได้น้อย “คนจนมีสิทธิ์มั้ยครับ” โจทย์ใหญ่รัฐบาลเศรษฐา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ธ.ค. 2566 เวลา 05.33 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2566 เวลา 05.33 น.

เหมือนกับต้องการจะบอกรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ว่า นโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ …มองไปข้างหน้า อย่าลืมหันมาดูข้างหลังด้วย

โดยล่าสุด “REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์” ทำการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ปี 2566 เพราะตระหนักถึงเมกะเทรนด์ที่ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเป็นสังคมประชากรผู้สูงวัยเต็มรูปแบบในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ประชากรผู้มีอายุเกิน 60 ปี จะมีสัดส่วน 20% ของประชากรไทยทั้งหมด และคาดการณ์สัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 28% ภายในปี 2578

แต่…การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้สูงอายุในปัจจุบัน ยังคงเติบโตช้า และไม่เพียงพอต่อความต้องการ

บ้านพักคนชรา Waiting List ล้นทะลัก

“ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์” ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการ REIC ระบุว่า ผู้สูงอายุของไทยปัจจุบันมีจำนวน 12.9 ล้านคน คัดสัดส่วนเพียง 5% ที่คาดว่าเป็นผู้สูงอายุที่ต้องการที่อยู่อาศัย หรือเท่ากับ 650,000 คน แต่คาดการณ์ว่าอาจมีเพียง 1% หรือ 130,000 คนเท่านั้น ที่สามารถเข้าสู่ระบบการบริการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

ขณะที่ในปัจจุบัน มีที่อยู่อาศัยรองรับผู้สูงอายุได้ไม่เกิน 20,000 คน แถมในจำนวนนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลมากถึง 435 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนการกระจุกตัว 57% รองรับได้ไม่เกิน 12,000 คน สัดส่วน 61.4% ของภาพรวมทั่วประเทศ

อีกทั้งโครงการที่มีการพัฒนาขึ้นส่วนใหญ่เป็นการรองรับกลุ่มคน “ฐานะปานกลางค่อนข้างดี” และ “ฐานะดี” ขึ้นไป ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุที่มีฐานะปานกลางและฐานะไม่ดีนัก ยังคงมีการขาดแคลนอย่างมาก

สถิติน่าตกใจอีกตัว มาจากบ้านพักคนชราของรัฐที่จัดให้บางแห่ง (และอาจจะหลายแห่ง) มีผู้ลงชื่อเป็น waiting list ขอเข้าอยู่อาศัย 2,500-3,000 คน แต่ยังไม่มีหน่วยงานรัฐหน่วยงานใดสามารถจัดที่อยู่อาศัยรองรับได้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาลในการหาแนวทางพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุได้เพียงพอสำหรับทุกกลุ่ม

สถานสงเคราะห์ 26 แห่ง รับได้แค่ 2,681 คน

ผลสำรวจยังระบุมีโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบันมี 758 แห่ง รองรับได้ 19,490 คน มีอัตราการเข้าพัก 69.3% แบ่งเป็น 1.ประเภทเนิร์สซิ่งโฮม หรือสถานบริบาลผู้สูงอายุ 708 แห่ง รองรับได้ 15,324 คน สัดส่วน 78.6% มีอัตราการเข้าพัก 63.7%

2.ประเภท Residential หรือที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุแต่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ ออกแบบโดยใช้หลักการ universal design 19 แห่ง รองรับ 1,328 คน เช่น สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, โครงการเวลเนสซิตี้ และบุศยานิเวศน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น มีอัตราเข้าพัก 73.0%

3.ประเภทสถานสงเคราะห์/มูลนิธิ 26 แห่ง รองรับได้ 2,681 คน อัตราเข้าพัก 100% และ 4.โรงพยาบาล 4 แห่ง รองรับได้ 155 คน มีอัตราเข้าพัก 53.5% และ 5.ประเภท day care จำนวน 1 แห่ง

ท็อป 10 กระจุกตัวกรุงเทพฯ-เมืองใหญ่

ทั้งนี้ สถิติท็อป 10 จังหวัดที่มีโครงการที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ รวมกัน 574 แห่ง หรือ 75.7% ของภาพรวม ดังนี้

1.กรุงเทพฯ 257 แห่ง รองรับได้รวม 7,140 คน มีอัตราเข้าพัก 68.2% 2.นนทบุรี 78 แห่ง รองรับ 1,759 คน อัตราเข้าพัก 68.3% 3.เชียงใหม่ 54 แห่ง รองรับ 688 คน อัตราเข้าพัก 81.8% 4.ชลบุรี 42 แห่ง รองรับ 822 คน อัตราเข้าพัก 64.6% 5.ปทุมธานี 39 แห่ง รองรับ 877 คน อัตราเข้าพัก 72.5%

6.นครปฐม 30 แห่ง รองรับ 876 คน อัตราเข้าพัก 59.1% 7.สมุทรปราการ 24 แห่ง รองรับ 1,206 คน อัตราเข้าพัก 40.1% 8.ขอนแก่น 19 แห่ง รองรับ 669 คน อัตราเข้าพัก 88.9% 9.ราชบุรี 16 แห่ง รองรับ 425 คน อัตราเข้าพัก 39.1% และ 10.พิษณุโลก 15 แห่ง รองรับ 217 คน อัตราเข้าพัก 79.1%

ผู้สูงวัย 92% ไร้กำลังซื้อ-ได้แต่เช่ารายเดือน

ฟาก “สิทธิครอบครองที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ” ส่วนใหญ่เป็นสิทธิแบบเช่ารายเดือน 699 แห่ง สัดส่วน 92.5% รองลงมา สิทธิแบบอยู่อาศัยตลอดชีวิต 34 แห่ง 4.5% สิทธิแบบมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย 14 แห่ง 1.9% และสิทธิการเช่าระยะยาว 9 แห่ง 1.2% ของโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด

ประเภทที่พักอาศัยผู้สูงวัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นอาคารแบบบ้านเดี่ยว สัดส่วน 56.6% รองลงมาอาคารพักอาศัยรวม รูปแบบหอพัก อพาร์ตเมนต์ 33.3% โดยจำแนกเป็นโครงการไม่เกิน 20 เตียง 54.8% จำนวนเกิน 20 เตียง 343 แห่ง สัดส่วน 45.2%

และพบด้วยว่า สัดส่วน 99.1% เน้นรองรับผู้สูงอายุคนไทยเป็นหลัก นำมาสู่การตั้งข้อสังเกตว่า “แม้ว่าโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบันมีการขยายตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่ที่อยู่อาศัยที่พัฒนาขึ้นกระจุกตัวในบางพื้นที่ ยังไม่ได้กระจายตัวไปครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ทำให้ไม่สามารถมีที่อยู่อาศัยที่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุได้อย่างทั่วถึง และในภาพรวมก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการในปัจจุบัน

เนิร์สซิ่งโฮมค่าเช่าต่ำ 1 หมื่นมีแค่ 1.5%

เนิร์สซิ่งโฮม หรือ สถานบริบาลผู้สูงอายุ เป็นประเภทที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุที่มีการพัฒนาอย่างมากในปัจจุบัน โดย ณ ไตรมาส 2 ปี 2566 พบว่าทั่วประเทศมีจำนวน 708 แห่ง จำนวน 15,324 เตียง กระจายตัวอยู่ใน 55 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดหลักและจังหวัดหัวเมืองภูมิภาค เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ชลบุรี ระยอง นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี เป็นต้น

และพบว่า ช่วงราคาเช่าที่โครงการกำหนดไว้ ฐานใหญ่อยู่ที่เดือนละ 10,001-20,000 บาท สัดส่วน 42.6% รองลงมาราคา 20,001-30,000 บาท สัดส่วน 36.1%, ราคา 30,001-50,000 บาท สัดส่วน 14.2% และ 50,000 บาทขึ้นไป สัดส่วน 5.7%

มีข้อสังเกตว่า ช่วงราคาไม่เกิน 10,000 บาท มีสัดส่วน 1.5% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นเนิร์สซิ่งโฮมที่เข้าถึงได้ (affordable nursing home) สำหรับผู้สูงอายุโดยส่วนใหญ่ยังมีอยู่อย่างจำกัด

ร้อยเอ็ด-สกลนคร-สุรินทร์ สูงวัยเช็กอิน 100%

ในด้านดีมานด์พบว่า ภาพรวมเตียงที่เปิดให้บริการ 12,093 เตียง มีอัตราเข้าพัก 76.0% โดยโครงการที่น้อยกว่า 20 เตียง มีอัตราเข้าพักสูงกว่าโครงการที่มี 20 เตียงขึ้นไป โดยพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราเข้าพักสูงสุด 81.4%, ภาคเหนือ 70.9%, ภาคกลาง 68.6% และภาคตะวันตก 51.3% เป็นที่น่าสังเกตว่ากรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีอัตราเข้าพัก 63.1%

เมื่อแยกตามรายจังหวัดพบว่า “ร้อยเอ็ด สกลนคร สุรินทร์” มีอัตราเข้าพักเต็ม 100% เนื่องจากมีจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุเพียง 1 โครงการเท่านั้น สะท้อนถึงดีมานด์เนิร์สซิ่งโฮมมีสูงมาก แต่มีซัพพลายไม่เพียงพอ

แนะร่วมทุน “เนิร์สซิ่งโฮม+ดีเวลอปเปอร์”

ที่อยู่อาศัยผู้สูงวัยประเภทเนิร์สซิ่งโฮมมีการเติบโตเฉลี่ย 25.1% ในช่วงก่อนโควิดจนถึงปัจจุบัน (2561-2566) คาดว่าอัตราเติบโตจะสูงขึ้นเป็นเฉลี่ยปีละ 30.5% ในช่วง 5 ปีหน้า (2567-2571) ประเมินขนาดธุรกิจ 9.5 พันล้านบาทในปี 2571 และช่วงปี 2572-2576 คาดว่ามีอัตราขยายตัวเฉลี่ยปีละ 15% จนกระทั่งตลาดมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1.92 หมื่นล้านบาทในปี 2576

นอกจากนี้ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุมีแนวโน้มพัฒนารูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ผู้ประกอบการเนิร์สซิ่งโฮมร่วมมือกับดีเวลอปเปอร์ เช่น ห้องชุด บ้านแนวราบ โรงแรม รีสอร์ต โดยปรับพื้นที่บางส่วนในโครงการให้เป็นเนิร์สซิ่งโฮม หรือการนำห้องชุด-บ้านแนวราบเหลือขายบางส่วนในโครงการ มาปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมฟังก์ชั่นเนิร์สซิ่งโฮมเข้าไป

หรืออาจปรับรูปแบบให้เป็นมัลติเจเนอเรชั่นสำหรับการอยู่อาศัยได้ทุกวัย เพื่อสร้างจุดเด่นโครงการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อที่กำลังวางแผนสำหรับการเข้าสู่วัยเกษียณ หรือลูกค้าบุตรหลานที่ต้องการหาที่อยู่อาศัยสำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงวัยในบ้าน เป็นต้น

“กรมกิจการผู้สูงอายุ” เล็งปรับปรุง 4 แสนหลัง

ในมุมของภาครัฐ พบว่า กรมกิจการผู้สูงอายุ วางแผนปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย เป้าหมายตัวเลขขั้นต่ำ 400,000 หลัง ในช่วง 13 ปี (2567-2579) เฉลี่ยปีละ 30,800 หลัง ยังไม่ได้นับรวมการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิมของบุคคลทั่วไป และการปรับปรุงอาคารให้เป็นเนิร์สซิ่งโฮม

สะท้อนให้เห็นโอกาสของตลาดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างที่อาจมีการขยายตัวอีกมาก

“การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งเข้ามาจัดทำนโยบายและวางแผนการพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถช่วยผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างดี สร้างโอกาสให้ได้รับปัจจัยสี่อย่างครบถ้วนในการดำเนินชีวิต คือ อาหาร-เครื่องนุ่งห่ม-ยารักษาโรค-ที่อยู่อาศัย”

อัพเกรดไทยสู่ Retirement Heaven

“ดร.วิชัย” แตะถึงการขับเคลื่อนนโยบายดึงดูดชาวต่างชาติเกษียณอายุเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทยว่า ไทยต้องมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีมาตรฐานระดับสากล และต้องสนับสนุนให้ทวีจำนวนมากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนา medical hub และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

เพื่อเป็นตัวช่วยทำให้ประเทศไทยเป็น retirement heaven และ retirement destination สำหรับผู้สูงอายุทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดึงดูดชาวต่างชาติที่ต้องการหาที่พำนักระยะยาวช่วงวัยเกษียณ

“ทุกครั้งที่ต่างชาติมองหา ประเทศไทยจะต้องเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในโลก ด้วยเหตุผลทางการเงินที่มีค่าใช้จ่ายสอดคล้องกับเงินบำนาญที่เขาได้รับ รวมถึงมีมาตรฐานและการบริการที่ดี เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...