โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

อสูรข้ามฟ้า

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 มี.ค. 2568 เวลา 12.20 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2563 เวลา 17.00 น. • Free-J
ซุน เด็กหนุ่มผู้มาจากสุริยะแห่งดวงดาวที่แตกต่าง ศิษย์เอกจอมขมังเวทย์ ที่ต้องมาเผชิญหน้ากับโลกแห่งลมปราณอันโหดร้าย… สำคัญคือสิ่งที่ติดตาม ซุน มาด้วยนั้น คือจิตวิญญาณของ ผีชราชีเปลือย ที่น่าปวดหัว!!

ข้อมูลเบื้องต้น

อสูรข้ามฟ้า นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแต่งแนว กำลังภายใน-แฟนตาซี

เป็นซีรี่ย์ที่ต่อเนื่องมาจาก อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน…

เขียนโดย Free-J และถือครองลิขสิทธิ์โดยบริษัท JPT Story ในการเผยแพร่…

ข้อมูลเบื้องต้น…

ข้อมูลเรื่องระดับพลัง

ชนชั้นลมปราณสีม่วง ขั้น 1-9

ชนชั้นลมปราณสีคราม ขั้น 1-9

ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน ขั้น 1-9

ชนชั้นลมปราณสีเขียว ขั้น 1-9

ชนชั้นลมปราณเหลือง ขั้น 1-9

ชนชั้นลมปราณส้ม ขั้น 1-9

(สีส้มขั้นที่ 4-6 จะเรียกว่าชนชั้น “ราชันย์”

สีส้มขั้นที่ 7-9 จะเรียกว่าชนชั้น “จักรพรรดิ”)

ชนชั้นลมปราณแดง ขั้น 1-9

(สีแดงขั้นที่ 1-3 จะเรียกว่าชนชั้น “เทวะ”

สีแดงขั้นที่ 4-6 จะเรียกว่าชนชั้น “ราชันย์เทวะ”

สีแดงขั้นที่ 7-9 จะเรียกว่าชนชั้น “จักรพรรดิเทวะ”)

ชนชั้นลมปราณสีรุ้ง แบ่งเป็น 4 อาณาจักรพลัง

อาณาจักรพิภพ (ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย)

อาณาจักรสวรรค์ (ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย)

อาณาจักรนิรันดร์ (ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย)

อาณาจักรอนันต์

ชี้แจง ### สำหรับผู้อ่านที่ติดตามมาจากเรื่อง อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน ต้องขอบอกว่าเรื่องนี้แม้จะอ้างอิงจากจักรวาลเดียวกัน แต่ก็เป็นยุคสมัยที่แตกต่างไปจากอดีต เนื้อหาและเรื่องราวย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สามารถนำข้อมูลจากเรื่อง อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน มาอ้างอิงได้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น จึงอยากชี้แจ้งเพื่อปรับพื้นฐานความเข้าใจ ให้ตรงกันกับผู้อ่านและผู้ติดตามท่านใหม่ ขอบคุณครับ…

แผนที่อ้างอิง…

เรื่องย่อ…

ซุน เด็กหนุ่มวัย 15 ผู้เป็นศิษย์เอกของ จอมขมังเวทย์ชื่อดัง พยายามเดิมตามรอยของอาจารย์เพื่อแสวงหาความสมบูรณ์ในรอยสัก "เบญจสารสัตว์" น่าเสียดายที่ ซุน ต้องมาพลาดท่าให้กับ สมิงขาว เสือร้ายที่มีตบะบำเพ็ญแก่กล้า จนบาดเจ็บเกินเยียวยาจวนจะสิ้นลม… แต่ในตอนนั้นเอง ก็มี "เจ้าป่าใหญ่" วิญญาณที่ตบะกล้าแกร่งแห่งพงไพร ได้หยิบยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับชีวิตที่สองในดินแดนที่แตกต่าง…

ซุน ไร้ซึ่งทางเลือกจึงตอบรับข้อเสนอ และได้มาถูกพาข้ามฟ้า มายังสุริยะแห่งดวงดาวที่แตกต่าง ดินแดนที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์อยู่รอดได้ ทำให้ ซุน ต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝนอีกครั้งในศาสตร์วิชาที่แตกต่างไปจากอาคมที่เคยเรียนรู้ เพื่อให้ชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟัน ไร้สิ้นสุด และ ซุน ก็เริ่มค้นพบความลับต่าง ๆ อีกมากมายเกี่ยวกับตนเอง ที่ไม่เคยได้รู้มาก่อน…

ยังมีช่องทางอื่น ๆ ในการติดตามนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

1.ทาง กวีบุ๊ค >>>Kawebook

2.ทาง ฟิคชั่นล็อก >>>Fictionlog

อัพเดทข่าวสารได้ที่

ตอนที่ 1 : ชะตากรรมนำพา… เด็กหนุ่มนามว่า ซุน

ตอนที่ 1 ชะตากรรมนำพา… เด็กหนุ่มนามว่า ซุน

หมู่บ้านดงดอน… หมู่บ้านของชนชาติพันธ์ กลุ่มเล็ก ๆ ราวสองร้อยหลังคาเรือน ที่อาศัยอยู่กลางป่าลึก กระจัดกระจายไปตามแนวเขา ซึ่งเป็นเขตป่าที่อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเขตร้อนชื้นประเทศหนึ่ง… การจะเข้ามาถึงหมู่บ้านนี้ได้ หากนับจากเขตชุมชนของประเทศดังกล่าว ก็จำเป็นต้องเดินเท้าเข้าป่า ข้ามเขาไม่ต่ำกว่าสิบลูกจึงจะมาถึง…

วิถีชีวิตในหมู่บ้านเล็ก ๆ นี้มักไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้คนภายนอก โดยเฉพาะผู้คนในเมืองใหญ่… แต่เวลานี้ผู้คนในหมู่บ้านดงดอน ต่างพากันจดจ้องคนแปลกหน้าสองคน ซึ่งเข้ามาภายในหมู่บ้าน หนึ่งเป็นชายฉกรรจ์ผิวดำตัวใหญ่ สะพายปืนที่ไม่อาจหาพบได้ภายในหมู่บ้าน และอีกหนึ่งเด็กหนุ่มอายุน้อยที่รูปร่างสันทัดใบหน้าคมคาย…

ปลายทางของคนแปลกหน้าทั้งสอง มุ่งตรงไปยังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน…

“ฮีโข่! นี่ข้าเอง พรานดำ!!” เสียงของชายฉกรรจ์ผิวดำที่ร้องเรียกออกไป แน่นหนักดุจฟ้าร้อง เพียงแค่ได้ยินเสียงยังทำให้ผู้คนในหมู่บ้านหลายคนสั่นกลัว จนหลบเข้าไปแอบมองจากบนเรือนตน กลุ่มเด็กน้อยในละแวกต่างกระจองอแง วิ่งกลับเรือนทันที

ไม่นานก็เผยร่างของชายชราวัยประมาณ 60 ร่างกำยำ ออกมาจากเรือนไม้ไผ่…

“เจ้าดำ!! แวะเวียนมาหาข้าถึงนี่เชียวหรือ!! เสียงเจ้ายังระคายหูมิเปลี่ยน ดูลูกบ้านข้าหวาดผวาไปตาม ๆ กันแล้ว!!”

ทั้งสองดูคล้ายจะเป็นสหายกัน เมื่อพบหน้าต่างยินดีปรีดา… จะมีก็แต่ชายหนุ่มที่ติดตาม พรานดำ มาด้วยที่แน่นิ่ง หันมองซ้ายขวาไปรอบ ๆ ด้วยสายตาที่ยากจะบอกความนึกคิด…

“ตกลงเจ้ามาหาข้าถึงที่นี่ มีธุระอะไรงั้นหรือ?!” ฮีโข่ ถามขึ้นด้วยความฉงน เนื่องด้วยช่วงเดือนนี้เป็นฤดูหนาว ที่พรานโดยมากมักจะไม่เข้าป่าเพราะยากต่อการแกะรอย ถึงแม้ว่า พรานดำ จะเป็นพรานลือชื่อฝีมือดีในป่าเขตนี้ แต่ปกติก็มักจะหลีกเลี่ยงเสมอมา…

สีหน้าของ พรานดำ แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วง…

“ข้าเพียงแค่แวะมาเยี่ยมเยือนเท่านั้น… อย่างน้อยหากข้ากลับมาไม่ได้ ก็ยังมีเจ้าที่รับรู้…”

ฮีโข่ เห็นสีหน้าของสหาย ก็รู้ว่ามิใช่เรื่องล้อเล่น…

“อย่าบอกนะว่าเจ้ากำลังคิดจะไปที่ เขตป่าแดง…”

พรานดำ ผงกศีรษะเบา ๆ ทำเอา ฮีโข่ เบิกตากว้าง ลุกพรวดจากที่นั่งอยู่ทันที…

“อยากตายงั้นหรือ!! รู้ทั้งรู้ว่าเขตป่าแดง เป็นเขตล่าของ “สมิงขาว” เสือร้ายที่ตบะแก่กล้ากว่า 300 ปี พรานที่ว่าเก่ง ๆ นับสิบยกโขยงกันไปล่ามัน ข้ายังไม่เคยเห็นใครรอดกลับมาสักคน!! ข้าเตือนเจ้าในฐานะสหาย เลิกล้มความตั้งใจเสียดีกว่า!!”

พรานดำ ได้ยินสหายเตือนเช่นนั้น ก็แสดงท่าทีกระอักกระอ่วน…

“ข้ารับปากเด็กหนุ่มคนนี้ไว้แล้ว ว่าจะนำทางมันไปให้ถึงเขตป่าแดง… เจ้าเองก็น่าจะรู้ข้ามิอาจเสียสัตย์ต่อวาจาที่ลั่นไปแล้วได้…”

สายตาของ ฮีโข่ จดจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่ด้านหลัง… ทั้งคู่ประสานสายตากันเล็กน้อย ทั้งที่ ฮีโข่ เป็นถึงผู้นำหมู่บ้าน แก่กล้าในวิชาอาคมไม่ด้อยไปกว่า พรานดำ แต่ก็ยังรู้สึกตนนั้นสั่นทึมเบา ๆ กับสายตาและรัศมีบางอย่าง ที่แผ่ล้นออกมาจากตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้ ทั้งที่เบื้องหน้าเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยเพียง 15-16 ปี เท่านั้นเอง…

“ดะ…เด็กหนุ่มนี่…” เสียงของ ฮีโข่ ขาดห้วงไป

จวบจน พรานดำ แตะบนไหล่ของสหายเบา ๆ เรียกสติ…

“ก็อย่างที่ว่ามานั่นแหละ หน้าที่ของข้าเพียงแค่ไปส่งเด็กหนุ่มคนนี้ให้ถึง ป่าแดง เท่านั้น… และข้าจะรีบกลับออกมาทันที ขอเพียงสิ่งที่ข้าพบเจอมิใช่ “สมิงขาว” หรือ “เจ้าป่าใหญ่” ข้าคิดว่าตัวข้าคงสามารถเอาตัวรอดได้…”

ฮีโข่ ยังคงแข็งค้างไปชั่วครู่หนึ่ง แต่ในตอนที่พรานดำ และ เด็กหนุ่ม กำลังจะก้าวลงจากเรือน ฮีโข่ ก็พลันร้องทักขึ้นอีกครั้ง…

“เจ้าดำ!! บอกข้าที่ว่า เด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นใครกัน?!”

พรานดำ มองหน้าของเด็กหนุ่มดังกล่าวเล็กน้อย ซึ่งตัวของเด็กหนุ่มก็ได้พยักหน้าตอบรับเบา ๆ คล้ายเป็นการอนุญาตให้เอ่ยถึงตนได้ ก่อนที่ เด็กหนุ่ม จะเดินลงจากเรือนล่วงหน้า พรานดำ ไปก่อน…

พรานดำ หันมองมายังสหายของตน ที่คล้ายจะยังมีอาการสั่นไหว…

“เด็กหนุ่มคนนี้ ชื่อว่า ซุน… ศิษย์เอก อาจารย์ผัน เจ้าเองก็น่าจะรู้จักนะ…”

ฮีโข่ เบิกตากว้างทันที…

“อาจารย์ผัน!! ตำนานจอมขมังเวทย์ ผู้พิชิต 5 คุ้งน้ำ 7 มหาพงไพร น่ะหรือ!!”

“อืม… อาจารย์ผัน ผู้นั้นแหละ แต่นั่นมันเรื่องเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ตอนนี้ท่านอาจารย์ผัน ได้ออกบวชละทางโลกเข้าสู่เส้นทางธรรม… และ ซุน คือศิษย์เอกของอาจารย์ผัน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฝึกฝนวิชา เห็นเป็นเด็กเช่นนั้นก็เถอะแต่แท้จริงแล้ว ซุน เก่งกาจมาก จนข้าเองยังต้องพ่ายแพ้เดิมพัน สุดท้ายจึงต้องยอมพา ซุน ไปยัง ป่าแดง ตามเงื่อนไขเดิมพัน…” พรานดำ กล่าวพลางทอดถอนหายใจ ลึก ๆ แล้วตนเองก็ไม่คิดว่าจะพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มเช่นนี้

ฮีโข่ ยืนอึ้งไปชั่วครู่ขณะ ก่อนจะตัดสินใจวิ่งเข้าไปหยิบเอาหน้าไม้ของตนในเรือน…
“ช้าก่อน!! ข้าขอติดตามไปด้วย!!”

ทั้งสามมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก เดินเท้าขึ้นเขาตรงเข้าไปอีกกว่า 3 วันเต็ม… ตลอดเส้นทาง ฮีโข่ และ พรานดำ ยังคงคุ้นชินกับป่าละแวกนี้ เนื่องด้วยเป็นเส้นทางเดินป่าที่ชำนาญอยู่ก่อนแล้ว จวบจนกระทั่งมาถึงลำธารเล็ก ๆ สายหนึ่ง ที่ตัดผ่านกลางป่า…

พรานดำ และ ฮีโข่ ใบหน้าถอดสีเล็กน้อย ทั้งสองรู้ดีว่าเมื่อก้าวข้ามลำธารนี้ไป จะเริ่มเข้าสู่เขต ป่าแดง ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในมหาพงไพรที่อันตรายที่สุด เต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่คาดฝันทั้งจากสัตว์ร้าย และจากสิ่งลี้ลับที่ไม่อาจหาคำตอบ…

“ที่นี่แหละ… คือ ป่าแดง” พรานดำ กล่าวขึ้น

ป่าทึบเบื้องหน้า เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เยือกเย็น มิดดำและเงียบสงัด ประหนึ่งว่าไม่มีสิงสาราสัตว์ใด ๆ อยู่ภายในละแวกรัศมี ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้ นับว่ามิใช่บรรยากาศสามัญ ลักษณะคล้ายเป็น “ป่าปิด” ตามภาษาของเหล่านายพราน…

ซุน หันมองตรงไป พลางกดหัวคิ้วลงต่ำ…

“ทั้งที่ตะวันยังตรงหัว แต่บรรยากาศน่ากลัวจริง ๆ”

ชายหนุ่ม คุกเข่าลงช้า ๆ กวาดมือไปบนพื้นเล็กน้อยเพื่อหยิบเอาฝุ่นดินขึ้นมาหยิบมือหนึ่ง ค่อย ๆ โรยผ่านศีรษะตนเอง พลางบริกรรมคาถาพึมพำในลำคอ… จังหวะนั้น ทั้งพรานดำ และ ฮีโข่ สัมผัสได้ถึงบรรยากาศจากที่เย็นยะเยือกยามเที่ยงวัน ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้น เสียงนก เสียงแมลงเริ่มได้ยินจอแจเป็นระยะ สัมผัสได้ว่า ป่าแดง เบื้องหน้าดูเหมือนกับป่าสามัญ…

สองเฒ่าชราหันมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนจะกลืนน้ำลายฝืดเคือง…

ซุน หันมองมายังทั้งสองคน…

“ขอบคุณพวกท่านทั้งสองที่พาข้ามาถึงที่นี่ แต่หลังจากนี้คงหมดหน้าที่ของพวกท่านแล้ว ข้าไม่กล้าร้องขอให้พวกท่านติดตามไปด้วย เพราะเส้นทางคงเต็มไปด้วยภยันตรายเกินจะคาดเดา ขอให้ท่านทั้งสองโชคดี…”

สองชายชราอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย… ก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วงกำชับอาวุธในมือแนบแน่น…

“ในเมื่อมาจนถึงที่นี่แล้ว… ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกันว่า ป่าแดงอาถรรพ์ในตำนานจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด”

ซุน เห็นว่าทั้งสองตัดสินใจแน่วแน่ จึงมิอาจขัดขวาง…

“สุดแล้วแต่พวกท่าน ทว่าข้ามิอาจรับปากว่าจะดูแลพวกท่านได้… ตกลงหรือไม่?”

ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน… ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่เขต ป่าแดง…

“ซุน ข้าขอถามเจ้าสักหนึ่งข้อ… เจ้ามาที่เพื่ออะไรกันแน่?!” ฮีโข่ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม

ชายหนุ่ม เงียบงันชั่วครู่ ก่อนจะยอมตอบโดยดี…

“ข้ามาเพื่อพิชิต สมิงขาว….”

“!!!!!!!!!!!!” ฮีโข่ เบิกตากว้างขึ้นทันที

ซึ่ง พรานดำ เองก็มีท่าทีไม่ต่างกัน เนื่องจากเพิ่งจะทราบถึงเจตนาแท้จริงของ ซุน

“พิชิตสมิงขาว เนี่ยนะ!! ไม่รู้หรือว่าเจ้านั่นเป็น เสือสมิงที่น่ากลัวแม้ในหมู่เสือสมิงด้วยกัน!! ตบะของมันแก่กล้ามาก หากเจ้าจะมาลองวิชาอาคม ยังเร็วเกินไปที่เจ้าจะเข้ามาที่นี่!!” พรานดำ เค้นเสียงขึ้นทันที

ซุน จากที่ก้าวเดินก็หยุดนิ่งในทันที… หันมองมายังสองชายชรา…

“ข้ามิได้มาเพื่อลองวิชาอาคม… แต่มาเพื่อจัดการ สมิงขาว และสะกดจิตวิญญาณของมัน…”

ซุน วางเป้ที่สะพายมา ลงกับพื้น…

ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเปิดแผ่นหลังให้ทั้งสองคนได้เห็น…

“!!!!!!!!!!!” สองชายชราผงะไปเล็กน้อย แผ่นหลังของเด็กหนุ่มวัย 15 ปี กลับเต็มไปด้วยรอยสักอักขระจำนวนมาก… แต่รอยสักที่ดูจะเด่นชัดและสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจมากที่สุด จะมีอยู่ด้วยกันสองส่วน หนึ่งคือรอยสักรูป ดอกบัวสวรรค์ 12 กลีบ ที่มุมแผ่นหลังใกล้หัวไหล่… และสอง คือรอยสักห้าแฉกคล้ายดวงดาวกลางแผ่นหลัง ซึ่งปลายของมุมในแต่ละแฉกนั้น มีรูปของสัตว์ต่าง ๆ ห้าชนิด ได้แก่ พยัคฆ์(เสือ) มหิงสา(กระทิง) วานร(ลิง) นาคราช(งู) และ อาชา(ม้า)

“นะ…นี่มัน!! รอยสัก เบญจสารสัตว์ อย่างนั้นหรือ!!” พรานดำ แสดงสีน้ำเสียงตกตะลึงอย่างยิ่ง ภูมิความรู้ของ พรานดำ มิใช่สามัญ จึงพอจะรู้จักรอยสักนี้…

เบญจสารสัตว์ เป็นรอยสักอาคมขั้นสูง ที่ว่ากันว่าเป็นจุดสูงสุดของ “ร่างทรง” สายต่อสู้… ซึ่งการจะสักลงไปบนหลังนั้นมิใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่การจะปลุกเสกมันให้สมบูรณ์ จำเป็นต้องดึงจิตวิญญาณของสัตว์ต่าง ๆ ที่มีตบะแก่กล้าตามแต่ละชนิด นำมาสะกดไว้ภายในรอยสัก!! ซึ่งมีจอมขมังเวทย์เพียงหยิบมือเท่านั้น จะสามารถกระทำได้สำเร็จ โดยมากมักจะตกตายในยามที่รวบรวมจิตวิญญาณสัตว์ที่ตบะแก่กล้าเหล่านั้น…

“ถูกต้อง… ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ข้าได้ตามหา เบญจสารสัตว์ ต่าง ๆ มาครบถ้วนแล้วทั้ง มหิงสา(กระทิง) วานร(ลิง) นาคราช(งู) และ อาชา(ม้า) จะขาดก็แต่เพียง พยัคฆ์(เสือ) ซึ่งข้าตั้งใจว่าจะพิชิต สมิงขาว พร้อมสะกดมันลงในรอยสักให้สมบูรณ์…” ชุน กล่าวขึ้นตามตรงด้วยสีหน้าเรียบเฉย

พรานดำ และ ฮีโข่ อดไม่ได้ที่จะขนลุกชูชัน… จากที่เห็นบนแผ่นหลังนั้น รอยสักของสัตว์ทั้ง 4 ชนิดล้วนแล้วแต่เป็นสีแดงฉาน ทั้งยังแผ่อำนาจที่น่ากลัวออกมา เหลือก็แต่เพียงรอยสักรูป พยัคฆ์(เสือ) ที่ยังเป็นเพียงเงาเส้นสีดำเลือนราง…

“เช่นนั้นรอยสักรูปดอกบัวสวรรค์นั่นเล่า?! หากข้าจำไม่ผิด มันเป็นรอยสักชั้นสูงที่ใช้สะกดพลังอำนาจบางอย่างมิใช่หรือ? ไม่ค่อยจะมีผู้ใดนิยมสักบนร่างกายของตน…” ฮีโข่ เอ่ยถามขึ้น

“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้แน่ชัดนัก… แต่อาจารย์ได้สักให้กับข้าตั้งแต่จำความได้แล้ว ดูเหมือนว่าจะสักทับลงบนรอยปานอาถรรพ์ที่มีมาแต่แรกเกิด อาจารย์บอกกับข้าว่า เมื่อถึงเวลาอันสมควรมันจะสูญสลายไปเอง…

คราแรกข้าก็ไม่ปักใจเชื่อเท่าใดนัก แต่ก่อนหน้านี้ ดอกบัวสวรรค์ มันเคยมีถึง 18 กลีบ หลังผ่านไปหลายปีมันก็ค่อย ๆ ลดลง จนเหลือ 12 กลีบ อย่างน่าประหลาด…” ซุน ดึงเสื้อปิดแผ่นหลังไว้ตามเดิม…

ทั้งสามยังคงมุ่งหน้าลึกเข้าไปเรื่อย ๆ การจะหา เสือสมิง ในป่าทึบเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่าย… ซุน จึงได้ทำการกรีดเฉือนฝ่ามือของตนเอง เพื่อส่งกลิ่นคาวเลือดให้คละคลุ้งออกไป พร้อมกับหยดเลือดลงพื้นเป็นระยะ ๆ การกระทำของ ซุน ทำให้ พรานดำ และ ฮีโข่ อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวแทน…

ตลอดเส้นทาง ทั้งสามไม่ได้ล่าสัตว์ป่าอื่น ๆ เลยแม้แต่ตัวเดียว เนื่องด้วย ซุน ได้กำชับพรานดำ และ ฮีโข่ เอาไว้… ทั้งสามคนกินเฉพาะเสบียงที่จัดเตรียมมา และผลไม้ป่าบางชนิดเท่านั้น เป้าหมายมีเพียง สมิงขาว ซึ่งหากเสบียงหมดลง ก็คงตัดสินใจล่าถอยกลับไป…

“จริงสิ… ได้ยินว่า อาจารย์ผัน ท่านเข้าสู่เส้นทางธรรมแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดท่านจึงยอมให้เจ้าออกมาเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น? แม้ว่า สมิงขาว จะเป็นเสือสมิงที่ฆ่าคนมามากมายก็ตามที…” พรานดำ เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย…

ซุน สีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด…

“อันที่จริง อาจารย์ไม่รู้เห็นเรื่องที่ข้ากำลังทำอยู่… ตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ข้าก็ได้ลอบออกจากวัด มาตามหาจิตวิญญาณแห่ง เบญจสารสัตว์ ด้วยตนเอง…”

สองเฒ่าชรา อดไม่ได้ที่จะสบตากันเล็กน้อย แต่คิดว่านั่นคงเป็นเรื่องส่วนตัวภายใต้การตัดสินใจบางอย่างระหว่าง ซุน และ อาจารย์ ทั้งคู่จึงมิได้ซักไซ้รายละเอียดเพิ่มเติมต่อจากนั้น…

จวบจนกระทั่งกลางดึก ในคืนเดือนมืด ไม่มีแสงจันทร์ใด ๆ สาดส่องลงมา… ทั้งสามตัดสินใจสร้างนั่งร้านบนต้นไม้ สูงจากพื้นร่วม ๆ 5 เมตร แน่นอนว่ายามราตรีในป่ามิใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์ ต่อให้เป็น พรานฝีมือดี ก็ยังพลั้งพลาดมานักต่อนัก และยิ่งเป็นภายในป่าแดงอาถรรพ์แห่งนี้ด้วยแล้ว ความน่ากลัวยิ่งทบทวีไปอีกหลายเท่า…

เสียงโหยหวนภายในป่า ดังขึ้นไม่ขาดสาย โดยที่ไม่อาจมองหาต้นตอ… บ้างก็เป็นเสียงเด็ก บ้างก็เป็นเสียงผู้หญิง สลับกันไปมาตามทิศทางต่าง ๆ แม้แต่ดวงไฟหลากสีที่ไม่ควรมีในป่า ก็ยังปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ๆ สองเฒ่าชรา มือกำเครื่องราง และอาวุธประจำตัวไว้แนบแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ภาวนาให้ดวงตะวันโผล่ขึ้นในทุก ๆ อึดใจ…

มีก็แต่ ซุน ที่นอนหลับโดยไม่มีท่าทีตื่นกลัวใด ๆ

จวบจนกระทั่ง… ได้ยินเสียงคำรามจนป่าสั่นไหว!!

ซุน เบิกตาโพรงขึ้นในทันที พร้อมดีดตัวจากท่านอน ดึงมีดอาคมสั้นจากฝัก สีหน้าของชายหนุ่ม เคร่งขรึมขึ้น จนสองเฒ่าชราเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น…

“มันมาแล้ว…” ซุน กล่าวสั้น ๆ พลางหันมองไปยังความมืดมิดทิศใต้ลม…

……………………………………..

ยังมีช่องทางอื่น ๆ ในการติดตามนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

1.ทาง กวีบุ๊ค >>>Kawebook

2.ทาง ฟิคชั่นล็อก >>>Fictionlog

อัพเดทข่าวสารได้ที่ Facebook อสูรมังกรฟ้า

ตอนที่ 2 : ชะตากรรมนำพา… เด็กหนุ่มนามว่า ซุน (2)

ตอนที่ 2 ชะตากรรมนำพา… เด็กหนุ่มนามว่า ซุน (2)

ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งปีก่อน…

เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

เสียงไม้หวายที่ฟาดลงบนแผ่นหลังดังแน่นถนัดหูไม่ขาดสาย… ผู้ใดย่างกรายมาในละแวก พอได้ยินเสียงนี้ก็ต่างพากันเดินหนี หวั่นใจลึก ๆ ว่าผู้ที่ถูกฟาดจะตกตายไปเพราะความเจ็บปวดหรือไม่…

“อาจารย์เน้นย้ำกับเจ้าแล้วใช่หรือไม่!! ว่าห้ามเจ้าฝึกฝนอาคมและไสยเวทย์ใด ๆ อีก เหตุใดยังกล้าแอบไปสักยันต์ เบญจสารสัตว์ ไว้กลางแผ่นหลังเช่นนี้!! คำพูดของข้ามิได้เข้าไประคายหูเจ้าเลยงั้นหรือ… ซุน!!”

ภิกษุชราท่าทีเดือดดาล พลางฟาดไม้หวายลงบนแผ่นหลังเด็กหนุ่มไม่ยั้งมือ… ใบหน้าของ ซุน นิ่วขมวด แต่ไม่มีแว่วเสียงใดหลุดผ่านลำคอแม้เพียงนิด ซึ่งหากเป็นคนทั่วไปคงแผดเสียงดังลั่นตั้งแต่หวายลงหลังครั้งแรก…

“อาจารย์… หากจะโทษใยมิโทษตัวท่านเล่า?! ท่านสอนสั่งวิชาอาคมให้กับข้าตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งข้าเองก็ชื่นชอบศาสตร์เหล่านี้เป็นมั่น ตั้งใจจะให้แตกฉานเทียบเคียงอาจารย์… ทว่าจู่ ๆ ท่านกลับแปรเปลี่ยนไป!! นอกจากจะเลิกสอนสั่งข้าแล้ว ยังสั่งห้ามข้ามิให้ยุ่งเกี่ยวกับเส้นทางนี้ ไม่คิดว่าคำสั่งของท่าน มันจะเกินไปหน่อยหรือ? เหตุผลใด ๆ ท่านก็มิเคยสำแดงออกมาให้ฟัง!!” เด็กหนุ่มวัย 14 ปี กล่าวโต้ออกมา

อาจารย์ผัน มือสั่นเทาคล้ายเป็นโทสะ… หากแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสับสนและเจ็บปวด ก่อนที่จะโยนหวายในมือทิ้งไป… สายตาของ ซุน ยังจดจ้องมายัง อาจารย์ผัน ผู้ที่ชุบเลี้ยงตนตั้งแต่แบเบาะ ความหมายของสายตามิใช่โกรธเคืองอาจารย์ แต่เป็นความสงสัยใคร่รู้ต่อความจริง…

ภิกษุชรา ถอนหายใจหนักหน่วง…

“ที่อาจารย์ทำลงไป ก็เพราะต้องการให้เจ้าหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันแสนโหดร้าย… ภาพนิมิตที่อาจารย์พบเห็นยามเข้าฌาน มันเกินกว่าที่อาจารย์จะกล่าวให้เจ้าแจ่มแจ้งเรื่องราว หากมันเป็นเวรกรรมที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ อาจารย์ก็คงทำได้เพียงห้ามปรามเท่าที่จะทำได้…”

ซุน ลุกพรวดขึ้นมาในทันที…

“เวรกรรมงั้นหรือ… ชะตากรรมงั้นหรือ… ท่านรู้อยู่เต็มอกว่าข้าไม่เชื่อถือสิ่งเหล่านี้!! ใยท่านจึงยังอธิบายเรื่องราวให้กับข้าฟัง ด้วยสิ่งที่มิอาจพิสูจน์ได้เหล่านี้อีก?!”

อาจารย์ผัน ยังแสดงท่าทีกระอักกระอ่วน ก่อนจะถอนหายใจ…

“สุดแล้วแต่เจ้า… อาจารย์ไม่มีอะไรจะอธิบายให้เจ้าฟังมากไปกว่านั้น…”

เด็กหนุ่ม ซึ่งกำลังแตะย่างวัยที่เริ่มต่อต้าน ไหนเลยจะทนรับฟังเหตุผลที่ไร้คำอธิบาย…

“ได้!! เช่นนั้นข้าจะแสดงให้ท่านอาจารย์ได้เห็น…”

ซุน ก้าวเดินลงเท้าแน่นหนักจากไป…

ภิกษุชราถอนหายใจ…

“มันคงไม่อาจหลีกเลี่ยงจริง ๆ งั้นสินะ… อย่างไรเสีย ที่นี่ก็มิใช่ที่ของเจ้า…”

นับจากวันนั้น ซุน ก็ไม่ได้กลับไปยังที่วัดอีกเลย… ละทิ้งแม้แต่การเล่าเรียนชั้นมัธยม หันหน้าเข้าสู่เส้นทางไสยเวทย์อย่างเต็มตัว อาจเพราะความคึกคะนองในวันนั้น ผนวกกับทิฐิและความเด็ดเดียว จึงเลือกเดินทางผิด…

ผ่านไปกว่าครึ่งปี ซุน เริ่มรู้สึกสลดเสียใจ กับสิ่งที่ได้แสดงออกไปกับอาจารย์ในวันนั้น… หากแต่ครั้นจะกลับไปตอนนี้ ย่อมทำให้เส้นทางตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาเหลือเพียงความว่างเปล่า ขาดอีกเพียงจิตวิญญาณพยัคฆ์ตบะแก่กล้าแค่ตนเดียว รอยสัก เบญจสารสัตว์ ก็จะสมบูรณ์…

ซุน จึงตัดสินใจมายัง ป่าแดง แห่งนี้เป็นสถานที่สุดท้าย…

ก่อนจะกลับไปกราบขอขมาต่ออาจารย์ ด้วยความสำนึกผิด…

………………………………………….

ปัจจุบัน…

“มันมาแล้ว…” ซุน กล่าวสั้น ๆ พลางหันมองไปยังความมืดมิดทิศใต้ลม…

เงาร่างสัตว์ใหญ่ย่างก้าวเงียบกริบออกมาจากมุมมืด หากแต่ขนสีขาวลายพาดกลอนของมัน ทำให้มองเห็นได้เลือนรางยามราตรี ดวงตาของเสือร้ายเปล่งประกายดุจทับทิม มีเสียงขู่เบา ๆ คล้ายเสียงกรนผ่านลำคอตลอดเวลา…

“กรรรรร…”

พรานดำ และ ฮีโข่ ตัวสั่นสะท้านไม่หยุด เพียงอำนาจคุกคามที่ สมิงขาว แผ่ล้นออกมา ก็ทำให้สองเฒ่าขนคอลุกตั้ง… อีกทั้งการแผดเสียงคำรามดังกึกก้องทั่วป่าก่อนจะปรากฎตัว ยังเป็นสิ่งยืนยันว่า สมิงขาว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลอบโจมตี เชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าเหยื่อของมันไม่มีทางหลบหนีไปจากคมเขี้ยว!!

“ดูเหมือนว่ามันกำลังโกรธพวกเราได้ที่เลย…” เด็กหนุ่ม กล่าวขึ้นพลางหรี่ตาแคบ

“สมิงขาว เปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรีแห่งนักล่า… การที่เจ้าหยดเลือดตนเองทิ้งไว้ทั่วป่าเพื่อล่อลวงมัน ดูจะเป็นการไปกระตุ้นโทสะ และดูแคลนความภาคภูมิใจในฐานะนักล่าของมัน…” พรานดำ กล่าวขึ้น ยกชูปืนของตนส่องไปยัง สมิงขาว ตามสัญชาตญาณ…

แต่ ซุน เลือกที่จะกดปลายปืนของ พรานดำ ลงอย่างช้า ๆ พลางส่ายหน้า…

“ปืนของท่านยิงมันไม่เข้าหรอก… ทั้งยังเป็นการกระตุ้นโทสะมันเสียเปล่า ๆ อย่างน้อยหาก สมิงขาว เพ่งเล็งมาที่ข้าคนเดียว พวกท่านทั้งสองจะยังคงปลอดภัย…”

พรานดำ ได้ยินเช่นนั้นก็ยอมลดปืนลงตามการชี้แนะ แต่ทว่า…การเตือนของ ซุน หยุดได้เพียงแค่ พรานดำ!! ฮีโข่ ซึ่งอยู่บนนั่งร้านคนละระดับกับ ซุน และ พรานดำ ไม่ทันได้ยินเสียงเตือน… ทำให้ชายชราเผลอลั่นไก ยิงลูกศรจากหน้าไม้ออกไปตามสัญชาตญาณ!!

ลูกศร พุ่งแหวกอากาศกลืนไปในความมืด… ทว่า สมิงขาว กลับสามารถใช้กงเล็บปัดมันออกอย่างง่ายดาย สายตาเริ่มเขม็งมองมายังนั่งร้านของทั้งสามคน…

“ฮีโข่!! ทำบ้าอะไรของเจ้า!!” พรานดำ ตวาดเสียงขึ้นทันที…

“ขะ…ข้าขอโทษ” ฮีโข่ สีหน้าหวาดกลัวอย่างยิ่ง…

ซุน เห็นท่าไม่ดีแล้ว หากลำพังตนเองยังพอเอาตัวรอดได้ แต่หาก สมิงขาว จ้องเล่นงานสองชายชราไปด้วย ซุน คงยากที่จะหาทางปกป้อง…

สมิงขาว เริ่มเคลื่อนไหว!! ด้วยความที่ละแวกนี้เป็นเขตป่าทึบ มีเชิงดิน ก้อนหิน และต้นไม้สูงต่ำสลับไปมา เสือร้าย กระโจนจากตำแหน่งของตนขึ้นมายังก้อนหิน ก่อนจะดีดตัวมาต้นไม้ที่ต่ำเตี้ย โดดทะยานไต่กิ่งก้าน ไล่ระดับสูงขึ้นด้วยความคล่องตัว

ความสูงจากพื้นดินจนถึงตัวนั่งร้านบนต้นไม้ มีมากถึง 5 เมตร… ทุกคนมั่นใจว่าสัตว์ร้ายต่าง ๆ คงยากที่จะขึ้นมาเล่นงาน… แต่พอได้เห็นการเคลื่อนไหวของสมิงขาวแล้ว มันทำให้รู้ว่าทุกคนนั้นคิดผิด!! ตบะที่แก่กล้าย่อมเพิ่มพูนปัญญาและความสามารถของ สมิงขาว มันมิใช่แค่เสือแก่สามัญ แต่เป็นเสือที่ฉลาดเฉลียว และเปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาล!!

“หนี!! พวกท่านสองคนต้องหนีแล้ว ข้าจะหาทางต้านกำลังมันไว้ให้เอง…” เด็กหนุ่ม เค้นเสียงขึ้นอย่างจริงจัง…

จากนั้น ซุน ก็เริ่มประกบมือทั้งสอง บริกรรมคาถา…

“ด้วยอำนาจแห่ง เบญจสารสัตว์… ขออัญเชิญจิตวิญญาณแห่งพญาวานร…”

ชั่วจังหวะนั้นเอง ค่อย ๆ ปรากฏเงาร่างของวานรตัวใหญ่ ผุดออกมาจากแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม… เงาร่างที่โปร่งแสงนั้น ขู่คำรามออกมาเฉกเช่นสัตว์ป่าที่ดุร้าย มันคือจ่าฝูงพญาวานร ที่ ซุน เคยพิชิตได้ในป่าทางเหนือ มีตบะแก่กล้าถึง 150 ปี…

“ทรงร่าง!!”

สิ้นเสียงของเด็กหนุ่ม เงาร่างวานรก็เข้าสิงสู่ ผสานเข้ากับร่างของ ซุน จนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว!! บังเกิดท่าทีและบุคลิกของ ซุน ที่แปรเปลี่ยนไป ดวงตาแข็งกร้าวผิดมนุษย์ กระโดดโลดเต้นไม่หยุดนิ่ง หมุนควงมีดสั้นอาคมในมือผ่านร่องนิ้วทั้งห้าอย่างชำนาญ ก่อนจะกระโดดไปมาระหว่างกิ่งก้านอย่างคล่องตัว ผิดวิสัยและการเคลื่อนไหวของมนุษย์สามัญ…

นี่คือพลังของรอยสัก เบญจสารสัตว์… ถึงแม้จะดึงเอาพลังความสามารถทางร่างกายของสัตว์ที่ตบะแก่กล้าออกมาใช้ แต่สติสัมปชัญญะของ ซุน ยังมีอยู่อย่างครบถ้วนในการควบคุมร่าง… ร่างสถิตวานร คือร่างที่เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไวมากที่สุด โดยเฉพาะภายในป่าเช่นนี้…

ซุน มุ่งตรงเข้าหา สมิงขาว โดยไม่กริ่งเกรง!!

เสือร้าย แสยะคมเขี้ยวสยายกงเล็บพุ่งเข้ามาเช่นกัน!!

หนึ่งเป็นมนุษย์ หนึ่งเป็นพยัคฆ์ แต่กลับเลือกเผชิญหน้ากันบนยอดไม้!!

แม้ว่าราตรีนี้จะมืดมิด หากแต่ดวงตาของ ซุน ยังคงมีประกายบางอย่างจากอาคม สัมผัสได้ในทุกการเคลื่อนไหวของ สมิงขาว อย่างแจ่มชัด การฝึกฝนตนเองมาโดยตลอด คือสิ่งที่ ซุน ไม่เคยขาดตกบกพร่อง… เด็กหนุ่ม หลบเลี่ยงกงเล็บที่ถากแก้มได้อย่างเฉียดฉิว ตวัดมีดอาคมยาว 1 ศอก ปาดเฉือนไปที่ขนสีขาวลาดพาดกลอน…

“!!!!!!!!!” ซุน แสดงท่าทีตกตะลึงไม่น้อย

“บ้าน่า… มีดอาคม ไม่อาจเฉือนผิวมันเข้างั้นหรือ!!”

เด็กหนุ่ม ประเมินตบะ 300 ปีของ สมิงขาว ต่ำเกินไป… ที่ผ่านมา ซุน เคยพิชิตจิตวิญญาณสัตว์ตบะแก่กล้าทั้ง 4 ตนมาแล้วก็จริง หากแต่ทั้งหมดล้วนมีตบะต่ำกว่า 200 ปีทั้งสิ้น!! นี่จึงเป็นครั้งแรกสำหรับ ซุน ที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้าน…

สมิงขาว แสยะคมเขี้ยวหมายขย้ำ… ซุน อาศัยความคล่องตัวจาก ร่างสถิตวานร จับคว้าเถาวัลย์ ดึงร่างตนเองหลีกหนีจากระยะ ก่อนจะโดดลงสู่พื้นดินเบื้องหน้า จดจ้องไปยัง สมิงขาว ไม่วางตา…

ด้านของชายชราต่างพากัน แอบซ่อนหลังกิ่งไม้ที่หนาทึบ มองหาจังหวะลงสู่พื้นแต่ก็ยังไม่พบเจอ เฝ้ามองการเผชิญหน้า ซุน ด้วยความหวาดหวั่น หากเด็กหนุ่มพลั้งพลาดไปล่ะก็ โอกาสที่ทั้งสองจะรอดชีวิตคงแทบไม่มี…

สมิงขาว กระโจนลงมาจากความสูงร่วม 5 เมตรสู่พื้นดิน โดยที่ไม่มีความเสียหายใด ๆ บ่งบอกถึงความยืดหยุ่นและพลังกายที่เหนือชั้น… เสือร้าย จดจ้องมายังเด็กหนุ่มไม่วางตาเช่นกัน พลางเดินไปรอบ ๆ ด้วยแววตาที่กระหายต่อโลหิต…

ซุน บริกรรมคาถาอีกครั้ง ก่อนจะเป่ามนตราลงไปยังมีดในมือ จนอักขระที่ใบมีดส่องสว่างเจิดจ้าขึ้น… ดวงตาของเด็กหนุ่ม ยังคงเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนตรากตรำฝึกฝนมา หมุนควงมีดอาคมอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันชี้ปลายมีดไปยัง สมิงขาว…

“แน่จริงก็เข้ามา!!”

แต่ทว่า… สมิงขาว หาได้โง่เขลา มันรู้ดีว่าการต่อสู้ระหว่างตนเองและเด็กหนุ่มเบื้องหน้า คงไม่แสดงผลโดยง่าย เสือร้าย จึงจดจ้องไปยังสองเฒ่าชราที่แอบซ่อน!! ก่อนมันจะคำรามแผดเสียงก้องดังไปทั่วป่า…

บังเกิดสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ทั้งที่เป็นกลางดึกสงัดเช่นนี้ แต่กลับมีฝูงสัตว์ปีกจำนวนมาก ทั้งนกและค้างคาว ราวกับพวกมันได้รับคำสั่งจาก สมิงขาว พุ่งตัวเข้าชนสองชายชราที่แอบซ่อนตัวบนยอดไม้ จนเสียหลักหล่นร่วงลงมา แน่นอนว่าร่างกายของทั้งสองที่วัยร่วม 60 ปีทั้งคู่ การตกลงมาโดยไม่ตั้งหลักจากความสูงหลายเมตรเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลุกยืนได้ทันที!!

สมิงขาว เผยมุมปากที่เชิดสูง ก่อนที่มันจะกระโจมหมายเล่นงานสองเฒ่าชรา!! ทุกคราที่ สมิงขาว สังหารและกัดกินผู้มีอาคม ตบะของมันจะแก่กล้ายิ่งขึ้น… พรานดำ และ ฮีโข่ แม้จะมีรัศมีอาคมที่อ่อนด้อยกว่า ซุน แต่ทั้งคู่ก็นับเป็นเหยื่อที่ล่าง่ายกว่า!!

ซุน เบิกตากว้างขึ้นทันที…

“สารเลว!!”

สองเฒ่าชรา ที่ติดตาม ซุน มาด้วยความอยากรู้อยากเห็น… บัดนี้ทำได้เพียงนั่งจดจ้อง สมิงขาว ที่กระโจมเข้าหาพวกตน… ใบหน้าและแววตาของทั้งคู่ เสมือนคนที่ตายไปแล้วครึ่งทาง…

ฉัวะ!!

คมเขี้ยวพยัคฆ์ ฝังลงบนหัวไหล่จมหาย… มีเพียงโลหิตที่สาดกระเซ็นออกมารอบ ๆ ทว่าผู้ที่ถูก สมิงขาว ขย้ำนั้น หาได้เป็นสองเฒ่าชรา… แต่มันกลับเป็น ซุน ที่วิ่งเอาตัวเข้ามาขว้างทางพยัคฆ์เอาไว้ได้ทันท่วงที…

เด็กหนุ่มแผดเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะฉายแววตามุ่งมั่น ปักมีดอาคมทิ่มเข้าที่ดวงตาของ สมิงขาว!! อย่างไรเสียดวงตาก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่สามารถฝึกฝน ต่อให้แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยตบะที่แก่กล้า ดวงตาก็ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญ โลหิตของพยัคฆ์พวยพุ่งออกมา จนต้องร่นถอยไปตั้งหลัก…

ทั้ง ซุน และ สมิงขาว ล้วนบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่!!

“พะ…พวกท่านรีบหนีไป” ซุน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง

สองเฒ่าชราขาสั่นไม่หยุด แต่ก็ฝืนลุกยืนจนได้…

“ซุน!! หนีไปด้วยกันเถอะ…”

ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มที่อ่อนแรง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ

“หากข้าหนีไปด้วย สมิงขาว จะตามกลิ่นเลือดไปและหาพวกเราจนเจอ… ดังนั้นพวกทั้งสองหนีไปเถอะ ทิ้งข้าไว้ที่นี่แหละ…”

ทั้งสองเบิกตากว้างทันที สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความลังเลใจ… ซุน มองออกว่าทั้งสองนั้นอยากจะหลบหนี แต่ก็ไม่อยากทิ้งตนไว้ที่นี่…

“ขอฝากพวกท่านทั้งสองคน เป็นธุระกลับไปบอกกับอาจารย์ของข้าด้วย… ว่าข้านั้นเสียใจเป็นที่สุด เรื่องที่ข้าไม่มีโอกาสได้กลับไปขอขมาอาจารย์ด้วยตนเอง… ศิษย์สำนึกผิดแล้ว และเข้าใจถึงเจตนาของอาจารย์อย่างแจ่มแจ้ง น่าเสียดายที่ศิษย์ถลำลึกเกินไปจนมิอาจย้อนกลับ ขอให้ท่านอาจารย์ดูแลตนเองด้วย…”

ซุน กล่าวขึ้นทั้งน้ำตา นึกถึงภาพของ อาจารย์ ที่ชุบเลี้ยงตนมาไม่ขาดสาย…

“ต่อให้กลายเป็นผี พวกเราก็จะกลับไปบอกอาจารย์ผันให้จงได้!!”

สองเฒ่าชรา ตอบรับคำมั่น ก่อนจะหันหลังและออกวิ่งเต็มกำลัง…

ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง เมื่อเห็นทั้งสองหลบหนีไป… เด็กหนุ่มนั้นรู้ดี ว่าอาการบาดเจ็บของตนในเวลานี้สาหัสยิ่งนัก ต่อให้ติดตามทั้งสองคนไปด้วย ก็คงไม่สามารถรอดพ้นออกจากป่าแห่งนี้ได้…

สายตาของเด็กหนุ่มจะแข็งกร้าวขึ้น จดจ้องมายัง สมิงขาว…

“วันนี้ข้าจะยอมสละชีวิตตนเอง เพื่อสังหารเจ้า!!

อย่างน้อยก็จะทำให้เจ้ามิอาจสังหารผู้ใดได้อีก!!”

ไม่นานหลังจากนั้น… สมิงขาว ก็ได้ทอดร่างไร้วิญญาณแน่นิ่งไป โดยมี ซุน ที่ร่างอาบท่วมไปด้วยเลือดนั่งหลังพิงต้นไม้ สติของชายหนุ่มพร่าเลือนจนใกล้จะดับวูบเต็มที ไม่เหลือแม้แต่กำลังจะสะกดดวงวิญญาณ สมิงขาว ตามที่ตั้งใจ…

ในตอนนั้นเอง… ก็ได้มีฝูงช้างโขลงใหญ่ นำโดย คชสารเผือก ที่มีงายืดยาวเป็นแนวหน้า นำพาโขลงเคลื่อนผ่านมา… สติของ ซุน ในเวลานั้น ดูคล้ายจะย่ำแย่ใกล้ตกตายเต็มที สิ่งที่เด็กหนุ่มได้เห็นนั้น จึงนับเป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อถือนัก

แต่ ซุน ได้เห็นว่าบนศีรษะของ คชสารเผือก ตนนี้กลับมีชายชราผิวหนังเหี่ยวย่นอายุราว ๆ 90 ปี นั่งอยู่… ชายชราผู้นี้ไม่ได้สวมอาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว หากแต่ร่างกายที่เปล่าเปลือยนั้น มีหนวดเคราและเส้นผมสีขาวที่ยืดยาวปกคลุมจนถึงหัวเข่าแทนที่อาภรณ์ ลักษณะไม่ต่างอะไรกับ เฒ่าชีเปลือยประหลาดผู้หนึ่ง…

“กล้ามากนะเจ้าเด็กน้อย ที่บังอาจสังหาร สมิงขาว ที่ข้าชุบเลี้ยงให้มันคอยเฝ้าปกป้องเขตแดนของข้า…” น้ำเสียงของเฒ่าชีเปลือยแหบแห้ง แสนเย่อหยิ่ง กล่าวราวกับว่า สมิงขาว เป็นสัตว์เลี้ยงของตน…

“จะ…เจ้าเป็นใคร?!” น้ำเสียงของ ซุน อ่อนแรงเต็มที ใบหน้าและริมฝีปากซีดเซียว

“ข้าคือ เจ้าป่าใหญ่ ที่นี่เป็นอาณาเขตที่ข้าปกครองมาหลายพันปีแล้ว… รู้หรือไม่ว่าข้าต้องลำบากเพียงใดกว่าจะชุบเลี้ยง เสือสมิงสักตัวมาใช้งานได้? แล้วดูเจ้าทำกับมันสิ!! หากไม่เห็นว่าเจ้ากำลังจะตายอยู่รอมร่อ… ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ โทษฐานที่บังอาจเล่นงาน สมิงขาว ของข้า!!” เฒ่าชีเปลือย ดูจะไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง

ซุน ฝืนอาการบาดเจ็บ ค่อย ๆ ลุกยืนด้วยขาที่สั่นเทา…

ก่อนที่ชายหนุ่มจะยกมีดอาคมขึ้นมาอย่างห้าวหาญ…

“ไหน ๆ ข้าก็จะตายอยู่แล้ว… แน่จริงก็เข้ามา!!” ซุน ในเวลานี้ดวงตาแทบจะมองไม่เห็นจากการเสียเลือด และบาดเจ็บสาหัส หากแต่จิตใจอันกล้าแกร่งของเด็กหนุ่มยังคงไม่สั่นคลอน…

จังหวะนั้นเงาร่างของมังกรขนาดใหญ่ ค่อย ๆ ปรากฏทับซ้อนกับร่างของ ซุน ส่งผลให้ เฒ่าชีเปลือย จากที่เคยมีใบหน้าแสนเบื่อหน่าย บัดนี้ดวงตาของ เฒ่าชีเปลือย เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นตื่นเต้น เผลอลุกยืนขึ้นแม้จะยืนอยู่บนศีรษะของ คชสารเผือก…

ซึ่งหากสังเกตดี ๆ แล้วล่ะก็ จะเห็นชัดว่าเฒ่าชีเปลือยมิได้หยัดยืน… หากแต่เฒ่าชีเปลือยกำลังลอยตัวอยู่เสียมากกว่า จากความที่มันเป็นเพียงร่างจิตวิญญาณ ไร้กายหยาบ…

“เจ้าเด็กนี่!! เจ้าเด็กนี่อย่างไร คือคนที่ข้ารอคอยมานับพัน ๆ ปี!! เป็นมันแน่ ๆ เป็นมันแน่ ๆ” สีหน้าของ เฒ่าชีเปลือย เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน…

ซุน ในเวลานี้ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีกแล้ว มันกำลังจะหมดสติ มันกำลังจะสิ้นลม… ร่างกายที่ยืนขาสั่นไหว ค่อย ๆ หล่นร่วงลงกองกับพื้น ลมหายใจโรยริน…

เฒ่าชีเปลือย ลอยจากศีรษะ คชสารเผือก ตรงมายังร่างของเด็กหนุ่ม… ก่อนที่ เฒ่าชีเปลือย จะจับยกปลายคางของ ซุน เชิดขึ้นเอียงมองซ้ายขวาคล้ายเป็นการสำรวจ… จากนั้น เฒ่าชีเปลือย ก็ได้แผดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ…

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่ผิดแน่…เจ้านี่แหละ!! คือผู้ที่จะเป็น ชะตากรรมนำพา ให้ข้ากลับคืนสู่บัลลังก์ได้อีกครั้ง!!”

…………………………………………….

ยังมีช่องทางอื่น ๆ ในการติดตามนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

1.ทาง กวีบุ๊ค >>>Kawebook

2.ทาง ฟิคชั่นล็อก >>>Fictionlog

อัพเดทข่าวสารได้ที่ Facebook อสูรมังกรฟ้า

ตอนที่ 3 : เหล่าซือ

ตอนที่ 3 เหล่าซือ

เขตตะวันตก ณ ทวีปพยัคฆ์ขาว…

เขตตะวันตกแห่งนี้ มีอาณาเขตดินแดนกว้างขวาง จนถูกแยกย่อยเป็นมณฑลเล็ก ๆ มากมาย กระจายอยู่ตามพื้นที่ หนึ่งในนั้น คือ มณฑลเฮย เป็นมณฑลรกร้างที่ไม่ค่อยจะมีบุคคลภายนอกมาเยี่ยมเยือนนัก… แม้แต่คนของราชสำนัก หรือสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ยังปฏิเสธที่จะเข้ามาดูแล เพราะมณฑลแห่งนี้ มักถูกเรียกว่าดินแดนไร้กฎหมาย

ชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดง… ชุมชนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ มณฑลเฮย ว่ากันว่าเป็นตำแหน่งสุดท้าย ที่สามารถมองเห็นดวงตะวันลับขอบฟ้า ชุมชนแห่งนี้ประกอบด้วยหมู่บ้านกว่า 7 หมู่บ้าน มีอาณาเขตพื้นที่รกร้างที่กว้างใหญ่

ชายชราผู้หนึ่ง ย่างก้าวแผ่วเบา เดินทางพร้อมเด็กสาวที่นั่งบนหลังม้าสีขาวขุ่น… แม้ว่าม้าตัวนี้ จะพยายามควบวิ่งด้วยความเร็วเพียงใด แต่ก็คล้ายว่า ชายชรา ยังสามารถจูงม้าไว้ข้างกายมิห่าง สืบเท้าด้วยวิชาตัวเบาล้ำเลิศ ประดุจสายลมเคลื่อน…

จวบจนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง… สถานศึกษาศาสตร์อักษร

“ซวงซวง… เจ้าอย่าวิ่งเล่นซุกซนไป ปู่แวะเวียนหาสหายมินานนัก…” ชายชรา กล่าวกับหลานสาว

“เจ้าค่ะ… หลานจะอยู่ที่นี่กับ ไป๋เอ๋อ” เด็กสาววัย 15 กล่าวพลางลูบไปบนศีรษะม้า

“ปู่บอกแล้วอย่างไร? อย่าพยายามตั้งชื่อให้กับอาชาเหล่านี้ มิเช่นนั้นเวลาที่ต้องแยกจากกัน มันจะทำให้เจ้าเสียน้ำตาทุกคราไป…” ชายชราตำหนิเล็กน้อย ก่อนจะส่ายศีรษะถอนหายใจ

ไม่นานก็มีชายชราอีกคนหนึ่งแต่งกายคล้ายบัณฑิต สืบเท้าออกมาจากโรงเรือนที่ดูซอมซ่อ…

“ลมอะไร หอมเจ้ามาถึงมณฑลรกร้างห่างไกลเช่นนี้? เตียมู่หยง”

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่พบกันนานเลยนะ เหยาหมิง…” เตียมู่หยง หัวเราะเบา ๆ ดีใจเมื่อได้พบสหายที่จากกันไปนาน

“เลิกเรียกข้าด้วยนามนั้นได้แล้ว… คนที่นี่ต่างเรียกข้าว่า เหล่าซือ” จากสีหน้าแล้ว ดูเหมือนชายชราจะไม่ชื่นชอบให้เรียกขานนามเดิมของตนนัก

“ใครจะเรียกอย่างไรก็ช่างหัวมันปะไร… อย่างไรข้าก็จะเรียกเจ้าว่า เหยาหมิง!!” เตียมู่หยง ยิ้มเยาะชอบใจ

ชายชราเหยาหมิง ถอนหายใจแรง…

“เข้ามาข้างในก่อน…”

ด้านนอกเรือนแม้จะดูซอมซ่อ หากแต่เรือนด้านในค่อนข้างกว้างขวาง ประหนึ่งว่าใช้รองรับคนหมู่มาก ทว่าภายในเรือนหาได้มีของล้ำค่าอันใด นอกเหนือจากตำรามากมายที่กองสุมกัน ณ มุมห้อง… และโต๊ะไม้เก่า ๆ หลายสิบตัวที่เรียงราย

เตียมู่หยง หันมองไปรอบ ๆ พิจารณาพลางขมวดคิ้ว…

“บอกตามตรงว่า ข้าแทบมิอยากจะเชื่อว่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน กลับสละซึ่งชื่อเสียงเงินทองและทุกสิ่ง เพื่อมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในสถานที่รกร้าง ที่แม้แต่ทางการยังมิอยากเข้ามายุ่มย่ามเช่นนี้…”

เหยาหมิง ทอดถอนหายใจ…

“ผู้ยิ่งใหญ่อะไรกัน… เลิกนำอดีตมากล่าวได้แล้ว แม้ว่าข้าจะดีใจที่เจ้ามาเยี่ยมเยือน แต่ข้าก็หนักใจเช่นกันที่เจ้าตามหาข้าพบ ข้าหรืออุตส่าห์ทิ้งนามเดิม ถอนตัวจากยุทธภพร่วม 30 ปี หลบมาหาความสงบถึงที่นี่ หวังก็แต่ว่าเจ้าจะไม่นำความวุ่นวายมาให้ข้า…”

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! พูดอะไรเช่นนั้นเล่า? ข้านั้นรู้มาเนิ่นนานแล้ว ว่าเจ้าอยู่ละแวกนี้ เพียงแต่ข้าไม่อยากเข้ามาขัดความสงบของเจ้าเสียมากกว่า เลยมิได้แวะมาเยี่ยมเยือน… ครั้งนี้ข้ามีเหตุให้มารับตัวหลานสาวที่พลัดพรากไป… ผ่านมาละแวกนี้ จึงนึกถึงเจ้าขึ้นมา หาได้มีเหตุวุ่นวายอันใด นำมามอบให้เจ้า…” เตียมู่หยง กล่าวอธิบาย

สองชายชรา พูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันสักระยะ

โครม!

เสียงตำราที่กองสุมอยู่มุมห้องร่วงหล่น… จู่ ๆ ก็มี เด็กหนุ่ม ผู้หนึ่งโผล่ศีรษะออกมาจากกองหนังสือตำราเหล่านั้น…

“ซุน!! ไม่เห็นหรือว่าข้ามีแขก? แล้วนี่เหตุใดเจ้ามานอนอยู่ที่นี่!!” เหยาหมิง เค้นเสียงดุ

“ขออภัย เหล่าซือ… พอดีว่าเมื่อคืนข้าอ่านตำราเพลินไปหน่อย จึงเผลอหลับไป” ซุน กล่าวพลางเกาศีรษะเบา ๆ ก่อนจะรีบเก็บเรียงตำราที่ร่วงหล่น หยิบคว้าไปสองเล่มเหน็บข้างตัว หมอบคลานออกไปจากห้อง อย่างสุภาพมิกล้ายืดหลังตรง

เหยาหมิง ถอนหายใจพลางส่ายศีรษะ…

เตียมู่หยง พิจารณาเด็กหนุ่ม นามว่า ซุน อย่างละเอียดผ่านสายตา ก่อนจะตวัดปลายนิ้วเบา ๆ ออกไป เกิดแรงลมพลิ้วไหวชั่ววูบ… ทำให้ ซุน เสียหลัก หน้าทิ่มลงกับพื้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นหันมองซ้ายขวาด้วยสีหน้างุนงง และจ้ำเท้าจากไป

เตียมู่หยง ขมวดคิ้วเล็กน้อย…

“ไม่มีพื้นฐานลมปราณ? เจ้าเด็กคนนั้นดูร่างกายกำยำล่ำสัน คล้ายว่าฝึกฝนร่างกายเป็นอย่างดี เหตุใดจึงไร้พื้นฐานปราณ? เหยาหมิง เจ้าเด็กนั่นเป็นพวกไร้ตันเถียน งั้นหรือ?”

ชายชรากลับส่ายหน้าเบา ๆ

“เปล่า… เพียงแค่ข้ามิได้ให้ ซุน มันฝึกฝนพื้นฐานลมปราณเท่านั้นเอง…”

“เพราะอะไร?” เตียมู่หยง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น

“เจ้าก็น่าจะทราบดี ว่าในยุทธภพมันโหดร้ายเพียงใด? ข้าถอนตัวออกมาก็เพราะสิ่งนั่น แล้วเหตุใดข้าต้องสนับสนุนให้ เด็กดี ๆ คนหนึ่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน? ในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อครั้งอดีต ต่อให้ไม่มีพื้นฐานลมปราณ ก็ยังสามารถใช้กฎหมายเพื่อปกป้องตนเองได้ ขอเพียงมีภูมิความรู้ที่มากเพียงพอ ก็ไม่มีทางถูกเอารัดเอาเปรียบ

ข้าตั้งใจจะสอนสั่งให้ ซุน สอบเข้าราชการรับใช้แผ่นดิน… โลกใบนี้แบ่งแยกคนทั่วไปและผู้ฝึกตนอย่างชัดเจน ข้าต้องการให้ ซุน อยู่ในโลกของคนทั่วไปเท่านั้น…” เหยาหมิง อธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“หึหึ… มิใช่ว่าเป็นเพราะเจ้านั่น โง่เขลา มิอาจเข้าถึงการฝึกตนกระมัง? ท่านเลยหาเหตุผลกล่าวอ้าง มิให้มันเดินในเส้นทางของผู้ฝึกตน…” เตียมู่หยง กล่าวเหน็บแนมเล็กน้อย พลางยกจอกสุรา

แต่ทว่า ใบหน้าของ เหยาหมิง กลับเคร่งขรึมขึ้นโดยพลัน…

“ผิดถนัดเลย… เจ้าเด็กนั่น มันเป็นอัจฉริยะไร้คู่เปรียบด้วยซ้ำไป ที่ข้าไม่ให้มันเดินในเส้นทางการฝึกตน เป็นเพราะเจ้าเด็กนั่นมีความสามารถที่น่ากลัวเกินไป จะเป็นภัยแก่ตัวมันเอง หากเข้าสู่ยุทธภพ”

เตียมู่หยง ถึงกับถือจอกชา แข็งค้างไปชั่วขณะ… นับแต่รู้จักกันมาร่วมร้อยปี เหยาหมิง ไม่เคยชื่นชมผู้ใดว่าเป็นอัจฉริยะมาก่อน ทำให้ เตียมู่หยง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามต่อ…

“ว่าแต่เจ้าเด็กนั่นมันแซ่อะไร เหตุใดจึงเรียกมันเพียงแค่ ซุน”

“มันไม่มีแซ่อะไรทั้งสิ้น มีเพียงนามว่า ซุน…”

คำตอบของ เหยาหมิง ยิ่งสร้างความประหลาดใจให้กับ เตียมู่หยง มากยิ่งขึ้น… บีบบังคับรบเร้าอยู่เนิ่นนาน กว่าที่ เหยาหมิง จะยอมเอ่ยปากถึงที่มาของ เด็กหนุ่มปริศนาผู้นี้…

“ราตรีแม้มืดมิดหากแต่ยังมีดวงดาวที่ส่องประกายฉันใด… ดินแดนรกร้างไร้กฎหมาย ย่อมต้องมีเพชรเม็ดงามแอบซ่อนอยู่ฉันนั้น… ด้วยความเชื่อในส่วนนี้ ข้าจึงตัดสินใจมาเป็น เหล่าซือ เปิดสถานศึกษา คอยพร่ำสอนผู้เยาว์ด้อยโอกาสให้ได้รู้หนังสือ คาดหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนดินแดนที่ไร้กฎหมาย ให้มีความหวังในอนาคต

เมื่อ 2 ปีก่อน ในสลัมของหมู่บ้านลำดับที่ 6 ข้าได้เผลอตัวทำถุงเงินหล่นร่วง… และ ซุน คือผู้ที่เก็บมันขึ้นมาได้ แต่แทนที่เด็กหนุ่มซอมซ่อ ที่แต่งกายแปลกประหลาดผู้หนึ่งจะแอบซ่อนถุงเงินเอาไว้ เพื่อไว้จับจ่ายยกระดับให้พ้นจากความทุกข์ยาก

เจ้านั่นกลับติดตามหาข้าจนพบ เพื่อคืนถุงเงินนั่น!! ในเวลานั้น ข้าสัมผัสได้ถึงบางอย่างในตัวของ เด็กหนุ่ม ผู้นี้ จึงพยายามสอบถามที่มาของมัน ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร หากแต่มันไม่มีแม้กระทั่ง ป้ายสำมะโนครัว เพื่อใช้ยืนยัน… อีกทั้งยังคล้ายว่าไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่ข้ากล่าวขึ้น จนคราแรกข้ายังคิดว่าเด็กผู้นี้หูหนวกเป็นใบ้เสียด้วยซ้ำ…

ด้วยความเวทนา ข้าจึงรับมันมาเลี้ยงดู เพื่อเป็นเด็กรับใช้ในสถานศึกษาแห่งนี้ คราแรกข้าก็พยายามหาความผิดปกติด้านการฟังและการพูดของเด็กนั่น แต่ก็ไม่พบว่ามีปัญหาอะไร ข้าจึงต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการสื่อสารในช่วงแรก ๆ

จวบจนผ่านไป 3 เดือน… เช้าวันหนึ่ง ซุน เดินเข้ามาพูดประโยคแรกกับข้าว่า “ขอบคุณ เหล่าซือ” ท่านรู้หรือไม่ ว่ามันมีความหมายอย่างไร? แท้ที่จริงแล้วเจ้าเด็กคนนั้นหาได้พิกลพิการ หากแต่มันไม่เข้าภาษาที่พวกเราพูดคุยกัน และได้ใช้เวลาเพียงแค่ 3 เดือนเพื่อที่จะเรียนรู้จากข้า…”

เตียมู่หยง เบิกตากว้างตกตะลึง…

“ไม่เพียงเท่านั้น… อีก 3 เดือนต่อมา ซุน สามารถขีดเขียนตัวอักษร อ่านตำราเรียน หรือแม้แต่ขับบทกลอนที่สละสลวยออกมาได้ ผ่านการเรียนรู้ในเวลาอันสั้น แทบจะทุกวันที่ ซุน ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจกับความเร็วในการเรียนรู้เหล่านั้น

แต่เมื่อถามถึงที่มา ก็ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ นอกเหนือจากชื่อที่มีเพียง ซุน ไม่มีแซ่… ข้าพยายามสอบถามกับชาวบ้านในสลัมที่พบเจอ ซุน ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้ ประหนึ่งว่า จู่ ๆ มันก็ปรากฏตัวขึ้นโดยไร้ที่มา พร้อมกับสวมใส่อาภรณ์ที่แปลกประหลาด…” เหยาหมิง กล่าวอธิบายออกรสออกชาด เห็นได้ชัดว่ามีความภาคภูมิใจแฝงไว้

เตียมู่หยง แสดงสีหน้าครุ่นคิด…

“หากเป็นดังที่ท่านว่ามา ก็ช่างน่าสนใจจริง ๆ ไม่รู้ว่าเด็กนั่น มาจากชาติพันธุ์ที่ยังแอบซ่อนตัวอยู่ภายในป่าเขาลึก ณ ที่แห่งใด ถึงได้ไม่เข้าใจในภาษาพวกเราในคราแรก… แต่หากมองอีกด้าน เจ้าเด็กนั่นมันอาจจะมีพื้นฐานเหล่านี้อยู่แล้วก็เป็นได้ ช่วงแรกเพียงแค่แสร้งว่าไม่รู้ เพื่อให้ท่านประหลาดใจภายหลัง เฉกเช่นที่อัจฉริยะจอมปลอมหลาย ๆ คนมักกระทำ…”

“คราแรก ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเจ้านั่นแหละ… วันหนึ่งข้าจึงได้นำ หมากล้อม มาสอน ซุน ให้มันเล่น หมากล้อม มีที่มาจากทวีปมังกรฟ้า ดังนั้นในดินแดนรกร้างห่างไกลในทวีปพยัคฆ์ขาว หากมิใช่ผู้ชรา หรือชนชั้นบุตรขุนนาง ก็คงเล่นหมากล้อมนี้ไม่เป็น

ซุน เองก็เช่นกัน กระทั่งการจับตัวหมากยังทำได้ผิดวิธี… ทว่า กลับใช้เวลาเพียงวันเดียวในการเรียนรู้ ซ้ำร้าย! ในอีกหนึ่งเดือนต่อมา ซุน กลับฝึกฝนหมากล้อม จนสามารถเอาชนะข้าได้…” เหยาหมิง กล่าวพลางปริยิ้ม

“อะไรนะ!! เอาชนะท่านที่เคยมีชื่อเสียงเลืองลือในการวางหมากเนี่ยนะ!!” ครั้งนี้ เตียมู่หยง ดูจะมีท่าทีตกตะลึงอย่างแท้จริง

เหยาหมิง พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม…

ทำให้ เตียมู่หยง อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นจากการสนทนา…

“ท่านเอ่ยปากถึงเพียงนี้ เห็นทีข้าชักอยากทดสอบเจ้าเด็กนั่นเสียหน่อยแล้ว…”

“ด้วยวิธีใด?” เหยาหมิง เอ่ยถามพลางหดนัยน์ตาแคบ

มุมปากของ เตียมู่หยง เผยอขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกกระบี่ชูขึ้น…

“ด้วยสิ่งนี้…”

………………………………………………………

ยังมีช่องทางอื่น ๆ ในการติดตามนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

1.ทาง กวีบุ๊ค >>>Kawebook

2.ทาง ฟิคชั่นล็อก >>>Fictionlog

อัพเดทข่าวสารได้ที่ Facebook อสูรมังกรฟ้า

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...