โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทรนด์ใหม่ติ๊กต็อก บำรุงด้วย ‘เปลือกกล้วย’ คนงงช่วยจริงดิ?

Khaosod

อัพเดต 03 เม.ย. 2568 เวลา 09.25 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. 2568 เวลา 08.41 น.

ชาวเน็ตงง บำรุงผิวหน้าด้วย ‘เปลือกกล้วย’ ให้ความชุ่มชื้น และปกป้องผิว เทรนด์ฮิตบนติ๊กต็อก แพทย์ผิวหนังเผยว่า “ได้ผลจริงหรือไม่?”

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า ได้มีกระแสใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมบนโลกออนไลน์ ที่มีอินฟลูเอนเซอร์ สายดูแลสุขภาพหลาย ๆ คน ออกมาแชร์เคล็ดลับใหม่ ๆ ในการดูแลผิวหน้าด้วยตัวเอง วิธีที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดยการเลือกใช้‘เปลือกกล้วย’ เอามาถูบนใบหน้าเพื่อใช้บำรุง จากกรณีดังกล่าว ชาวเน็ตหลายคนงง! สูตรลับนี้ได้ผลจริงหรือเปล่า?

ภาพประกอบจาก TikTok : @ashtonhallofficial

แอชตัน ฮอลล์ (Ashton Hall) อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในติ๊กต็อก@ashtonhallofficial ที่มีผู้ติดตามกว่า 5.6 ล้าน โด่งดังอย่างมากจากการทำคอนเทนต์แนวออกกำลังกาย และดูแลตัวเอง เมื่อไม่กี่วันก่อน คลิปวิดีโอคอนเทนต์ของเขากลายเป็นกระแสไวรัลอย่างมาก หลังเจ้าตัวได้แชร์กิจวัตรยามเช้าตื่นนอนตั้งแต่เช้ามืด และเริ่มกิจกรรมการดูแลตัวเองเมื่อตื่น

โดยสิ่งที่ทำให้ชาวเน็ตต่างอึ้ง คือการที่อินฟูลหนุ่มรายนี้ เจ้าตัวเลือกใช้‘เปลือกกล้วย’ ถูไปมา ลงบนใบหน้าของเขา และแน่นอนว่าเขาไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์คนแรกที่แชร์เคล็ดลับการดูแลผิวหน้าดังกล่าว มีอินฟูลอีกมากมายที่เผยแพร่คอนเทนต์แนวนี้ และเป็นกระแสมาสักพักหนึ่งแล้ว โดยมีชื่อเรียกเคล็ดลับนี้ว่า"โบท็อกซ์ธรรมชาติ" ที่หลายคนต่างอ้างว่า “ช่วยกระชับ และสามารถทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้”

ภาพประกอบจาก TikTok : @byzareefa และ @sheenaanayaaa

ชาวเน็ตต่างสงสัย ว่าเทคนิคการดูแลผิวหน้าแบบนี้ ได้ผลจริงหรือเปล่า? หรือเป็นแค่กระแสบนโลกออนไลน์ที่ไม่สามารถเชื่อถือได้?

เบนจามิน บันติง (Benjamin Bunting) นักโภชนาการด้านการกีฬา และผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BeForm Nutrition กล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้เปลือกกล้วยมีประโยชน์ต่อผิว ก็คือ การมีปริมาณสารอาหารที่สูง”

“ภายใน‘เปลือกกล้วย’ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินบีหลากหลายชนิดที่อาจสามารถให้ความชุ่มชื้น และปกป้องผิว เมื่อเราใช้ถูลงไปบนใบหน้าของเรา อีกทั้งด้านในของเปลือกกล้วย ยังมีคุณสมบัติในการขัดผิวช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว”

เพื่อให้เคล็ดลับดังกล่าว มีประสิทธิภาพ อย่างเต็มที่เบนจามิน บันติง นักโภชนาการรายนี้ ได้แนะนำว่า “ให้ถูด้วยด้านในของเปลือกกล้วยที่สุกแล้ว ถูลงบนใบหน้าเป็นวงกลม จากนั้นทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำเย็น”

“วิธีดังกล่าวมันแสนจะเรียบง่าย และสิ่งที่สำคัญกว่านั้น ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ เคล็ดลับดังกล่าวยัง‘ฟรี’ อีกด้วย”, “สิ่งที่เราเห็นคือ มีผู้คนจำนวนมากต้องการที่ใช้การรักษาสุขภาพที่เป็นธรรมชาติ และราคาไม่แพง ซึ่งสิ่งนี้พวกเขาสามารถเพิ่มเข้ากับกิจวัตรประจำวันของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย” นักโภชนาการรายนี้กล่าวทิ้งท้าย

แต่แน่นอนว่า ก็มีอีกฝั่งหนึ่งที่อาจ "ไม่เห็นด้วย" กับวิธีดูแลผิวหน้าด้วยวิธีดังกล่าว

ด้าน ดร.เคท เจมสัน (Kate Jameson) แพทย์ด้านความงาม และผู้ก่อตั้ง Youth Lab สปาทางการแพทย์ในออสเตรเลีย กล่าวว่า “กล้วยเต็มไปด้วยสารอาหารที่อาจให้ประโยชน์บางอย่างกับเรา เช่น วิตามินซี วิตามินอี และลูทีน ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่ามีคุณสมบัติ ต้านการอักเสบ และให้ความชุ่มชื้น”

"อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจมีข้อจำกัด และข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อยู่"

โดย ดร.เคท กล่าวว่า “มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์น้อยมาก ที่จะสามารถสนับสนุนประสิทธิภาพในการบำรุงผิว 'เปลือกกล้วย' ไม่มีไว้สำหรับการใช้งานเพื่อบำรุงด้วยวิธีนี้ ซึ่งต่างจากผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยมืออาชีพ”

“ทั้งยังมี 'ความเสี่ยง' ที่จะเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหรือการปนเปื้อนของแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือแตกหัก”

เธอยังได้แนะนำ และเตือนอีกว่า “สนับสนุนให้ผู้คนปฏิบัติต่อเทรนด์ใน ติ๊กต็อก เหล่านี้ ด้วยความระมัดระวัง”

“ธรรมชาติไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยหรือมีประสิทธิภาพที่ดีเสมอไป และสิ่งที่อาจได้ผลสำหรับคนคนหนึ่งทางออนไลน์ อาจจะไม่ได้ผลสำหรับคนอื่น ๆ ทำตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสุขภาพของผิว”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทรนด์ใหม่ติ๊กต็อก บำรุงด้วย ‘เปลือกกล้วย’ คนงงช่วยจริงดิ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...