โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

Soul Sound Sin

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 ก.พ. 2567 เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2567 เวลา 03.51 น. • ณัฐณรา
มันฆ่า มันล่า… และมันเล่า ราวกับการปลิดชีวิตเหยื่อคือการช่วยเหลือสังคม มันหลบมันซ่อน มันยิ้มเยาะในเงามืด โดยไม่รู้ว่ามันกำลังถูกจับตาและรู้ทุกความคิดในสมองมัน โดยผู้หญิงธรรมดาที่พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว

ข้อมูลเบื้องต้น

มันฆ่า… มันล่า… และมันเล่า

ราวกับการปลิดชีวิตเหยื่อคือการช่วยเหลือสังคม

มันหลบ มันซ่อน มันยิ้มเยาะในเงามืด

โดยไม่รู้ว่ามันกำลังถูกจับตาและรู้ทุกความคิดในสมองมัน

โดยผู้หญิงธรรมดา… ที่พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว

มันฆ่า มันล่า… และมันเล่า ราวกับการปลิดชีวิตเหยื่อคือการช่วยเหลือสังคม มันหลบมันซ่อน มันยิ้มเยาะในเงามืด โดยไม่รู้ว่ามันกำลังถูกจับตาและรู้ทุกความคิดในสมองมัน โดยผู้หญิงธรรมดาที่พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว

วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่อนุญาตให้ผู้ใด ทำไปดัดแปลง ทำซ้ำ หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต มิเช่นนั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาโดยไม่มีการเจรจาไกล่เกลี่ยจากเจ้าของลิขสิทธิ์

วรรณกรรมเรื่องนี้สร้างจากจินตนาการของผู้เขียน สถานที่ ชื่อ เหตุการณ์หากมีการพ้องหรือตรงกับผู้ใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้สร้างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่แต่งเสริมเติมอรรถรสเพื่อความสนุกและสมจริงเท่านั้น

ณัฐณรา

การตายที่เริ่มขึ้น

การตายที่เริ่มขึ้น

ซินได้รับข้อความจากแม่ว่าเย็นนี้ไม่ต้องกลับมาบ้าน เด็กสาวสงสัยเป็นอย่างมาก ปรกติแล้วแม่จะดีอกดีใจที่สุดเวลาเธอกลับบ้าน เพราะนานๆทีซินจะสามารถปลีกตัวจากงานกลับมาบ้านได้ เธอลองส่งข้อความถาม แต่แม่ไม่อ่าน นี่ยิ่งแปลกไปใหญ่ เธอนิ่งคิดอยู่ไม่นานมือที่วางทาบบนกล่องขนมเค้กที่วางบนตักเริ่มสั่นเล็กน้อย ซินกดเบอร์โทรออกทันที เป็นเบอร์ฉุกเฉินหาตำรวจ แต่ว่าพอเธอบอกว่าให้ไปที่บ้านซึ่งกำลังเกิดเหตุการณ์อันตรายขึ้น ทางตำรวจถามกลับเธอมาว่ารู้ได้ยังไง และพอเธออธิบายเหตุผล ตำรวจก็น้ำเสียงเปลี่ยนจากกระตือรือร้นเป็นเนิบเนือย

“แม่หนู แค่นี้งานเราก็ยุ่งอยู่แล้ว แค่แม่บอกว่าอย่ากลับบ้าน เราก็สันนิษฐานไปใหญ่โต พวกเราไม่ว่างเล่นด้วยหรอกนะ”

ก่อนจะวางสายไป ซินกำโทรศัพท์แน่น พอรถบัสจอดที่สถานี เธอแทบโจนลงจากรถ กล่องขนมเค้กกลิ้งอยู่ตรงที่วางเท้า หน้าขนมเค้กเละเทะจนคนที่นั่งข้างเธอมาตลอดทางมองแล้วบ่นเสียดายออกมา เธอวิ่งแล้วก็วิ่ง วิ่งบนเส้นทางที่แสนคุ้นเคย ผ่านร้านขายของที่เคยจูงมือกับแม่แวะซื้อไอศกรีมกินระหว่างรอรถโรงเรียนมารับ วิ่งผ่านต้นไม้ที่เธอกับพ่อชอบมานั่งหลบแดด หลังทั้งคู่ออกไปซื้อของด้วยกัน วิ่งขึ้นบันไดที่พี่สาวเธอมักจะบ่นทุกครั้งเพราะมันมีตั้งสี่สิบสองขั้น กว่าจะถึงบ้านเธอด้านบน ซินวิ่งจนเจ็บแปลบบริเวณซี่โครง ก่อนจะหยุดที่หน้าประตูขนาดเล็ก มองมันที่ปิดไม่สนิท เธอผลักเบาๆ เดินตามทางโรยด้วยก้อนกรวดที่พ่อบรรจงเทมันลงไปเองแล้วมักชอบชวนให้ทุกคนออกมาดูอย่างภูมิใจ แถมยังบอกอย่าโอ่ๆว่า ให้ถอดรองเท้าเดินบนทางเส้นนี้ มันจะช่วยนวดฝ่าเท้าและทำให้เราทุกคนสุขภาพดีขึ้น

ซินมองประตูบ้านที่ปิดสนิทและล็อคด้านใน เธอมือสั่นขณะใช้กุญแจที่คล้องกับสร้อยคอไว้เสมอ ไขเปิดมันออก กลิ่นที่คลุ้งออกมาปะทะจมูก ไม่ใช่กลิ่นซุปที่แม่ชอบทำตอนรู้ว่าซินจะกลับเข้ามา แต่เป็นอีกกลิ่นที่เธอคุ้นเคย กลิ่นคาวของเลือด มันต้องมากมายแค่ไหน กลิ่นถึงได้รุนแรงขนาดนี้ ซินกัดปากแน่น มือกำหมัดให้ปลายของกุญแจโผล่ออกมา ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน เดินไปเพียงสาวสี่ก้าว คนข้างในก็รู้ว่ามี ‘เหยื่อ’เพิ่ม ซินปรายตามองครัวแล้วก็เห็นหม้อที่เดือดจนน้ำซุปล้นออกมา ซินสูดลมหายใจเข้าอกลึกๆข่มความรู้สึกทั้งหมดไว้ แล้วก็ขยับตัวอย่างรวดเร็วเมื่อรู้สึกถึงฝีเท้าจนและเสียงของเนื้อผ้าขยับตามการเคลื่อนไหวของคนสวมใส่จากด้านขวา ซินเอียงตัวหลบแขนที่พุ่งมาวูบเดียวก็อยู่ตรงหน้าของมัน เธอจ้องดวงตามัน เห็นเงาสะท้อนของเธอจากดวงตามัน ซินที่กำหมัดใช้กุญแจบ้านเป็นอาวุธ กระแทกต่อยเข้าเบ้าตามันเต็มแรงและหวังผล

ใช่ มันได้ผล มันกุมดวงตาที่กุญแจคาอยู่แล้วร้องอย่างเจ็บปวด ทว่าไม่นานก็สะอึกและเงียบลงเพราะมีดที่ปาดตรงลำคออย่างรวดเร็ว มันลดมือกุมลำคอก่อนจะหันไปมองคนที่ปาดคอตัวเองอย่างตกใจและไม่คาดคิด ซินถอยหลัง มองมันอีกคนที่เช็ดมีดกับแขนเสื้อ มันตัวสูงกว่าเธอมาก รูปร่างผอมกว่า สูงกว่าอีกคนที่ตัวเองฆ่าตาย

เลือดเย็น ต่อกรด้วยยาก ฉลาดกว่าและน่าจะเกินแรงเธอสู้ไหว ซินมองมันด้วยดวงตาเยียบเย็น

“สวัสดี นี่คงเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้านสินะ” มันถามเธอ

เธอไม่ตอบ รู้ว่าเป็นการจงใจทำให้เธอหวั่นไหวและไขว้เขว เธอมองมีดในมือมันก่อนจะขยับเท้าไปด้านหลัง ประเมินอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ลงมือฆ่าคนที่มาด้วยกัน ทฤษฎีสมคบคิดในหัวบอกว่ามันตรงหน้าเธอคือบอสที่มีอำนาจที่สุดในทีม ใช่… ในทีม เพราะหลังมันยังมีผู้ชายในชุดสีเข้มอีกสองคนอยู่ ทั้งคู่ล็อกคอแม่เธอกับพี่สาวไว้ …

พ่อ… เธอเห็นปลายเท้าอีกฝ่ายที่พื้น กลิ่นคาวเลือดคงมาจากพ่อ… ซินกัดกระพุ้งแก้มเต็มแรงให้ตัวเองมีสติ แม่กับพี่ยังมีลมหายใจ ยังมีโอกาสรอด

“เชือดทิ้ง”

เสียงสั่นนั่นเย็นชาและเหมือนคนเดินเข้าไปสั่งชาร้อนสักถ้วยในคาเฟ่ สิ้นคำสั่งของอีกฝ่าย ปลายมีดก็เตรียมจะปาดบนลำคอของแม่กับพี่สาว

“อย่า”

นั่นเองที่ทำให้ซินตะโกนเสียงดังห้ามไว้และทำให้บอสของมันกำมือยกขึ้น ห้ามสองคนด้านหลังไม่ให้ฆ่าพี่สาวกับแม่เธอ ซินมองอีกฝ่ายมันเอียงคอมองเธอก่อนจะหรี่ตา

“เธอ… เสียงเพราะมาก”

มันมองซินก่อนจะลดมือลง

“ฉันไม่เคยได้ยินเสียงที่เพราะอย่างนี้มาก่อนเลย”

ซินมองอีกฝ่าย แม่เธอที่ถูกปิดปากไว้น้ำตาไหลพราก มองเธออย่างเสียใจและเจ็บปวด เธอสบตากับแม่แล้วเบือนสายตามองพี่สาว ก่อนจะยิ้มให้ทั้งคู่ ขยับปากพูดเสียงเบา

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”

“ไม่เป็นไรแล้วค่ะคุณหมอ ตอนนี้พี่รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”

“จากที่คุยกันครั้งก่อน หมอว่าคุณจอยดีขึ้นมากแล้วจริงๆครับ การพาตัวเองออกจากพื้นที่เก่าๆ เป็นก้าวแรกของการทำให้คุณจอยมีความทุกข์น้อยลง มีความสุขมากขึ้น จากที่คุณจอยเล่ามา หมอว่าคุณจอยกำลังก้าวออกจากหลุมดำในใจ หมออยากให้คุณจอยก้าวเพิ่มอีกก้าวได้ไหมครับ เวลาที่คุณจอยบอกว่าได้ยินเสียงเพลงที่เคยฟังกับสามีแล้วคิดถึงเขาจนร้องไห้ หมอขอให้เปลี่ยนภาพจำนั้นเป็นภาพตอนคุณจอยกับสามีมีความสุขด้วยกันแทนได้ไหมครับ ภาพที่เขายิ้มให้ ภาพที่คุณจอยคิดถึงแล้วสามารถยิ้มตาม คิดถึงความทรงจำดีๆ แล้วเปลี่ยนมันเป็นความสุข ความคิดถึงไม่จำเป็นต้องลืมครับ คุณจอยไม่ต้องลืมสามี คุณจอยแค่พยายามจำความสุขที่มีด้วยกัน แล้วเปลี่ยนให้เป็นความสุขที่ได้คิดถึงคนที่เรารัก แทนความเสียใจจนต้องร้องไห้ออกมา”

ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าปีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามของโต๊ะทำงานเอ่ยช้าๆ เสียงเขาค่อนข้างนุ่มนวลและมีการทิ้งช่วงเป็นจังหวะจะโคน ทำให้คนฟังที่นั่งตรงกันข้ามอดน้ำตาซึมไม่ได้ เขาเลื่อนกล่องกระดาษทิชชู่สีฟ้าอ่อนให้ แล้วยิ้ม

“สามีคุณจอย ไม่ได้จากไปไหนนะครับคุณจอย หมออยากให้คุณจอยรู้ว่าเขายังอยู่กับคุณจอยเสมอ ในนี้” มือขาวสะอาดและตัดเล็บสั้นยกขึ้นทาบตรงหน้าอกข้างซ้ายของตนเอง คนไข้วัยสี่สิบกว่าปียกมือขึ้นทาบบริเวณหัวใจตัวเองบ้าง

“เขาอยู่ในความทรงจำ ในหัวใจคุณจอย ถ้าคุณจอยจมอยู่แต่กับความเสียใจ ร้องไห้ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงสำคัญของเขากับคุณ เขาจะไม่ได้อยู่ในหัวใจคุณจอยแต่อยู่ในนี้” คุณหมอยกมือชี้ที่สมอง “และถ้าคุณจอยร้องไห้ หดหู่ และรู้สึกแย่ทุกครั้งที่มีสิ่งกระตุ้นให้คิดถึงเขา ก็เท่ากับเขากำลังทำร้ายคุณจอยอยู่ สามีคุณจอย… ไม่เคยทำร้ายคุณจอยตอนมีชีวิต และเขาก็ไม่อยากจะทำร้ายคุณจอยเพราะการจากไปของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอกครับ”

คนไข้ขอบตาแดงเรื่อ ก่อนจะร้องไห้ออกมาแล้วพยักหน้า

“หมอจะขอลดยาที่ทานตอนห้าโมงเย็นออกนะครับ แล้วก็ช่วงนี้คุณจอยยังนอนหลับยากเหมือนเดิมไหมครับ”

“ค่ะ”

“หมอจะคงยานอนหลับตัวเดิมไว้ แต่หมออยากให้คุณจอยค่อยๆลองลดปริมาณยาลง เพราะการกินยานอนหลับมันจะทำให้เราหลับเองไม่ได้ในระยะยาว ตอนนี้คุณจอยไม่เครียดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว หมออยากให้คุณจอยทำจิตใจให้เบิกบาน แล้วเปลี่ยนให้เพลงบทนั้นสร้างรอยยิ้มให้คุณจอยเวลานึกถึงสามีแทนน้ำตานะครับ ก่อนนอนหากิจกรรมทำอย่างอ่านหนังสือ หรืองานฝีมือ”

“ใช่ค่ะ พี่ชอบถักไหมพรม สามีพี่ก็ใช้ผ้าพันคอที่พี่ถักให้ตอนเข้าหน้าหนาว พี่จะถักให้แกทุกปี” ดวงตาของหญิงตรงหน้าเริ่มมีน้ำตาอีก

อชิระมองนางแล้วก็เอ่ยเสียงอ่อน “ถ้าอย่างนั้นก็ถักหมวกไหมพรมให้เณรดีไหมครับ ทำไว้เยอะๆ ทำเวลาว่างก่อนนอนสักหนึ่งชั่วโมง แล้วพอเสร็จแล้ว คุณจอยก็เอาไปให้เณรตัวเล็กๆที่วัด หรือจะเป็นผ้าพันคอก็ได้”

คนไข้ของเขาพยักหน้า หยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดน้ำตาแล้วก็มองเขาก่อนจะยิ้ม “ค่ะ”

“เจอกันครั้งหน้า ถ้าได้คุยกัน หมออยากเห็นรอยยิ้มของคุณจอยนะครับ ขอรอยยิ้มมากกว่าเจอกันครั้งนี้”

“ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น เราเจอกันอีกที เดือนหน้านะครับ” อชิระหยิบปฏิทินขนาดเล็กมาดู ในช่องแต่ละวันของหนึ่งสัปดาห์ มีตัวอักษรลายมือเรียบร้อยเป็นระเบียบเขียนเรียงกันไว้ เขาชี้วันในนั้นให้คนไข้ดู พออีกฝ่ายพยักหน้า เขาก็หยิบปากกามาเขียนลงไป ไม่นานนัก คนไข้รายนี้ก็ลาเขาแล้วเดินออกจากห้องทำงานของเขาไป ชายหนุ่มวางปฏิทินลง เขียนใบสั่งยาแล้วก็เคาะประตูด้านหลังเก้าอี้เขาซึ่งเป็นประตูเปิดไปยังด้านหน้าเค้าท์เตอร์ของคลินิกได้ ผู้ช่วยเขารับใบสั่งยาไป ก่อนจะบอกเสียงอ่อน

“คนต่อไปเลยไหมคะคุณหมอ” พอเห็นอชิระยกมือนวดสันจมูก ก็อดถามอย่างห่วงใยไม่ได้ “หรือจะพักดื่มกาแฟหรือน้ำก่อนสักห้านาทีคะ”

คนไข้สามารถนั่งรอตรงโซฟาตัวใหญ่หนานุ่มได้ ห้านาทีให้คุณหมอพักสักครู่ คงไม่เป็นไรมั้ง ผู้ช่วยวัยยี่สิบต้นๆคิดเอง

“ไม่เป็นไร เชิญคนต่อไปเลย ห้านาทีของพวกเขา ยาวนานกว่าห้านาทีของเรา”

อชิระลดมือลง เสียงที่กึ่งเตือนกึ่งบอกเล่านั้นทำให้ผู้ช่วยเขาหน้าจ๋อยลง รับคำเสียงเบาแล้วปิดประตูลง อชิระหันไปทางประตู แล้วก็ขยับตัวนั่งให้เรียบร้อยก่อนจะพูดเสียงทุ้มเมื่อบานประตูเปิดแล้วชายวัยรุ่นคนหนึ่งเดินเข้ามา

“สวัสดีครับ”

คนไข้รายสุดท้ายที่มีนัดคือตอนสองทุ่ม ดังนั้นกว่าอชิระจะออกมาจากห้องของเขาก็ตอนสามทุ่ม เกินเวลาปิดตามปกติไปมาก ชายหนุ่มเดินไปด้านในของคลินิกซึ่งมีห้องน้ำอยู่ เขาปลดกระดุมแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นก่อนจะพับมันให้สูงแล้วเปิดน้ำล้างหน้า ไล่ความอ่อนล้าของตัวเอง ชายหนุ่มหยิบผ้าขนหนูผืนใหม่เอี่ยมที่วางซ้อนในตะกร้าหวายมาเช็ดหน้า กลิ่นมันหอมอ่อนๆจนต้องซบหน้ากับผ้าผืนนั้นนานอีกนิด พอเงยหน้าขึ้นมองกระจก ภาพสะท้อนก็คือใบหน้าที่สะอาดตา ดวงตายาวเรียวใต้คิ้วหนา และจมูกที่โด่งเป็นสัน เข้ากับริมฝีปากหยักบาง เขาไม่ใช่คนหล่อเหลา แต่ว่าเป็นคนที่ดึงดูดให้คนหันมามองได้เป็นครั้งที่สองเพราะความสะอาดสะอ้านของหน้าตา บวกกับมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับเขายิ้มอยู่เสมอ ส่งผลให้ใบหน้าเขาดูเป็นคนใจดี ซึ่งบุคลิกเหล่านี้หล่อหลอมมาด้วยอาชีพและประสบการณ์ในการเป็นจิตแพทย์ด้วย อชิระถอนหายใจเบาๆ เขาไม่ได้ประจำอยู่โรงพยาบาลแต่เปิดคลินิกที่ตึกในกลางเมือง ชั้นสองมีห้องพักของผู้ช่วยและแม่บ้าน แต่เขาเองพักแยกในบ้านส่วนตัวซึ่งต้องขับรถออกไปจากตัวเมืองอีกราวยี่สิบนาที

เพราะทั้งวันเขานั่งรับฟังปัญหาของคนไข้ ตอนนี้เขาต้องรับฟังเสียงท้องตัวเองร้องโครกครากอย่างช่วยไม่ได้ คุณหมอผู้มีหน้าที่รักษาจิตใจคนอื่น แต่ไม่ค่อยรักษาเวลากินอาหารให้ตรงเวลาอดนิ่วหน้าไม่ได้ ตอนเดินเข้าไปหยิบกระเป๋าแล้วเตรียมจะกลับบ้าน ผู้ช่วยกับแม่บ้านกำลังเก็บข้าวของให้เรียบร้อยเช่นกัน แม่บ้านทำงานกับเขามาตั้งแต่เปิดคลินิกใหม่ๆ เลยรู้ใจเขามากกว่าผู้ช่วยที่เพิ่งมาทำงานได้สี่ห้าเดือน นางหยิบขนมเค้กชิ้นเล็กที่ซื้อมาวางให้คนไข้หยิบกินประทังเวลารอเข้าพบคุณหมอให้เขา แล้วก็บอกว่า

“มีนมกล่องนะคะ คุณหมอจะเอาไหมคะ ป้าจะไปหยิบให้”

“ไม่เป็นไรครับ” อชิระยิ้มจนดวงตาหยีลงเป็นรูปพระจันทร์คว่ำ เขาชูห่อขนมที่อีกฝ่ายส่งให้แล้วก็พูดสัพยอก “แค่นี้ก็อิ่มอกอิ่มใจแล้วครับ”

“…” ป้าแม่บ้านยิ้ม นางก้มลงทำงานของตัวเองต่อ ส่วนผู้ช่วยสาวนั้นมองรอยยิ้มของคุณหมอแล้วหน้าเจือสีชมพูระเรื่ออย่างเขินอาย

“สวัสดีครับ” อชิระพูดแล้วเดินออกจากประตูกระจกบานหนาไป เขาจอดรถตรงลานจอดรถด้านใน ต้องเดินเข้าไปราวสิบเมตร ขณะคิดในใจว่าจะแวะซื้ออาหารจากร้านขายอาหารตามสั่งเข้าบ้าน หรือกินแค่ขนมชิ้นเล็กรองท้องแล้วค่อยไปหาอะไรในบ้านกินเองดี โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มมองเบอร์ที่บันทึกชื่อไว้แล้วยิ้ม เขารับสายพลางเปิดประตูขึ้นรถ

“สวัสดีครับ ความคิดถึงรับสายครับ”

ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นอีกแล้วเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน “ครับคุณแม่ ผมเพิ่งออกมาจากคลินิก กำลังจะกลับบ้าน”

ปลายสายน่าจะพูดอะไรยาวเหยียดทำนองบ่น ทว่าอชิระกลับหัวเราะเสียงเบา “ครับ ได้ครับ ผมไม่กินอาหารตามสั่งที่ใส่ผงชูรส จะแวะไปกินแกงส้มไข่ปลาของคุณแม่ภายในสิบนาทีนี้เลยครับ คุณแม่เจียวไข่ใส่ต้นหอมเยอะๆรอผมไว้เลย”

เขายิ้มก่อนจะวางสายแล้วขึ้นรถ แล้วขับรถออกมา ทว่าไม่ทันได้หักพวงมาลัยพารถออกถนนใหญ่ รถอีกคันก็ขับเข้ามาในลานจอดรถอย่างรวดเร็ว เร็วจนเฉี่ยวเข้ากับรถเขาเข้าอย่างจัง พนักงานที่ดูแลลานจอดรถรีบวิ่งออกมา อชิระขมวดคิ้ว เขามีนัดกินข้าวเย็นกับแม่ นี่ต้องไปช้าอีก…

“เป็นอะไรไหมครับคุณหมอ” พนักงานถามเขาที่ลดกระจกลงก่อน

“ไม่เป็นไรแน่นะ”

คนที่เดินมาพร้อมกับถอดหมวกกันน็อคออกถาม เขาดูสภาพรถมอเตอร์ไซค์ที่หมุนคว้างไปอัดกับขอบสนามแล้วก็มองคนที่ลุกจากพื้น ขนแขนลุกและใจหายอย่างช่วยไม่ได้เมื่อนึกภาพว่าถ้าคนขี่ดีดตัวทิ้งรถไม่ทัน ป่านนี้สมองคงเละ แขนขาคงหักเป็นท่อนๆและนอนรอให้คนหามไปห้องเก็บศพแล้ว เสียงคัทดังลั่น พร้อมกับทีมงานของกองถ่ายกรูมาดู

“เป็นไรหรือเปล่าน้อง”
คนที่ลุกขึ้นถอดหมวกกันน็อกออก เขาตัดผมสกินเฮด มีแผลเป็นตรงหางตา หัวคิ้วและตรงปลายคาง เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นนานแล้วและหมอคงเย็บไม่ดีพอมันจะพอจะมองเห็นรอยตะเข็บจางๆ เขายิ้มตาหยี ทั้งที่รู้สึกร้าวไปทั้งตัว

“ไม่เป็นไรครับ”

“แน่ใจนะ”

ทีมงานถาม เขาไม่อยากมีปัญหาอย่างสตั๊นท์แมนตายขณะถ่ายทำหนังที่อีพระเอกประกาศกร้าวว่าจะเล่นเองทุกฉาก เพราะถ้าหมอนี่ตายก็ต้องเป็นเรื่องแน่และทุกคนในประเทศจะรู้ทันที ว่าพระเอกหนังที่พวกเขากำลังถ่ายทำอย่างเหน็ดเหนื่อยมาเกือบปี …ตอแหล…

“ครับ” แสนยิ้มยกนิ้วโป้งชูให้กับทีมงาน หูได้ยินเสียงพระเอกโวยวาย

“ท่าล้มเมื่อกี้ไม่เท่เลย ผมไม่ชอบ จัดระเบียบร่างกายไม่ดี ออกมาดูตลก เก้งก้าง”

แสนหันไปมองชายหนุ่มหล่อเหลารูปร่างใกล้เคียงกว่าเขาสวมเสื้อผ้าเหมือนกัน ยืนชี้ที่หน้าจอมอนิเตอร์โดยมีผู้กำกับด้านหลังกำลังยกมือนวดสันจมูก

เขาเดินกะเผลกๆ มาที่หน้าจอ แล้วก็ย่นคิ้ว ชายหนุ่มมั่นใจว่าในวินาทีเป็นวินาทีตายนั้น เขาจัดระเบียบร่างกายเป็นอย่างดี ไม่มีทางจะออกมาเก้งก้าง ตลกอย่างที่พระเอกชื่อดังตำหนิแน่ เขาหันไปสบตาผู้กำกับที่ทำหน้าที่ดูแลฉากแอคชั่นโดยเฉพาะ อีกฝ่ายยิ้มเครียดๆให้เขา และชูนิ้วโป้งให้เงียบๆ

ฉากเมื่อครู่ ผู้กำกับวัยห้าสิบต้นๆรู้ดีว่ามันเป็นฉากที่สามารถเอาชีวิตคนขี่รถแล้วล้มท่านั้นได้เลย ถ้าหากคนขี่ไม่มากประสบการณ์พอ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกชื่นชมและนับถือสตั๊นท์แมนที่ทำฉากเมื่อครู่ออกมาได้ดีมาก แต่พอตาพระเอกร้อยล้านที่นั่งให้ช่างแต่งหน้าตบแป้งให้ลุกมาดู ฉากที่ทำเอาคนทั้งกองฮือฮาและใจหายใจคว่ำ ชมแสนไม่ขาดปากว่าเก่ง กลับกลายเป็นแย่ไปได้

“ผมไม่ชอบ ถ่ายใหม่”

พ่อพระเอกคนดังแสนกร่างบอก แล้วหันไปชูนิ้วโป้งคว่ำลงให้ผู้ชายที่สูงกว่าเขาเล็กน้อย แต่ร่างกายบึกบึนกว่าเขาด้วยกล้ามเนื้อที่คลีนและงดงามจนเขามองแล้วขวางหูขวางตาเสมอเพราะมันทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบเวลาพวกคอสตูมจัดเสื้อผ้าให้ ว่าต้องเสริมฟองน้ำบ่าบ้าง เติมนู่นนี่นั่นโน่นบ้าง ให้เขาที่แสดงฉากเดียวกัน ชุดเหมือนกันออกมารูปร่างใกล้เคียงอีกฝ่าย

หุ่นดีแล้วยังไง ก็เป็นได้แค่ตัวตายตัวแทนรับเงินไม่กี่บาทแทนเขาแหละว้า … พระเอกยิ้มเยาะ ก่อนรอยยิ้มจะค้าง เมื่อคนที่เขาสั่งให้ถ่ายใหม่ ยิ้มตอบและชูนิ้วให้เช่นกัน ต่างแค่เขาชูนิ้วโป้งคว่ำ หมอนั่นชูนิ้วกลางหราและเหมือนว่าไม่สาแก่ใจ อีกฝ่ายถึงยกมืออีกข้างแล้วชูให้ทั้งสองมือ ก่อนจะเดินไปอีกทางอย่างไม่แยแส

“มัน … มัน นี่ พี่โป้ง ผมไม่ยอมนะ พี่เห็นไอ้ตัวประกอบนั่นไหม มันชูนิ้วกลางใส่ผม มันคิดว่ามันเป็นใคร ไล่มันออกจากกองเลยนะ มีมันไม่มีผม”

“ไม่มีมันน่ะ จะไม่มีคุณเอานะ”

ผู้กำกับบอกเสียงเบา เขาหงุดหงิดกับไอ้งั่งหน้าหล่อที่สาวๆฝันถึงทั้งประเทศมาหลายเดือนแล้ว ทุกฉากที่เขาทำงาน หมอนี่ชอบสอดมือมาก้าวก่ายเสมอ

“อะไรนะ”

“ไม่มีแสน คุณก็ต้องเล่นบทเสี่ยงตายเอง เพราะไม่มีสตั๊นท์แมนคนไหนในประเทศไทยเก่งเท่าแสน และเก็บความลับดีเท่าเขาแล้ว ฉากหน้าต้องกระโดดลงมาจากความสูงสามชั้นทะลุกระจกด้วยสิ ไม่มาสลิงนะคุณ ถ้าไล่แสนออก ผมไล่ได้ แต่คุณจะกระโดดลงมาเองได้ไหมล่ะ”

“…” คนที่โวยวายหุบปากทันที ดวงตากลอกไปมาก่อนจะรีบเถียง “ก็หาคนใหม่มาแทนมันสิ”

“คุณ… เชื่อผมเถอะ ผมหาพระเอกที่หล่อและดังอย่างคุณมาแสดงใหม่ได้อีกเป็นสิบคน แต่หาคนแบบแสนไม่ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้น เชื่อผมนะ คุณไปทำท่าเท่ๆต่อจากฉากเสี่ยงตายเมื่อกี้เถอะ แล้วอย่าหาเรื่องแสนมันอีกเลย ไม่อย่างนั้น ตึกสามชั้น ต่อยตี ฉากขี่รถอีกเกือบสิบฉาก คุณคงได้ทำตามปากที่บอกนักข่าวแล้วล่ะ ….แสดงเอง”

แสนเดินออกมาไกลแล้ว เขาไม่ได้ยินหรอกว่าพี่โป้งพูดอะไรกับไอ้หมอนั่น และเขาก็ไม่สนใจด้วยว่าตัวเองจะโดนไล่ออกหรือเปล่า เขาห่วงอย่างเดียวเท่านั้น

“พี่แสน เจ็บตรงไหนไหมคะ”

นางเอกของเรื่องปรี่มาถามอย่างมีน้ำใจ เธอหน้าตาสะสวย รูปร่างดี ก็สมกับที่เป็นนางงามเวทีใหญ่มาก่อนเป็นนางเอก ชายหนุ่มหยุดเดินส่ายหน้าให้เธอเป็นคำตอบ ยิ้มน้อยๆแล้วเดินเลี่ยงออกมา

คนอื่นในกองมองฉากนั้น ผู้ชายตัวใหญ่ทำปากยื่น ก่อนจะควักธนบัตรส่งให้ช่างแต่งหน้าสาวสองที่แบมือรอ

“แห้วเหมือนเดิม”

“ไม่เข้าใจไอ้แสน สาวสวยระดับนั้นมาทอดสะพานให้ทำไมมันไม่สน”

“แหม พี่… เป็นหนู หนูก็ไม่สน”

ช่างแต่งหน้าจีบปากจีบคอตอบ

“แต่ก็ขอให้หล่อนอ่อยแบบนี้ทุกครั้งนะ เพราะว่าหนูได้เงินจากพี่ๆทั้งหลายรวมกันจะเป็นหมื่นแล้ว”

คนอื่นทำหน้าเซ็ง ส่วนช่างแต่งหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี จนคนตัวใหญ่ต้องหันมาถามเจ้าหล่อน “หรือมันไม่ชอบผู้หญิง”

“ไม่หรอกพี่ เขาอ่ะแมนแน่นอน หนูดูออก เขาไม่ได้ไม่ชอบผู้หญิง แค่เขาไม่ชอบผู้หญิงคนนี้เท่านั้นเอง”

ช่างแต่งหน้าบอกแล้วก็ยัดเงินเข้าในคอเสื้อ ก่อนจะฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

ส่วนคนที่เป็นหัวข้อของการสนทนา เขาเดินปรี่ไปถอดเสื้อออก สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อยทั้งที่พอถอดเสื้อยืดตัวสุดท้ายออก ร่างกายท่อนบนซึ่งมีกล้ามเนื้อทั้งท่อนแขน ไหล่ หน้าท้อง และแผ่นหลัง จะเต็มไปด้วยบาดแผลทั้งเก่าและใหม่ รวมทั้งรอยช้ำที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งวันนี้เขาก็ได้มาอีกหลายรอย ชายหนุ่มยิ้มให้ทีมงานที่เดินมาถามไถ่ และเอ่ยปากชมฉากเมื่อครู่ ปากไม่ได้เอ่ยอะไรเวลาคนชมแอบบ่นด่าพระเอกที่เอาแต่ใจ

ด่าแล้วยังไง? ด่าลับหลังไม่ช่วยอะไรอยู่แล้ว มิหนำซ้ำ คนที่โดนด่าก็ไม่กระเทือนสักนิด เพราะเขาก็ยังได้เงินค่าจ้างในการแสดงหนังเรื่องนี้เจ็ดหลัก ส่วนเขาได้แค่เจ็ดพันต่อหลายๆฉากรวมกัน เว้นฉากอันตรายอย่างเมื่อกี้ เขาถึงได้รายได้แลกกับการเสี่ยงตายถึงหลักหมื่น แสนยิ้มเยาะตัวเอง แล้วคว้าเสื้อแขนยาวมาสวม ก่อนจะเดินไปทางออกอีกทาง วันนี้เขาหมดงานของเขาแล้ว ได้เวลากลับไปที่ซุกหัวนอนของตัวเองสักที

“ฆ่าตัวตายอีกแล้วเหรอ” เสียงของหญิงสูงวัยสวมผ้าลูกไม้นั่งพับกลีบดอกบัวเพื่อใส่แจกันในห้องพระอุทาน นางใบหน้าผ่องใส ไม่ใช่เพราะส่วนบุญที่ทำแต่เพราะว่าเจ็ดวันก่อนนางเข้าคลินิกความงามแล้วฉีดเซรั่มอะไรสักอย่าง จนต้องเก็บตัวรอให้รอยเข็มบนหน้าหายไปถึงได้เยื้องย่างออกจากห้องตัวเองมา

“ใช่ค่ะพี่บุญ เศรษฐกิจมันแย่ คนจนไม่มีจะกินก็พลอยลำบากไปด้วย ที่หาทางออกได้ก็แล้วไป แต่ที่หาทางออกไม่ได้ก็ฆ่าตัวตายหนีหนี้สินไป รอบนี้ตายยกบ้านเลยนะคะ เพราะว่าวางยาลูกก่อนแล้วค่อยกินเอง”

“โถ… เด็กพลอยมารับกรรมอย่างช่วยไม่ได้”

“ก็เลือกเกิดไม่ได้”

“ครอบครัวก็ไม่มีจะกิน แต่กลับไม่รู้จักคุมกำเนิด ออกลูกกันเป็นพรวน” บารมี น้องสาวแท้ๆของบุญรักษาบอกเสียงอ่อนใจ ประโยคนั้นคนที่เดินลงบันไดมาพร้อมกับผูกไทด์ที่ลำคอได้ยินพอดี เขามองน้าสาวของตนที่มักมาขลุก มานอนที่บ้านมารดาครั้งละเจ็ดวันเป็นอย่างต่ำ แล้วก็ยิ้มบาง ก่อนจะแย้งเสียงเรียบ

“ออกลูกเป็นพรวน ไม่ได้ใช้กับคนนะครับน้ามี”

“ตกใจหมดเลย ตาอชิ เมื่อคืนค้างที่นี่เหรอ น้าไม่รู้เลย”

“ก็น้ามีสวดมนต์ข้ามคืนในห้องนี่ครับ ส่วนผมเข้าบ้านมาก็สามสี่ทุ่มแล้ว น้ามีไม่รู้ก็ไม่แปลก”

“ใช่ แม่รอตั้งนาน นึกว่าจะกลับมาทันกินข้าวเย็น”

“รถเฉี่ยวกันครับ กว่าจะคุยกันจบก็นาน ไม่ยอมเรียกประกัน เอาแต่ถ่ายคลิปและโวยวาย”

“ตายจริง แล้วเราเป็นอะไรมากไหม” น้าเขาถามเสียงสูง ในฐานะจิตแพทย์เขายิ้มและมองออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้ห่วงใยเขาจริง แต่อชิระก็มองสีหน้ากับการภาษากายที่จงใจทำเพื่อให้เขาดูด้วยใบหน้ายิ้มระเรื่อ

“ไม่เป็นอะไรครับ ก็แค่โทรเรียกบริษัทประกันมา”

“เดี๋ยวนี้มันมีพวกหากินแบบจงใจให้เกิดอุบัติเหตุด้วยนะ เราน่ะต้องระวัง บางคนก็ไม่มีจะกินเลยเลือกจะทำอาชีพไม่สุจริต” น้ำเสียงนั้นสูงๆต่ำๆ ชวนให้ปวดหัว อชิระยิ้ม ไม่ตอบอะไร เขาไม่สนิทกับน้าแท้ๆของตัวเอง จะได้เจอก็แค่ว่าวันที่เขาไม่ดูฤกษ์ดูยามแล้วกลับมาบ้านแม่ตรงกับวันที่อีกฝ่ายอยู่เท่านั้น แล้วเขามันก็ดันเป็นคนไม่เชื่อเรื่องฤกษ์ยามเสียด้วยสิ

“ว่าแต่ เมื่อกี้คุยกันเรื่องอะไรเหรอครับ” เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา นั่งลงข้างมารดา มีคนรับใช้นำน้ำผลไม้ปั่นสดมาเสิร์ฟให้เขาพร้อมกาแฟดำ ชายหนุ่มยกกาแฟดื่ม ตามองจอโทรทัศน์ที่กำลังรายงานข่าวอื่นไปแล้ว เมื่อคืนเขากลับมาดึกอย่างที่บอก เลยค้างเสียที่บ้านแม่ ตอนเช้าเขาก็เตรียมตัวดิ่งไปคลินิกเลย

“ก็กินยาฆ่าตัวตายหนีความจน หนีเจ้าหนี้นอกระบบน่ะ ไม่มีอะไรหรอก” แม่เขาตอบเสียงอ่อน ถามเขาอย่างห่วงใย “อชิกินข้าวเช้าหน่อยไหม กินแต่กาแฟกับน้ำผักน้ำผลไม้ ไม่ครบห้าหมู่เลยลูก”

“ปรกติผมกินแต่กาแฟด้วยซ้ำครับ” เขาบอกแม่สั้นๆ

“กินข้าวเช้าก่อนนะลูกนะ แม่ให้คนครัวทำข้าวต้มกุ้งไว้”

อชิระยิ้ม เขาพยักหน้ารับคำมารดาและอยู่กินข้าวเช้าก่อนจะขึ้นรถเตรียมไปทำงาน ชายหนุ่มขับรถออกมาถึงสี่แยกไฟแดง ก็เปิดเกะข้างตัวหยิบยามากิน ก่อนจะถอนหายใจยาวๆยกขวดน้ำมาดื่มไล่ยาเม็ดเล็กลงกระเพาะ ตอนเขาไปถึงคลินิก ป้าแม่บ้านกับผู้ช่วยก็เปิดคลินิก ทำความสะอาด จัดหมวดหมู่เอกสารเรียบร้อย ตารางนัดของคนไข้วันนี้วางบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ เขากำลังจะหยิบมาดู โทรศัพท์ก็ดังอีกครั้ง ชายหนุ่มชะงัก วางเอกสารลงแล้วรับสาย “สวัสดีครับ”

เป็นเบอร์ของนายหน้าขายบ้าน ที่เขาติดต่อให้ขายบ้านหลังหนึ่งซึ่งตัวเองซื้อไว้นานแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เขาตั้งราคาไว้สูงนิดเนื่องจากตกแต่งไว้อย่างเต็มที่ แม้ตัวบ้านจะอยู่ห่างเขตเมืองไปมาก ทำให้ขายออกยกติดมือมานานเอาการ

“สวัสดีครับคุณหมอ ผมมีข่าวดีนะครับ บ้านคุณหมอมีลูกค้าสนใจซื้อครับ และซื้อสดเลยด้วย เขาให้ผมถามคุณหมอว่าพร้อมโอนวันนี้เลยหรือเปล่าครับ?”

อชิระเลิกคิ้ว เขามองตารางนัดงานของตัวเอง ตอบเสียงเรียบไป “วันนี้ผมมีงาน”

“วันนี้ทางคุณเจ้าของบ้านมีงานครับ พอจะเลื่อนเป็น…” ปลายสายหันไปถามอีกฝั่ง อชิระเคาะนิ้วกับโต๊ะ เขาไม่ได้ยินเสียงลูกค้าคนนั้นตอบอะไร หากครู่หนึ่งนายหน้าก็เอ่ยเสียงอ่อย น้ำเสียงเจือความเสียดาย

“เขาบอกว่าไม่เป็นไร เขาไม่ซื้อครับ… เอ่อ”

“ครับ”

“ล่ามเขาบอกว่า…” นายหน้าลังเล ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาหวิว “ลูกค้าฝากถามว่า ถ้าไม่ได้ตั้งใจจะขายจริงๆ จะประกาศขายทำไม”

อชิระหยุดเคาะนิ้ว เขาย่นคิ้วเอนตัวพิงเก้าอี้

“ผมไม่เห็นได้ยินเสียงล่าม… ชาวต่างชาติเหรอครับ”

“ครับ… ล่ามภาษามือน่ะครับ ผมไม่ได้แกล้งพูดเองนะคุณหมอ ล่ามภาษามือครับ พอดี ลูกค้าคนนี้… เอ่อ… เป็นใบ้”

การตายครั้งที่สอง

นายหน้าตอบเสียงเบา เหตุที่ต้องรีบอธิบายเพราะเขากลัวคุณหมอเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายพูด เขาพูดภาษาไทย เพราะรู้ว่าลูกค้ามาจากต่างประเทศ และมิหนำซ้ำล่ามก็พูดภาษาไทยไม่ได้ ทั้งคนที่ต้องการซื้อบ้านหลังนี้ก็เป็นใบ้ นั่นหมายถึงต้องหูหนวกด้วย เขาเลยไม่กลัวว่าทั้งคู่จะฟังที่เขาพูดรู้เรื่อง

แต่พอเขาวางสายแล้วหันมายิ้มให้คนที่นั่งวางมือบนเข่าเรียบร้อย ใบหน้าเขาก็ต้องแข็งค้างเพราะสายตาแข็งกร้าวที่จ้องมาจากดวงหน้าใหญ่ไม่เกินฝ่ามือของเธอ เธอที่สวมชุดเดรสตัวยาวลงมากรอมข้อเท้า ไว้ผมยาวเหยียดตรง เครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักตามเชื้อชาติ แต่ว่าใบหน้าเย็นชาเหมือนคนไร้ความรู้สึก

คนไร้ความรู้สึกอะไร จะทำส่งสายตามาน่ากลัวขนาดนั้น ในอาชีพของเขา การอ่านความรู้สึกลูกค้าผ่านสีหน้าเป็นสิ่งที่ชำนาญ สายตาหญิงสาวที่สวมเสื้อเบลเซอร์สีเหลืองอ่อนทับเดรสคอบัวสีครีมเมื่อครู่ ทำให้เขาใจหายวาบ และหน้าชาอย่างอับอาย คล้ายหล่อนรู้ว่าเขาเพิ่งนินทาหล่อนไป

“เอ่อ”

เขาทำท่าจะพูดภาษาอังกฤษกับล่ามที่นั่งกับหญิงสาว แต่ผู้หญิงที่นั่งเงียบไม่ขยับริมฝีปากมาตลอดกับยกมือขึ้นห้าม เธอหันไปมองล่ามของเธอแวบเดียวแล้วลุกยืน เดินตัวตรงก้าวเท้าช้าๆแต่มั่นคงไปที่ประตู ล่ามภาษามือของเธอตั้งตัวไม่ทัน รีบคว้ากระเป๋าแล้วเดินตามเธอออกไป พร้อมอำลาและขอโทษเขา คนมีชะนักติดหลังได้แต่ยิ้มแหย ก่อนจะถอนหายใจพรูเมื่อเห็นรถอีกฝ่ายขับออกไป

แปลก…

ผู้หญิงตัวเล็กแถมพิการ กลับทำให้เขารู้สึกร้อนๆหนาวๆได้เฉย เขาที่คร่ำหวอดในวงการนายหน้าด้วยนะ ดี.. ต่อให้ไม่ได้ค่านายหน้า แต่เขาก็ไม่อยากให้คุณหมอที่ใจดีต้องขายบ้านหลังแสนสวยนี้ให้ลูกค้าที่ดูแปลกประหลาดพิกลๆแบบนี้หรอก

ไว้เขาจะหาลูกค้าดีๆให้คุณหมอใหม่ก็แล้วกัน

ดูเหมือนการที่จู่ๆก็ตัดบทและเลิกเจรจาเรื่องซื้อขายบ้าน ทั้งที่เห็นว่าบ้านหลังเมื่อครู่สวยงามและราคาไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่หญิงสาวต้องการจะไม่ใช่แค่ทำให้นายหน้าขายบ้านแปลกใจ แต่ยังคงความสงสัยให้ล่ามแปลภาษามือที่มาด้วยกัน หญิงวัยยี่สิบปลายๆหันมามองเจ้านายของตนอย่างพิศวง ทำมือถามด้วยความอยากรู้

‘ทำไมถึงไม่เอาบ้านหลังเมื่อครู่ ในเมื่อคุณก็พอใจบ้านหลังนั้นมาก’

อีกฝ่ายมองเธอแวบเดียวแล้วเบือนหน้าไปนอกกระจกรถตู้ ไม่ตอบอะไร ไม่ขยับตัว มีเพียงเส้นผมเส้นบางที่โดนลมจากเครื่องปรับอากาศของรถเป่ามันปลิวน้อยๆเท่านั้น ราวกับตัวเองเป็นตุ๊กตาที่ไร้ชีวิตไม่มีจิตวิญญาณอยู่ ล่ามภาษามือหรือมิสซิสเพอร์ซี่หันไปสบตากับคนขับรถผ่านกระจกมองหลัง เธอยักไหล่ แล้วก็นั่งเงียบๆบ้าง

เธอเองก็ได้รับงานมาแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน จู่ๆสถานทูตก็เรียกเธอมา และบอกแค่ให้เธอดูแลผู้หญิงคนนี้ ไม่ได้บอกอย่างอื่นเพิ่มเติม ทั้งย้ำว่าไม่ต้องถามอะไรนอกเหนือจากทำตามและช่วยแปลภาษามือให้คนอื่น เมื่อครู่ถึงได้รับการนิ่งเฉยแทนคำตอบ เพอร์ซี่ก็เลยไม่โกรธ แต่อดจะฉงนในใจไม่ได้จริงๆ

ในสมองเธอมีแต่คำถามเต็มไปหมด ทำไมเธอที่เป็นล่ามทำหน้าที่พิเศษอยู่สถานทูตสหรัฐถึงถูกเรียกตัวมาดูแลผู้หญิงที่ดูยังไงก็อายุไม่เกินยี่สิบห้า ทั้งยังไม่มีสถานะ ตำแหน่งอะไรเลย แถมยังไม่ใช่แม้แต่พลเมืองอเมริกันด้วยซ้ำ และทำไมเบื้องบนถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่า

อย่าทำเธอโกรธเป็นอันขาด…

ล่ามสาวถอนหายใจ ข้อนี้เธอมั่นใจว่าเธอคงไม่ทำพลาดแน่ เพราะอย่าว่าเรื่องทำให้อีกฝ่ายโกรธเลย เจ้าตัวดูเป็นคนไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยซ้ำ ต่อให้โลกถล่มมาตรงหน้า ดูท่าผู้หญิงที่นั่งเงียบๆไม่ขยับแม้แต่น้อยก็คงจะแค่ช้อนตามองแล้วหลุบตาลงต่ำ ไม่รู้สึกอะไรหรอก

ติดตามอีกฝ่ายเพื่อหาบ้านพักมาสองวันเต็ม เพอร์ซี่ที่เดิมคิดว่าเป็นงานง่ายๆ ชักเบื่อหน่ายเหมือนกัน แต่เธอก็ยังยิ้มและทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี สมกับความเป็นมืออาชีพที่เบื้องบนไว้ใจ

รถขับมาจอดอยู่ตรงสี่แยกไฟแดง เพอร์ซี่หันไปมองนอกรถบ้าง เพราะบรรยากาศในรถเงียบจนน่าอึดอัด กระทั่งตนต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆมือที่เย็นเฉียบก็ยื่นมาแตะแขนเธอ

เพอร์ซี่หันมามองหญิงสาวที่นั่งข้างๆอย่างตกใจ และเห็นอีกฝ่ายเลื่อนมือชี้ไปที่หนังสือพิมพ์ซึ่งเด็กน้อยคนหนึ่งนำมาเร่ขายตามรถระหว่างรอไฟเขียวพร้อมกับพวงมาลัย

เพอร์ซี่รีบบอกคนที่นั่งด้านหน้าให้ซื้อหนังสือพิมพ์มา ก่อนจะย่นคิ้ว มันเป็นภาษาไทย และถึงแม้เธอจะเป็นล่ามก็เป็นล่ามภาษามือกับภาษาอังกฤษ และพูดไทยได้บ้างไม่กี่คำ เธออ่านภาษาไทยไม่ออกหรอกนะ หญิงสาวจึงลังเลไม่รู้จะส่งสัญญาณมือบอกกับคนที่ต้องการหนังสือพิมพ์ว่ายังไง ปรากฎว่าอีกฝ่ายแค่ดึงหนังสือพิมพ์ออกจากมือเธอช้าๆ ไม่ได้ต้องการให้เธออ่านแล้วทำภาษามือสื่อสารให้รับรู้ แต่กลับดึงมันไปวางบนตักแล้วก็ก้มหน้าลงมองกวาดสายตาผ่านตัวอักษรช้าๆ ทีละบรรทัด มืออีกข้างไล้ที่วางแขนของรถเล่นเหมือนคนใจลอย

อ่านออก?

เพอร์ซี่ประหลาดใจมาก แต่ก็รู้ว่าไม่ควรถามออกไปตามที่ถูกกำชับมา หน้าที่เธอคือช่วยหญิงสาวเชื้อสายเอเชียคนนี้สื่อสารกับคนอื่น และดูแลเรื่องความเป็นอยู่จนกว่าอีกฝ่ายจะบอกว่าให้หยุด เธอและทุกคนถึงจะกลับได้

แม้จะอยากรู้ความเป็นมาของคนข้างตัว แต่ถ้าลองมีคำสั่งทำนองนี้ลงมา ก็หมายความว่า อีกฝ่าย ‘มีค่า’ กับทางสหราชอาณาจักรแน่นอน และมันแปลได้อีกอย่างว่า เจ้าตัวต้องมีความสามารถที่คนอื่นไม่มี

ถึงตอนนี้เพอร์ซี่จะมองไม่เห็นวี่แววความสามารถอะไรจากหญิงสาวที่เป็นใบ้นอกจากรูปลักษณ์อันชวนให้สะดุดตาก็ตาม

เพอร์ซี่อดกวาดตามองหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์บนตักอีกฝ่ายไม่ได้ มันเป็นภาพของห้องที่ดูเก่าโทรม ทั้งยังมีนักข่าวกับตำรวจ เพอร์ซี่เดาได้จากการเบลอภาพร่างบนพื้น น่าจะเป็นการตายของครอบครัวนี้ เธอมองส่วนประกอบในภาพ แล้วก็เห็นภาชนะอาหารที่ตำรวจถือกับขวดยาอะไรบางอย่าง

อืม… ฆ่าตัวตาย

เพอร์ซี่คาดเดา ส่วนหญิงสาวที่นั่งดูรูปนั้นและกวาดตาผ่านตัวอักษรที่พาดหัวข่าวเงียบๆ กลับย่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะขยับปากแบบไม่มีเสียงว่า

ฆาตกรรม…

ดวงตาที่เป็นสีดำสนิทจนแทบไม่เหมือนดวงตาคน เพราะขาดประกายสดใสของชีวิตหรี่ลงเล็กน้อย มุมปากยกเป็นรอยยิ้มหยัน

ฆาตกรรมของฆาตกรต่อเนื่อง… เพราะนี่ต้องไม่ใช่ครั้งแรกของมันอย่างแน่นอน

ครั้งแรกต้องไม่สมบูรณ์แบบ และมีเหยื่อทั้งครอบครัวแบบนี้ นี่เป็นการฆ่าที่ถูกจัดฉากโดยฝีมือคนฉลาด สร้างเหตุการณ์และแรงจูงใจให้เหยื่อโดนตำรวจตัดสินว่าเป็นการฆาตกรรมได้อย่างแยบคาย หญิงสาวละสายตาจากภาพบนหน้าหนังสือพิมพ์ มองออกไปนอกรถอีกครั้ง ทว่าปลายนิ้วทั้งห้าที่ทาบบนหนังสือ ขยุ้มเนื้อกระดาษอย่างรุนแรง!

การตายครั้งที่สอง

“ตายทั้งบ้านแบบนี้แล้วกูจะเก็บค่าเช่าจากใคร”

เสียงบ่นของป้าสวรรค์ หรือป้าหวันที่ใครต่อใครต่างก็รู้จักกันดีเพราะแกเป็นเจ้าของบ้านเช่า ห้องแถว และตลาดที่อยู่ด้านหน้าบริเวณชุมชนใหญ่แห่งนี้ดังไปทั่วทั้งตรอก แกสวมสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ ทั้งที่ลำคอและข้อมือ สะพายกระเป๋าแบรนด์เนมที่ตัวแอลใหญ่กว่าตัวเอ็กซ์และลายโมโนแกรมก็ดูไม่สม่ำเสมอ ตะเข็บไม่เรียบร้อย บอกให้รู้ว่าแกสอยมาในราคาหลักร้อยมากกว่าจะเดินไปซื้อจากช็อปตัวแทนจำหน่ายในห้างใหญ่ราคาหลักหมื่นถึงแสน

แสนที่หลับอยู่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงป้าแกนี่เอง เขาซื้อห้องแถวของแกอยู่ นับว่าเป็นห้องแถวที่ราคาค่อนข้างแพง เพราะห้องมีห้องนอนและห้องโถงใหญ่ ทั้งยังมีห้องครัวห้องน้ำแยกสัดส่วนกว้างขวาง แกปลูกเสร็จเมื่อสองปีก่อน และเขาก็เป็นคนเดียวที่พักห้องแถวโซนนี้ของแก เพราะคนอื่นที่มีเงินพอสำหรับซื้อก็เลือกซื้อบ้านที่อยู่ในโครงการห่างออกไปสามกิโลเมตร แทนในเมื่อมันราคาเท่ากัน และไม่ต้องได้ชื่อว่ามีบ้านอยู่ในย่านที่คนหาเช้ากินค่ำพักอาศัยด้วย

“ตายโหงอีกต่างหาก คนจะมาเช่าต่อก็หายาก”

ป้าหวันบ่นงึมงำ แกเท้าสะเอวมองห้องขนาดสามคูณห้า และป้ายสีเหลืองที่กั้นขวางไปมาของตำรวจ ตั้งใจด่าดังๆให้ตำรวจที่ยืนไม่ไกลได้ยิน

“ต่อให้คนมาเช่าตอนนี้ก็ไม่ได้ เพราะตำรวจไทยเขาไม่อนุญาต”

แกลากเสียงยาดยาวเหยียด

“เขายังทำคดีไม่เสร็จ เงินดือนก็มาจากภาษีกูนี่แหละจ้า แต่ทำห่าอะไรก็ยืดยาด อืดอาด ช้าชิบหาย”

“ป้า อย่าให้มันเกินไปนะ”

“ทำไม อะไร คนไทยที่จ่ายภาษีบ่นไปตามลมตามแล้ง บ่นแบบระบายอารมณ์ไม่ได้หรือไง ฉันเอ่ยชื่อใครเหรอ ตำรวจจะจับฉันเหรอ จับข้อหาอะไร”

ป้าหวันค้อนขวับ ปากนางเป็นเอกอยู่แล้ว เอกฉันท์ว่าชนะขาดลอยถ้านางได้ด่าใคร ตำรวจท้องที่รู้นิสัยใจคอนางดี เลยได้แต่ถลึงตาใส่

“ป้าก็หาพระมาสวดสิ”

ตำรวจอดสวนไม่ได้

“สวดแล้วก็ให้คนเช่าต่อ”

“โหย … คุณตำรวจ พระมาสวดแล้วยังไงจ๊ะ มาสวดเสร็จแล้วคนจะมีแดก เอ๊ย คนจะมีกินเหรอ คนมันไม่มีจะกิน มันถึงกู้หนี้ยืมสิน มันถึงได้ลำบาก มันถึงได้ฆ่าตัวตาย ไม่เกี่ยวกับพระกับเจ้าเลยจ้า สวดแล้วยังไง ถ้าโลกนี้มีผีจริงมันคงบีบคอคนที่ทำให้มันทำมาหาแดกไม่ได้ตายห่าตายโหงคาเก้าอี้ที่แย่งกันมาแล้ว ไม่มานั่งรอหลอกคนที่เช่าบ้านต่อจากมันหรอกจ้า”

แสนที่นอนอยู่ในห้องหัวเราะพรึ่ด เขายกหมอนปิดหน้า เดิมตั้งใจจะนอนตื่นสักบ่ายๆแล้วค่อยหาอะไรกิน เพราะว่าวันนี้ไม่มีคิวถ่ายของเขา แต่เสียงป้าหวันที่ดังมาถึงห้องทำให้เขาต้องตื่นก่อนเวลาไปหลายชั่วโมง ชายหนุ่มยังขยับตัวบนเตียงพลิกนอนคว่ำอย่างเกียจคร้าน ท่าทางเหมือนแมวขี้เซา ต่างแค่แมวคงไม่มีรอยแผลและรอยช้ำบนร่างกายมากเหมือนเขาเท่านั้นเอง

กินยาตายทั้งบ้าน… เริ่มจากคนเป็นพ่อที่ตัดสินใจว่าจะไม่ขอลำบากตรากตรำต่อ ซื้อยาเบื่อหนูมาใส่อาหารให้ลูกกินแล้วตัวเองค่อยผสมให้ตัวเองกับเมียกิน จากนั้นก็จบชีวิตกันในห้องเช่าคับแคบ

เขาเคยเห็นคนในครอบครัวนี้บ่อยๆ ส่วนมากเป็นเด็กน้อยที่เล่นกันหน้าบ้าน กับคนเป็นแม่ที่นั่งปอกกระเทียมอยู่หน้าบ้าน ไม่ค่อยได้เห็นหัวหน้าครอบครัวซึ่งคงออกไปทำงาน เดือนก่อนกระมังที่เริ่มมีคนมาเคาะประตูทวงหนี้

แค่เดือนเดียวเท่านั้น… พวกเขาก็หมดแรงจะอยู่ หมดแรงจะสู้ และสิ้นหวังถึงขนาดฆ่าตัวตายทั้งบ้านเหรอ? แสนคิดก่อนจะเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มแล้วหน้าเหยเก เพิ่งรู้ว่าเมื่อวานตัวเองด้านในโพรงปากมีแผลก็ตอนนี้นี่เอง ชายหนุ่มยังคงนอนนิ่งบนเตียง ร่างกายมีกลิ่นเหงื่อผสมกับกลิ่นน้ำมันนวดจางๆ

ความอดทนของคนมีไม่เท่ากัน เหตุผลและกำลังใจที่จะสู้อยู่ในโลกบิดเบี้ยวนี้ด้วย แสนถอนหายใจ เดิมตั้งใจจะตื่นแต่พอนอนนานเข้า เขาก็ผล็อยหลับเข้าจริงๆอีกครั้ง

เขาตื่นตอนที่โทรศัพท์ดัง พอหยิบมากดดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ของหัวหน้าทีมสตั๊นท์แมนที่กองถ่าย ชายหนุ่มขยี้ตาก่อนจะอุทาน

“ฉิบหาย”

เขาคว้าเสื้อยืดยับๆที่ถอดทิ้งไว้ตรงข้างเตียงมาสวม ลุกไปแปรงฟันล้างหน้าลวกๆแล้วคว้ากุญแจรถออกมา ชายหนุ่มสวมถุงมือ หมวกกันน็อกก่อนจะจูงรถจักรยานไฟฟ้าที่ชาร์ตแบตเตอร์รี่เอาไว้เต็มเปี่ยมออกมา

“หนูแดงเอ๊ย วันนี้รีบหน่อยนะลูกนะ”

พูดจบเขาก็เตรียมยกจักรยานหันหัวออกนอก แล้วก็คร่อมมันก่อนตัดสินใจออกแรงปั่นสุดชีวิต คงเพราะเขารีบ ไม่ก็เพราะเขาล้างขี้ตาไม่หมด ตอนผ่านห้องแถวที่ป้าหวันมายืนก่นด่าเมื่อเช้าตรู่ เขาจึงเห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็นเข้า

ป้าหวันต่อให้ปากร้ายแค่ไหน นางก็ยังเชื่อเรื่องเจ้าที่เจ้าทางอยู่ ตรงหน้าห้องแถวที่ปลูกติดกันจึงมีศาลพระภูมิและเพราะเมื่อวานเกิดเรื่องร้ายขึ้น นางเลยหอบเอาของกินกับพวงมาลัยมาคล้อง หวังให้เจ้าที่ช่วยดูแลห้องแถวให้ที

แหม… ถ้าเจ้าที่มีจริงคงออกมาช่วย ถ้าผีบ้านมีเรือนมีอยู่ด้วยก็คงออกมาห้าม การตายแบบน่าสลดใจคงไม่เกิดขึ้นกระมัง

แสนชะงักเมื่อปรายตามองศาลพระภูมิแล้วเห็นแขนขาวๆข้างหนึ่ง ยื่นมาจากอีกฝั่งของศาล ข้อมือนั้นขาวจนมองเห็นเส้นเลือดด้านในสีเขียวอ่อน ปลายนิ้วเล็กหยิบขนมบนถาดออกไป เขาตะลึงก่อนจะยกเท้าลงพื้น แล้วมือกำเบรกจักรยานแน่น กระทั่งหนูแดงล้อเบรกแบบกระทันหัน ทั้งที่รถเลยศาลมาแล้ว

“…”

เมื่อกี้เขาเผลอคิดลบหลู่ เจ้าที่เลยออกมาโชว์ให้ดูว่า นี่ไง นี่ กูมีอยู่จริงนะ อย่างนั้นเหรอ?

ไม่มีทาง …

เขาหันไปมองข้างศาลพระภูมิ แล้วเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่พื้น เธอไว้ผมยาวมาก มากจนมันคลุมสะโพกแล้วยังทิ้งชายผมลงบนพื้นที่สกปรก ใบหน้าด้านข้างเล็ก เขาเห็นแค่ปลายคางมนกับจมูกโด่งที่เด่นออกมา และแน่นอน เขาเห็นแก้มที่ขยับน้อยๆเพราะเจ้าหล่อนกำลังเคี้ยวขนมที่หยิบมาจากศาลด้วย

ขอทาน… ไม่มีทางแต่งตัวดีขนาดนี้ เขาไม่ได้โง่จนมองเสื้อคาดิแกนที่เธอสวมไม่ออกว่าราคามันต้องแพงแน่นอน ชุดกระโปรงที่สวมก็เช่นกัน ไหนจะรองเท้าที่โผล่ขอบหัวพ้นชายกระโปรงมา มันเป็นรองเท้าผ้าใบสีครีม แต่ตราตัวซีสองตัวที่หันหลังไขว้กันก็บอกอยู่ว่าสามารถซื้อหนูแดงได้สามสี่คันสบายๆ

ไม่เสือกเรื่องชาวบ้าน ต่อให้ชาวบ้านคนนั้นจะขโมยขนมจากศาลพระภูมิกิน

แสนหันกลับมาสนใจการเดินทางของเขาต่อ เขาเลี้ยวรถจักรยานไฟฟ้าออกจากตรอกแล้วตรงไปถนนใหญ่ ต่อมาอีกสิบนาที ยามซิกแซกพารถจักรยานไฟฟ้าคันเล็กปาดแทรก และแย่งซอกว่างของรถยนต์บนถนนที่หนาแน่นด้วยรถทั้งหลายไปถึงสถานที่ถ่ายทำ เขาก็ลืมผู้หญิงคนนั้นไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

“เดี๋ยวนะ… ป้าบอกว่าคนที่ตายเมื่อวานคือใครนะ”

“ก็คนที่เข็นผลไม้ขายผ่านหน้าคลินิกเราบ่อยๆ เธอยังออกไปซื้อสับปะรดมากินกับฉันเมื่อสามสี่วันก่อนอยู่เลย จำไม่ได้หรือไง”

คนอายุมากกว่าบอกเสียงอ่อนใจ ผู้ช่วยคุณหมอร้องอ้อยาวเหยียด ก่อนจะยกกล่องยามาแกะใหม่ เป็นยานอนหลับชนิดออกฤทธิ์อ่อนๆ ซึ่งเป็นตัวยาที่หมดไวกว่าทุกตัว เพราะส่วนมากคนไข้ของคุณหมอมักได้รับยาตัวนี้เกือบทุกรายที่นอนไม่หลับ มันไม่ส่งผลต่อร่างกาย ไม่เกิดอาการเสพติดและยังสามารถค่อยๆหยุดใช้ได้ง่ายกว่ายาตัวอื่น

“ลูกก็กรอกยาตายด้วยเหรอ ใจเหี้ยมจัง”

มือที่กำลังเรียงนิตยสารให้เป็นระเบียบชะงัก นางหันมามองผู้ช่วยของอชิระ แววตาไม่พอใจฉายชัด “เขาเป็นคนดี เขาตั้งใจทำมาหากิน ไม่ได้งอมืองอเท้าขอทาน ทั้งที่ร่างกายยังสมบูรณ์อวัยวะครบสามสิบสอง เขาแค่ไม่ได้มีพ่อแม่รวยๆส่งเรียนสูงๆ ไม่มีโอกาสได้สมัครทำงานเงินเดือนหลักหมื่น ไม่ได้มีบ้าน ไม่มีแม้แต่ความหวังว่าพรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน เขาตายเพราะเขาหมดหวัง จะเพราะตัดสินใจชั่ววูบหรือเพราะอะไรก็ช่าง ไม่ใช่เพราะเขาใจเหี้ยม เขารักลูก เขาถึงเอาลูกไปด้วย แค่นี้ก็ไม่เข้าใจ จะเป็นผู้ช่วยจิตแพทย์ได้ยังไง”

“เอ๊ะ ป้า หนูก็แค่พูดไปตามเนื้อผ้าไหม ลูกเขาอาจจะไม่ได้อยากตายก็ได้ พ่อกับแม่ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเด็กนี่ ว่าต้องกินยาตายตามไปด้วย ถ้าเด็กรอดตาย ก็จะมีมูลนิธิมาดูแล และชีวิตก็จะดีกว่าตอนอยู่กับพ่อกับแม่ด้วย ตัวเองอยากตายก็ตายไปคนเดียวสิ จะมากรอกยาลูกไปทำไม เพราะฉันเรียนมา ฉันถึงรู้ไง ว่าเด็กไม่สมควรต้องแบกรับคำตัดสินของพ่อกับแม่”

ป้าแกวางนิตยสารลงแรงๆ แล้วก็มองหน้าผู้ช่วยสาวด้วยสายตาโมโห จะเถียงต่อ เสียงระฆังหยุดก็ดังขึ้นก่อน

“เราว่างจนสามารถวิพากษ์วิจารณ์เรื่องข่าวได้แล้วเหรอครับ”

เป็นอชิระที่เดินเข้ามา ทั้งสองคนก็ยังไม่รู้ตัว เขาถอดรองเท้าตัวเองออกสวมรองเท้าแตะที่นุ่มสบายก่อนจะบอกเสียงเรียบเป็นการตอบทั้งป้าแม่บ้าน ทั้งผู้ช่วยของเขา

“ภาวะนั้น การตัดสินใจของเขา มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้น ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูกหรอกครับ และทั้งสองคนก็พูดถูก ไม่มีใครสมควรตายทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเองหรือลูกของเขา”

อชิระบอกเสียงเรียบ เขาไม่มองหน้าทั้งคู่เลย บอกให้รู้ว่าไม่พอใจที่เข้ามาในคลินิกก็ได้ยินสองคนนี้ทุ่มเถียงกันอยู่

“อีกอย่าง เราไม่ใช่เขา เราไม่รู้ว่าเขาเจออะไรมา ดังนั้นตอนเขาอยู่เราไม่เคยช่วยเหลืออะไรเขา ตอนเขาไม่อยู่เราก็ช่วยไม่พูดถึงเขาในแง่ร้าย… ดีไหมครับ”

นั่นแหละ ป้าแกถึงได้รับคำเสียงอ่อย ส่วนผู้ช่วยของเขาถึงหน้าเสียแล้วก็รับคำเสียงเบาอีกคน

“วันนี้ผมมีนัดกี่โมงถึงกี่โมง ใครบ้าง รบกวนส่งให้ผมอ่านอีกครั้งนะ” เขาหันไปบอกกับผู้ช่วยของตัวเอง ก่อนจะนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วยิ้ม “ส่วนช่วงบ่าย ผมว่างใช่ไหม”

“ค่ะ ตอนบ่ายคุณหมอว่าง”

“ขอบคุณ”

อชิระยิ้มแล้วถือกระเป๋าตัวเองเดินเข้าห้องไป เขาถอนหายใจเบาๆ เมื่อเช้าก็ฟังคุณแม่กับคุณน้าบ่น มาถึงที่ทำงานยังพลอยได้ยินเสียงเถียงกันของป้าแม่บ้านกับผู้ช่วย วันนี้เป็นวันที่เริ่มต้นอย่างหดหู่จริงๆ

แสนกลับมาบ้านตอนเกือบสามทุ่ม เขาพาเจ้าหนูแดงเลี้ยวเข้าตรอกเล็กและต้องผ่านห้องแถวที่ตายยกครัวเช่นเดิม ห้องข้างๆปิดประตูเงียบกริบ ปรกติย่านนี้จะมีเด็กที่พ่อแม่เช่าห้องแถวออกมาเล่นกันเสียงเจี๊ยวจ๊าวค่อนคืนกว่าจะยอมเข้าไปนอน เพราะในห้องแถวมันร้อนอบอ้าว ต่างจากด้านนอกที่ยังพอมีลมพัดให้รู้สึกเย็นบ้าง คืนนี้ต่างออกไป คล้ายทุกคนจะยังขวัญผวากับการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น แต่ละห้องเลยปิดประตูหน้าต่างกันเงียบกริบ ทำให้บรรยากาศดูวังเวงพิกล เขาขี่จักรยานไฟฟ้าผ่านศาลพระภูมิ ก่อนจะอดหันไปมองอย่างช่วยไม่ได้

“…”

ยังอยู่ ผู้หญิงผมยาวที่เหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางยังนั่งอยู่ที่เดิม ท่าเดิม ต่างแค่ขนมที่วางบนศาลพระภูมิเป็นจานๆ โดนยกลงมาวางข้างเท้าเธอ คล้ายว่าเจ้าตัวขี้เกียจลุกขึ้นหยิบทีละชิ้น เลยยกลงมาเสียให้หมด ง่ายและสะดวกกว่า แสนที่บอกตัวเองว่าจะไม่เสือกเรื่องชาวบ้าน มองเธอแล้วก็ย่นคิ้ว ก่อนจะปั่นจักรยานกลับห้องตัวเอง แล้วล้วงกระเป๋าหากุญแจเปิดประตูบ้านตัวเอง

การตายครั้งที่สอง.สอง

แต่… แสนสูดลมหายใจเข้าอกลึกๆ หันไปมองผู้หญิงคนเดิมซึ่งมองไม่เห็นแล้วเพราะมีพุ่มต้นดอกเข็มที่สูงเกินเอวบังอยู่ฝั่งเขา การมีผู้หญิงมานั่งตรงข้างศาลตอนกลางวันกับการมีผู้หญิงมานั่งข้างศาลตอนกลางคืนมันต่างกันลิบ บริเวณชุมชนแห่งนี้ยังดูสงบเพราะการตายยกครัว แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกขี้ยาจะไม่ออกมาเพ่นพ่าน หรือ วินมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ไปมาส่งคนระหว่างท้ายซอยกับหน้าถนนจะไม่ผ่านมา และใช่ว่าจะไม่มีคนประเภทเมาแล้วอ้างว่าเหล้าปลุกอารมณ์ดิบจนขาดสติทำเรื่องระยำผ่านมา

เอาวะ… แสนต้องเสือก

เขาจอดจักรยานในบ้านตรงลานก่อนก้าวขึ้นพื้นต่างระดับ แล้วก็หันกลับไปจะย้อนไปยังศาลพระภูมิ ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นผู้หญิงผมยาวสวมชุดเดรสสีอ่อนสวมเสื้อคลุมตัวบางสีเหลือง ยืนอยู่หน้าบ้านเขา ลมพัดกรรโชกมา ผมยาวสยายนั้นปลิวตามแรงลมกระจายเหมือนฉากหนังผีที่เขาเคยร่วมแสดงและต้องอาศัยพัดลมช่วยทำให้ผีน่ากลัว ทว่าต่างกันตรงที่พอลมหยุดพัด นักแสดงคนนั้นวิกผมยุ่งเหยิง แต่เส้นผมของคนในชุดสีอ่อนเบื้องหน้าเขา ทิ้งตัวลงตามเดิม ไม่ยุ่งแม้แต่เส้นเดียว ราวกับว่ามีคนคอยประคับประคองแล้วลูบไล้ให้เข้าทรง

ถ้าไม่ใช่เพราะตอนสายเห็นกันไปแล้วรอบหนึ่ง เขาก็คงคิดว่าตรงหน้าไม่ใช่คนจริงๆ เธอมองเขาด้วยดวงตายาวเรียว เจ้าตัวเป็นคนตาสองชั้น แต่หางตาคว่ำลงเล็กน้อย พลอยทำให้สีหน้าดูก้ำกึ่งระหว่างอ่อนโยน… กับเย็นชา ไฝเม็ดเล็กสองเม็ดเรียงกันอยู่บริเวณท้ายคิ้วที่ปลายเชิดขึ้นเล็กน้อย ยิ่งทำให้สีหน้าเจ้าหล่อนดูผยอง แต่ใบหน้าที่เล็กนิดเดียว เล็กจนน่าใจหายคล้ายเด็กขาดสารอาหาร ทำให้หล่อนดูน่าสงสาร แสนย่นคิ้วมองแขกแปลกหน้า กำลังจะถามว่าเธอเดินมาทำอะไร เจ้าหล่อนก็ชี้ไปที่ห้องแถวซึ่งยังมีกลิ่นความตายอยู่แล้วก็ค่อยๆชักแขนกลับทำท่าเชือดที่บริเวณลำคอ

คำเดียวที่อธิบายสถานะผู้หญิงตรงหน้าได้… คนบ้า

และสถานที่เดียวที่เหมาะกับคนบ้าซึ่งมาให้เห็นในบ้านคนแปลกหน้า คือ สถานีตำรวจ

แสนถอนหายใจ แทนที่จะได้พัก ต้องวุ่นวายกับพวกตำรวจเหรอ… ชายหนุ่มควานหาโทรศัพท์ก่อนจะชะงัก เพราะมันไม่ได้อยู่หลังกระเป๋ากางเกงเขาเช่นเคย

“…”

แสงไฟจากหน้าจอสว่างขึ้น เขาหยีตามองก่อนจะเผยอริมฝีปากเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าแสงสว่างนั่นมาจากโทรศัพท์มือถือของเขาเอง

“เอาไปตอนไหน” เขาถาม ก่อนจะนิ่งไปครู่ ยามเขาชะลอรถจักรยานมองหล่อน ความเร็วที่ลดลงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ยามเขาเหลียวหน้ามองทาง คนที่รูปร่างเล็กยกแขนนิดเดียวก็สามารถดึงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงเขาได้? โดยที่เขาไม่รู้ตัว

เอาล่ะ … ไม่ใช่คนบ้า นี่มันมิจฉาชีพชัดๆ เขาจ้องอีกฝ่ายสายตาเปลี่ยนจากเห็นใจเป็นเจ็บใจและรังเกียจ เขาก็จะโทรหาตำรวจตามเดิม เพิ่มแค่ข้อหา

ชายหนุ่มเดินลิ่วๆมาประจันหน้าเธอ อีกฝ่ายสูงแค่อกเขาเท่านั้น เขาเอื้อมมือไปจะดึงโทรศัพท์คืน ก่อนจะรู้สึกว่าคว้าลมเพราะอีกฝ่ายขยับแขนหลบ

ความไวเป็นลักษณะพิเศษของมิจฉาชีพ… ชายหนุ่มบิดริมฝีปากยิ้มเยาะ เขาเอื้อมมือคว้าอีกรอบ

“!!!”

วืด วืดไม่พอ เขาหน้าคะมำด้วย เพราะตอนยื่นแขนคว้า อีกฝ่ายขัดขาเขาที่โน้มตัวรับน้ำหนัก แสนตะลึง เขาเป็นคนทรงตัวดี เซไปแค่ก้าวเดียวก็พลิกตัวกลับมา คว้าแขนหญิงสาวตัวเล็กกกว่า ตั้งใจจะตะคอกให้อีกฝ่ายตกใจ ทว่าไม่ทันได้อ้าปากทำอะไร เขาก็รู้สึกว่าตัวเองโลกพลิกคว่ำพลิกหงาย วูบเดียวเท่านั้น ไม่กี่วินาที ชายหนุ่มถูกบิดลำแขนแล้วก็ยกทุ่มข้ามหัวไหล่ในท่ายูโดจนต้องกระแทกพื้น เขาสบถคำหยาบ มือคว้าแขนเจ้าหล่อนมาด้วย แล้วออกแรงกระชากให้ล้ม

ใช่ หล่อนล้ม ล้มพร้อมกับศอกที่ตั้งลงมากระแทกเข้าลิ้นปี่เข้าอย่างจัง

“เชี่ยยย”

เขาสบถ แต่ยังไหว ชายหนุ่มพลิกตัวลุกก่อนจะพุ่งเข้าหาเธออีกครั้งแต่คราวนี้ต้องหยุดเพราะหญิงสาวคว้ามีดพกแล้วดีดสปริงออกอย่างว่องไวจ่อที่ปลายคางเจ้าหล่อนเอง อีกมือทำท่าจะตบคมมีดเข้าลำคอตัวเอง หล่อนแหงนใบหน้าขึ้น เรือนผมเทไปด้านหลังราวม่านผืนสีเข้ม ลำคอเธอขาวและมองเห็นเส้นเลือดชัดเจนแม้จะมีเพียงเสาไฟฟ้าต้นเล็กด้านหน้า

ผู้หญิงคนนี้บ้าไปแล้วหรือไง!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...