(จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย
ข้อมูลเบื้องต้น
ไท่ซวนเทียนจุน เทพมารจอมราคะ สุดยอดอัจฉริยะแห่งอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ ผู้ครอบครองพลังอำนาจที่ไม่มีผู้หญิงคนใดสามารถต้านทานได้ บังเอิญได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่จากห้วงความตาย ทว่าในชาตินี้ เส้นทางที่เขาจำใจต้องเลือกเดิน กลับต้องเป็นเส้นทางแห่งพุทธะที่ไม่ชอบมากที่สุด
ระดับพลังในเรื่องเทพมารจอมราคะ
1.ระดับหลอมกายา ขั้น 1-10
2.ระดับทะเลวิญญาณ ขั้น 1-10
3.ระดับตำหนักวิญญาณ ขั้น 1-10
4.ระดับบัญญติเทพ ขั้น 1-10
5.ระดับเสมือนเทพ ขั้น 1-10
6.ระดับเทพแท้จริง ขั้น 1-10
7.ระดับเทพสวรรค์ ขั้น 1-10
8.ระดับราชันย์เทพ ขั้น 1-10
9.ระดับเทพเทวะ ขั้น 1-10
10.ระดับเทพอมตะ ขั้น 1-10
11.ระดับราชันย์เทพอมตะ ขั้น 1-10
12.ระดับมหาจักรพรรดิ ขั้น 1-10
13.ระดับกึ่งเซียน ขั้น 1-10
14.ระดับเซียนที่แท้จริง ขั้นต้น กลาง ปลาย สูงสุด
15.ระดับราชันย์เซียน ขั้นต้น กลาง ปลาย สูงสุด
16.ระดับกึ่งจักรพรรดิเซียน ขั้นต้น กลาง ปลาย สูงสุด
17.ระดับจักรพรรดิเซียน ขั้นหนึ่งถึงเก้าสิบเก้าชั้นฟ้า
18. ผู้อยู่เหนือสรรพสิ่ง
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่7แล้วครับ ถ้ายังไงก็ฝากผลงานด้วยนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนครับ
นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญิติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน หากฝ่าฝืนจะมีโทษสูงสุดตามที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ได้บัญญิติไว้
ตอนที่ 1 เทพมาร ไท่ซวนเทียนจุน (1)
ในดินแดนที่เหมือนสรวงสวรรค์ของเหล่าสิ่งมีชีวิตมากมาย
โลกแห่งการฝึกตนนี้งดงามและแสนสง่างาม ลึกซึ้งไปด้วยมนต์ขลังที่ทุกคนต่างใฝ่ฝันถึง
อาณาเขตดินแดนอันกว้างใหญ่ที่เปรียบดั่งสวรรค์ ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่เหล่าสิ่งมีชีวิตมากมาย
เส้นทางแห่งปราณเซียนที่ล่องลอยเต็มฟ้าดั่งแสงสีทอง ส่องประกายระยิบระยับดุจอัญมณีแห่งท้องนภา มันเป็นพลังที่มิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่กลับรับรู้ได้ด้วยหัวใจ อานุภาพของปราณเซียนนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอันลึกล้ำที่ไม่ว่าใครก็ยากจะต้านทาน
เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป ทุกสิ่งมีชีวิตต่างพากันแสวงหาหนทางสู่ความเป็นเลิศ
ความรุ่งโรจน์ของยุคสมัยนี้ถูกผลักดันด้วยความปรารถนาที่จะเป็นผู้ฝึกปราณเซียน เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างทุ่มเทชีวิตเพื่อฝึกฝนให้บรรลุถึงจุดสูงสุด พลังอำนาจที่มาจากการฝึกปราณนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้พวกเขาแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังมอบอำนาจในการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้
ไม่ว่าจะเป็นลมฟ้าอากาศ แผ่นดิน หรือแม้แต่ดวงดาราที่ส่องแสงสุกสกาวบนฟากฟ้า ผู้ฝึกปราณเซียนกลายเป็นผู้ที่ไม่มีพันธนาการจากสิ่งใดในโลกนี้อีกต่อไป พวกเขาโบยบินเหนือหมู่เมฆได้อย่างอิสระ ปลดปล่อยจิตวิญญาณให้ล่องลอยสู่ความเป็นนิรันดร์
ชีวิตที่ไม่มีผู้ใดเหนือกว่า ทุกสิ่งถูกตัดสินด้วยพลังอำนาจ ใครที่แข็งแกร่ง พวกเขาจะได้รับการสรรเสริญอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีอำนาจที่สูงส่งราวกับเป็นเจ้าแห่งฟ้า แต่ในทางกลับกัน ใครที่อ่อนแอ พวกเขาจะถูกลดค่าความสำคัญในชีวิตลง
พวกเขากลายเป็นเพียงปลาเล็กที่ถูกกลืนกินโดยปลาใหญ่ ไม่มีที่ยืนในโลกที่ทุกสิ่งถูกปกครองด้วยสถานะของพลังอำนาจ
ปราณเซียนจึงกลายเป็นหนทางเดียวที่จะพิสูจน์คุณค่าและสถานะในสังคมอันโหดร้ายนี้
เพราะมันคือยุคแห่งการฝึกปราณและการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ผู้ฝึกปราณเซียนนั้นไม่ใช่เพียงแค่ฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องทุ่มเทชีวิตเพื่อยืนหยัดต่อหน้าความท้าทายที่ไม่มีวันสิ้นสุด สงครามแห่งพลังอำนาจนี้ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง เพราะเมื่อใครคนหนึ่งขึ้นมาสู่จุดสูงสุด ก็จะมีผู้ท้าชิงคนใหม่เกิดขึ้นตามมาเสมอ ทุกก้าวย่างในเส้นทางนี้เปี่ยมไปด้วยอุปสรรค ความเจ็บปวด และความยากลำบาก
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สามารถก้าวผ่านความท้าทายเหล่านี้ได้ จะกลายเป็นตำนานที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
พวกเขาคือผู้ที่สามารถฝ่าฝันจากก้นบึ้งของความสิ้นหวัง ขึ้นสู่ยอดเขาแห่งความสำเร็จที่สูงส่ง ดินแดนแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สะท้อนถึงความพยายาม ความหวัง และความปรารถนาที่จะเป็นที่สุดของโลกแห่งปราณเซียน
ในยุคสมัยที่ทุกสิ่งล้วนถูกวัดค่าด้วยพลังอำนาจ
ผู้ฝึกปราณเซียนจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่และความรุ่งโรจน์ ด้วยจิตวิญญาณที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และความมุ่งมั่นที่จะบรรลุถึงจุดสูงสุดของการฝึกปราณ ผู้ฝึกปราณเซียนจึงกลายเป็นผู้นำที่นำพาโลกนี้ไปสู่ยุคแห่งแสงสว่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ในยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้คนมากมายต่างแสวงหาพลังอำนาจอันไร้จุดสิ้นสุด
ย้อนกลับมายังอาณาเขตดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ส่องประกายดั่งแสงสวรรค์
หนึ่งในศูนย์กลางของการฝึกฝนพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่และไร้ขอบเขต บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงดาวเจิดจ้า
ชายหนุ่มผู้หนึ่งทะยานผ่านห้วงอากาศราวกับสายฟ้าแลบ ชุดคลุมสีดำสนิทปลิวสะบัดไปตามแรงลม
ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาประดับด้วยนัยน์ตาสีดำลึกล้ำที่พลุ่งพล่านด้วยไอหมอกลึกลับ แต่ในเวลานี้ ใบหน้าหล่อเหลาดังเทพเซียนกลับเต็มไปด้วยรอยเลือด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลลึก เสื้อผ้าที่เคยสง่างามนั้นขาดวิ่น เสมือนคนที่กำลังจะสิ้นลมหายใจ
“ไอ้พวกหัวโปก พวกมันต้องเล่นกันถึงขั้นนี้เลยเหรอ?”
ไท่ซวนเทียนจุนสบถออกมาเสียงดัง ใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขาสั่นสะท้านจากบาดแผลที่ร้ายแรง
“ใครจะไปคิดว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบจะส่งศัสตราวุธระดับจักรพรรดิเกือบสิบอันออกมา!”
ขณะที่พูด ลมหายใจของชายหนุ่มก็เริ่มหนักหน่วงขึ้น ทว่ารอยยิ้มเหยียดเบาๆกลับผุดขึ้นบนใบหน้าและมุมปาก
“พวกไอ้แก่ตายยาก.. พวกเจ้ามันช่างใจคับแคบนัก!!”
“ข้าไปทำอะไรให้โกรธแค้นกันถึงขนาดนี้? พวกเจ้าจึงไล่ล่าข้าราวกับตัวตนของข้าได้ไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกเจ้า!”
น้ำเสียงของเขาเจือด้วยความเย้ยหยัน ทว่าแววตากลับส่องประกายของความขมขื่นที่เกินจะกลืนกล้ำ
“ก็แค่ได้เสียกับธิดาศักดิ์สิทธิ์และเทพธิดาสูงสุดไปเพียงสิบกว่าคนก็เท่านั้นเอง พวกเจ้าจะโกรธแค้นอะไรนักหนา”
เขาเปรยขึ้นอย่างไม่ยี่หระ ทว่าประโยคที่เอ่ยออกมา มันสะท้อนให้เห็นถึงการกระทำอันมหันตโหดที่เคยก่อขึ้น ทุกการกระทำของไท่ซวนเทียนจุนนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะลบล้างได้ หลายปีที่ผ่านมา เขาได้ทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กว้างใหญ่ไพศาลต้องสั่นสะเทือนจากการกระทำของตน
“อึก.. ไอ้พวกสารเลว!”
ไท่ซวนเทียนจุนกัดฟันแน่น พลางพยายามรักษาสติที่ใกล้จะเลือนราง มือหนึ่งกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ส่วนอีกมือหนึ่งกดไปยังบาดแผลที่หน้าอกเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลออกมากเกินไป
“ข้าจะไม่ยอมตายง่ายๆ พวกเจ้าจะต้องเสียใจที่ได้ลิ้มรสความโกรธของข้า!”
เสียงของเขาเปล่งออกมาด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลดละ แม้ร่างกายจะเจ็บปวดรวดร้าว
แต่หัวใจของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ไม่มีใครกล้าหาญพอจะเผชิญหน้า ไท่ซวนเทียนจุนคือบุคคลที่เปรียบดั่งพายุที่ไม่เคยสงบ ทุกก้าวย่างของเขาคือความปั่นป่วนที่ทำให้โลกแห่งเซียนต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
..
เอาไปก่อน 10 ตอน 55+
ตอนที่ 2 เทพมาร ไท่ซวนเทียนจุน (2)
เวลาเดียวกัน ไท่ซวนเทียนจุนกำลังวิ่งหนีอย่างไร้ทิศทาง ฝ่าอากาศอันหนักอึ้งด้วยพลังของเหล่าราชันย์เทพอมตะที่ยังตามมาติดๆ แม้ดวงตาของเขาจะฉายแววแห่งความหวาดกลัว ทว่าจิตใจกลับไม่อ่อนแอลง ชายหนุ่มยังคงกัดฟันสู้ เพื่อหาทางรอดจากการล่าที่ไร้เมตตานี้
ทว่าในทันใดนั้นเอง เสียงแหลมคมดั่งสายฟ้าฟาดพลันดังก้อง มิติเหนือฟากฟ้าเริ่มบิดเบี้ยว คล้ายการเคลื่อนตัวของจักรวาลที่ไม่อาจควบคุมได้ จากความว่างเปล่า ปรากฏคมง้าวสีเงินล่องลอยขึ้นสู่ท้องนภา มันเปล่งประกายระยิบระยับดั่งดวงดาราแต่วางอานุภาพอันไร้ที่สิ้นสุด
ง้าวมิติแห่งกาลเวลา คำร่ำลือเกี่ยวกับศัสตราวุธมหาจักรพรรดิที่มีพลังทำลายล้างเหนือสรรพสิ่ง ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าของไท่ซวนเทียนจุน
“นี่ข้าไม่มีทางรอดแล้ว?”
เขาพึมพำในใจ ใบหน้าที่เคยเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจพลันซีดเผือด และรู้ดีว่าศัสตราวุธชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาวุธ หากแต่เป็นตัวแทนแห่งกาลเวลาที่สามารถลบล้างสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด การเผชิญหน้ากับมันเปรียบดั่งการเผชิญหน้ากับห้วงอนันตกาลที่ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้
“ครืนนนนนนนนนนน!”
เสียงฟาดฟันดังสนั่น คมง้าวฟาดลงมาอย่างแรงราวกับเทพยักษ์ถืออาวุธ มันแทงทะลุชั้นฟ้าลงมากับการฟาดฟันของสายฟ้าอันโหดร้าย
ไท่ซวนเทียนจุนพยายามหลบหนีด้วยพลังทั้งหมดที่ตนมี ทว่าเมื่อถูกรัศมีของง้าวมิติแห่งกาลเวลาส่องเพ่งเล็ง
สรรพสิ่งรอบตัวต่างถูกทำลายล้างจนแหลกสลาย ราวกับจักรวาลทั้งหมดถูกกลืนกินโดยห้วงเวลาอันไร้จุดจบ
ตอนนี้ไท่ซวนเทียนจุนไม่อาจหลีกหนีโชคชะตาได้ เขาเผชิญกับคมง้าวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
แขนของเขายกขึ้นเพื่อป้องกันกลับถูกฟันขาดสะบั้น โลหิตพุ่งกระจายเต็มอากาศ มันเหมือนดั่งบทเพลงแห่งความเจ็บปวดที่ไร้ที่สิ้นสุด และร่างถูกฟาดกระเด็นลอยกระแทกพื้นโลกที่เบื้องล่าง อำนาจอันน่าสะพรึงของง้าวมิติแห่งกาลเวลา ทำให้เขาต้องปลิวถลาลงไปไกลเป็นพันลี้
เมื่อร่างของไท่ซวนเทียนจุนมาหยุดลงบนเนินเขาโล่งกว้าง ทุกสิ่งรอบตัวดูเงียบสงบ
ความเงียบนี้ไม่ได้สร้างความสบายใจ มันกลับสะท้อนถึงความโดดเดี่ยวและการล่มสลาย
ภาพเลือดที่ไหลรินอย่างไม่หยุดหย่อนและแสงเรืองรองของง้าวมิติแห่งกาลเวลาที่ยังสะท้อนอยู่ในสายตาของเขา เหมือนกำลังกล่าวเตือนชายหนุ่มว่าไม่มีที่ให้หลบหนีในโลกที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจเหนือธรรมชาตินี้
“……………”
ไท่ซวนเทียนจุนนอนนิ่งบนเนินเขา ใจของเขายังสั่นคลอน มีเพียงเสียงลมหายใจและโลหิตที่กำลังหลั่งไหลออกมาจากมุมปาก
ในตอนนั้น กลุ่มอำนาจอันแข็งแกร่งมากมายได้ปรากฏตัวออกมา พวกเขาเป็นผู้ทรงพลังจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
โดยแต่ละกลุ่มล้วนมีศัสตราวุธระดับมหาจักรพรรดิประจำตน แสงอันทรงพลังจากอาวุธเหล่านั้นเปล่งประกายเจิดจ้าเหนือท้องฟ้า พร้อมทั้งบิดเบี้ยวมิติและกาลเวลา สร้างแรงกดดันมหาศาลจนแม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กว้างใหญ่ยังสั่นสะเทือน
ไท่ซวนเทียนจุนนอนอยู่บนพื้น ดวงตาเขาเฝ้ามองผู้แข็งแกร่งนับร้อยคนที่ยืนหยัดอยู่เหนือหัวของเขา แม้จะอ่อนแรงและเต็มไปด้วยบาดแผล แต่แววตาของเขากลับแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและท้าทาย จากนั้นเขาก็หัวเราะเบาๆ พร้อมกระอักเลือดออกมา
“ฮ่าๆ พวกเจ้าแต่ละคนถือศัสตราวุธระดับมหาจักรพรรดิราวกับว่าเป็นเรื่องง่าย”
“ระฆังฟินิกซ์สวรรค์อมตะ ง้าวมิติแห่งกาลเวลา กระบี่พุทธะปราบอรธรรม ภูเขาฝ่ามือสยบจักรวาล ดาบอมตะสังหารเทพ รูปปั้นเทพมารไร้ขอบเขต พลองเหนือภพ และโลงศพกลืนสวรรค์… ทั้งหมดนี้เพื่อข้าคนเดียวจริงๆเรอะ?”
ชายหนุ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะนั้นฟังดูทั้งเหยียดหยามและประหลาดใจ
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จับมือเป็นพันธมิตรกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“หรือว่าข้าช่างยิ่งใหญ่เกินไปจนทำให้พวกเจ้าเหล่าผู้ทรงพลังต้องรวมตัวกันเพื่อไล่ล่าสังหารข้า?”
“ฮ่าๆ… ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ถือว่าข้าช่างน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก!”
เสียงหัวเราะของเขาดังก้องจนทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งบนฟ้าเคร่งเครียดขึ้นอีก
ทุกคนต่างจ้องมองไท่ซวนเทียนจุนที่ยังคงแสดงออกถึงความเย้ยหยัน แม้จะอยู่ในสภาพใกล้ตายก็ตาม
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดัน พระอรหันต์ชรารูปหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่ม เขามีใบหน้าสงบนิ่ง ฝ่ามือทั้งสองยกพนมไว้ที่หน้าอก และดวงตาที่จับจ้องมาที่ไท่ซวนเทียนจุนก็เต็มไปด้วยความเวทนา
“โยมไท่ซวนเทียนจุน…”
พระอรหันต์ชราเปล่งเสียงด้วยความเมตตา
“เจ้าคือสุดยอดอัจฉริยะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์นับล้านปี”
“เพียงแค่อายุประมาณสามสิบปี เจ้าสามารถทะลวงผ่านระดับราชันย์เทพอมตะ พรสวรรค์ของเจ้าไร้ผู้ใดเปรียบและไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ หากให้เวลาเจ้าอีกหน่อย พวกเราอาจได้เห็นการกำเนิดของเซียนที่แท้จริง และการก้าวข้ามขีดจำกัดของโลกใบนี้ มุ่งสู่เส้นทางที่ไร้ขอบเขต…”
พระอรหันต์หยุดชั่วครู่ ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ
“แต่โยมกลับเลือกวิธีการยกระดับตนเองที่ผิดพลาดไป โยมกวาดล้างขุมพลังอำนาจไปมากมาย เพื่อแย่งชิงสตรีที่งดงามเลอโฉม”
“ทำเรื่องเลวร้ายนับไม่ถ้วน เข่นฆ่าผู้คน สังหารสรรพชีวิต และพรากความบริสุทธิ์ของเหล่าเทพธิดานับไม่ถ้วน ใช้พวกนางและชีวิตเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการยกระดับพลังของตนเองอย่างก้าวกระโดด วิธีการที่ชั่วร้ายเช่นนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเรามากมายไม่อาจนิ่งเฉยได้!!”
“ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นนั้นอีกต่อไป…”
พระอรหันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้า
“ในวันนี้ พวกเราจะทำการดับสิ้นทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของเจ้า!!”
คำพูดของพระอรหันต์นั้นเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น
ดวงตาของเขายังคงจ้องมองไท่ซวนเทียนจุนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและเวทนา ราวกับจะกล่าวคำอำลาแก่อัจฉริยะที่เคยส่องแสงเจิดจรัสในยุคสมัยนี้ แต่กลับเลือกเส้นทางที่ผิดพลาดและนำพาตนเองไปสู่จุดจบอันโหดร้าย
“อมิตาพุทธ…”
และชั่วพริบตานั้นเอง พระอรหันต์นับสิบคนเริ่มเร้นตนในปราณแห่งพุทธะ พวกเขาท่องบทสวดและเริ่มเคลื่อนไหว กระบี่พุทธะปราบมารเปล่งแสงไว้มั่น อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกายอักขระโบราณอันล้ำค่า เริ่มส่องแสงราวกับดวงสุริยะที่กำลังจะสาดแสงไปทั่วห้วงอากาศ
“เปรี๊ยง!”
กระบี่ศักดิ์สิทธิ์สีทองได้พุ่งออกจากห้วงอากาศ
และทะลวงไปยังร่างของไท่ซวนเทียนจุนอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งสายฟ้าฟาดที่ไม่อาจต้านทานได้
แสงปราณพุทธะที่เปล่งประกายรอบๆกระบี่ศักดิ์สิทธิ์แผดเผาอย่างไร้ปรานี ดั่งเปลวเพลิงแห่งความบริสุทธิ์ที่มุ่งปราบปรามทุกความชั่วร้าย ร่างกายของไท่ซวนเทียนจุนที่เคยแน่วแน่เริ่มสั่นสะท้าน เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายและจิตวิญญาณของเขา
ร่างกายอันสง่างามที่เคยเต็มไปด้วยอำนาจอันมหาศาล เริ่มละลายหายไปทีละน้อย สลายตัวลงราวกับผงธุลีที่ปลิวหายไปตามสายลม
ไท่ซวนเทียนจุนรับรู้ถึงจุดจบของตนเอง เขาหลับตาลงพลางยิ้มเบาๆ ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่เต็มไปด้วยความสงบใจ
“งั้นเรอะ.. ข้าไท่ซวนเทียนจุนมาได้เพียงแค่นี้สินะ?”
“แต่ก็ช่างเถอะ ทั่วทั้งชีวิตของข้า ข้าไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่กระทำลงไปเลย”
เสียงของเขาแม้จะเบา ทว่ามันก็เต็มไปด้วยความหนักแน่นและมั่นคงอย่างหาใดเปรียบ
เขายังคงหัวเราะ เสียงหัวเราะของเขากังวานไปทั่วทุกสารทิศ
เสียงนั้นไม่มีความโกรธ ไม่มีความหวาดกลัว กลับเต็มไปด้วยความปลื้มปิติ เหมือนกับว่าชายหนุ่มได้พบความสงบสุขในจิตวิญญาณของตนเอง ท่ามกลางเปลวเพลิงแห่งปราณพุทธะที่แผดเผา เขาเผยแววตาแห่งความภูมิใจและความพึงพอใจในตัวเองอย่างปิดไม่มิด
พระอรหันต์ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างแสดงความเคารพด้วยการโค้งคำนับพนมมือให้
พวกเขารู้ดีว่าแม้ไท่ซวนเทียนจุนจะเลือกเส้นทางที่ผิด แต่เขาคือผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง และพวกเขาไม่อาจปฏิเสธในพลังและความอัจฉริยะของเขา แม้กระทั่งเหล่าผู้แข็งแกร่งจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆที่เฝ้าชมเหตุการณ์นี้อยู่ ก็ไม่มีใครเอ่ยคำสบประมาทหรือสาปแช่งไท่ซวนเทียนจุน
ในทางกลับกัน ทุกคนกลับยกมือขึ้นแสดงความเคารพต่อบุรุษผู้ซึ่งแม้ในยามตกต่ำที่สุด ก็ยังคงมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในตัวเอง
เขาคือเทพมาร ผู้แข็งแกร่งที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จะต้องจารึกชื่อไว้ตลอดกาล
ตอนที่ 3 ชายหนุ่มที่มีนามว่าเทียนจุน
หลังจากที่ไท่ซวนเทียนจุนดับสูญไปทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ โลกดูเหมือนจะกลับคืนสู่ความสงบเงียบ
แต่ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์บางอย่างก็ได้อุบัติขึ้นภายในห้วงแห่งความมืดมิด
ไท่ซวนเทียนจุนรู้สึกเหมือนดวงจิตของเขาถูกดูดกลับสู่ที่แห่งหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะส่องแสงสว่างไสวอีกครั้ง
และเมื่อชายหนุ่มลืมตาขึ้น เขากลับพบว่าตัวเองตอนนี้กำลังล่องลอยอยู่ในห้วงมิติแห่งแสงสีทอง
แสงเหล่านั้นเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับดวงสุริยะที่ไม่มีวันลับขอบฟ้า รอบด้านมีแต่เสียงบทสวดอันแผ่วเบาและแฝงไปด้วยพลังอำนาจ เสียงเหล่านั้นที่ดูคล้ายกับพระพุทธองค์นับร้อยๆตน กำลังขับขานบทสวดแห่งพุทธธรรมที่สะท้านไปถึงจิตวิญญาณ
“นะ..นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!”
ไท่ซวนเทียนจุนเอ่ยด้วยความตกตะลึง เขายังจำได้ดีว่าในช่วงเวลาสุดท้ายของตน ร่างกายและจิตวิญญาณถูกทำลายโดยกระบี่พุทธะปราบมาร ทุกสิ่งของเขาสิ้นสูญไปแล้ว แต่ตอนนี้ เขากลับยังมีสติสัมปชัญญะ ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพมายา
“หือ?”
และในขณะที่กำลังพยายามประมวลเหตุการณ์ นัยน์ตาของเขาก็จับจ้องไปที่วัตถุสีทองขนาดเล็กซึ่งล่องลอยอยู่เบื้องหน้า
มันอยู่ห่างจากตัวของเขาเพียงไม่กี่ก้าว ลักษณะของมันคือรูปปั้นพระพุทธองค์ที่มีขนาดเท่ากำมือ ผิวของรูปปั้นนั้นดูเก่าและแตกร้าว ราวกับเวลาที่ผ่านไปได้กัดเซาะมันให้หลุดร่อน แต่ถึงอย่างนั้น มันกลับเปล่งแสงอันอบอุ่นที่แฝงด้วยอานุภาพเหนือธรรมชาติ
“นี่มัน.. รูปปั้นหินที่ฉางเยว่บอกให้ข้านำติดตัวไว้?”
ไท่ซวนเทียนจุนพูดออกมาเบาๆ พร้อมกับจ้องมองดูรูปปั้นที่ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญในสถานการณ์นี้
ขณะที่ความคิดในหัวเริ่มย้อนกลับไปยังช่วงเวลาหลายปีก่อน ในกระท่อมไม้ที่ดูเรียบง่ายบนภูเขาอันเงียบสงบ เขานอนเอนกายอยู่บนเตียงไม้แข็งๆ แต่ในอ้อมอกของเขา มีเทพธิดาผู้งดงามนอนพิงแผ่นอก ใบหน้าของนางเปล่งประกายความรักใคร่ที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเทียมได้ มีเส้นผมสีทองที่ดูราวกับน้ำผึ้งบริสุทธิ์ และนัยน์ตาสีฟ้าที่ลึกซึ้งราวกับมหาสมุทร อีกทั้งแววตาของนางก็ยังมีทั้งความอ่อนโยนและความกังวล
“ท่านสามี…ถึงแม้ท่านจะทำเรื่องเลวร้าย ข่มขื่นข้าและช่วงชิงทุกสิ่งของข้าไป ข้าก็ยังรักท่านอย่างไม่มีเงื่อนไข”
เสียงของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความจริงใจ
ไท่ซวนเทียนจุนได้แต่มองดูนางอย่างเงียบๆ ก่อนที่หญิงสาวจะยื่นรูปปั้นหินขนาดเล็กออกมาจากเสื้อคลุมที่สง่างาม มันคือรูปปั้นที่แกะสลักเป็นพระพุทธองค์ในอิริยาบถสงบ แสงสีทองระยิบระยับออกมาจากรอยแตกร้าวเล็กๆ
“ได้โปรดเก็บสิ่งนี้ไว้กับตัวท่าน”
ตัวของนางพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหวัง ขณะที่ใบหน้าอันงดงามยังคงตื่นเต้น
“ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะท่านพ่อพบเจอมันในอาณาเขตที่อันตราย”
“แต่ลางสังหรณ์ของข้าบอกว่า.. สักวันหนึ่งสิ่งนี้อาจจะช่วยชีวิตท่านได้!”
ไท่ซวนเทียนจุนรับรูปปั้นหินนั้นไว้โดยไม่พูดอะไร ตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก แต่เขากลับยอมเก็บมันไว้เพียงเพราะแววตาและคำขอร้องของฉางเยว่ ใครจะรู้ว่าในวันนี้ รูปปั้นเล็กๆนั้นจะปรากฏอยู่เบื้องหน้าตัวตนของเขาอีกครั้งในห้วงมิติอันแปลกประหลาด
ไท่ซวนเทียนจุนได้แต่มองรูปปั้นหินด้วยความสงสัยและตั้งคำถามในใจ
ขณะที่เสียงบทสวดซึ่งยังคงดังกึกก้องไปรอบๆ ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง
และในชั่วพริบตา รูปปั้นพระพุทธองค์ขนาดเล็กที่เคยลอยอยู่เบื้องหน้าไท่ซวนเทียนจุนพลันเปลี่ยนไป
ตัวมันพุ่งเข้าสู่หน้าผากของเขาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีโอกาสตั้งตัว พร้อมกับที่แสงศักดิ์สิทธิ์สีทองก็ลุกโชนขึ้นจากร่างกายของเขา ท่วมท้นทุกอณูของบรรยากาศ แสงนั้นดูเหมือนเพลิงบริสุทธิ์และทรงพลัง เหมือนพลังแห่งสวรรค์อันยิ่งใหญ่กำลังโอบล้อมร่างกายของเขาไว้
“อะ..อะไรอีกวะ?!”
“หรือว่าเจ้ารูปปั้นนี้จะเป็นศัสตราวุธระดับมหาจักรพรรดิ”
“ไม่ใช่สิ มันอาจเป็นสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ของเซียนยุคโบราณ!!”
ไท่ซวนเทียนจุนทั้งตกตะลึงและประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดรูปปั้นนั้นจึงผสานเข้ากับร่างกายได้ง่ายดายเช่นนี้
และแสงศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังก่อตัวรอบตัวเขานี้มาจากไหนกันแน่ เขารู้เพียงว่า จิตวิญญาณของเขากำลังถูกพาไปยังปลายทางแห่งแสงสว่างที่เจิดจรัส จุดหมายปลายทางนั้นดูเหมือนจะเป็นบางสิ่งที่เกินกว่าที่ชายหนุ่มจะเข้าใจในตอนนี้
ในเวลาเดียวกัน ย้อนกลับไปยังอาณาเขตอันห่างไกลสุดขอบฟ้า บนเทือกเขาที่เต็มไปด้วยป่ารกร้างและไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างไร้ทิศทาง ผมของเขายุ่งเหยิงราวกับไม่ได้หวีมานานนับปี ใบหน้าของเขาซูบผอม แต่ถ้าหากมองผ่านเส้นผมที่ปิดบังนั้น จะเห็นว่าใบหน้าของเขามีเค้าโครงที่หล่อเหลาและคุ้นเคยมาก ใบหน้านั้นดูไม่ต่างจากไท่ซวนเทียนจุนแม้แต่น้อย
ทำได้เพียงก้าวผ่านป่าทึบไปอย่างไร้เรี่ยวแรง สายตาของเขาดูสิ้นหวังและเลื่อนลอย กระทั่งไม่นานนัก ชายหนุ่มได้มาถึงวัดร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางป่าเขียวครึ้ม แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาในพื้นที่รกร้างแห่งนี้ ทำให้ทุกอย่างดูศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบราวกับต้องมนต์
ภายในบริเวณวัดร้างมีแต่หญ้ารกชัฏที่ขึ้นปกคลุมไปทั่ว ชายหนุ่มยกมือปัดเส้นผมที่ปิดหน้าออก ก่อนจะจ้องมองเข้าไปในตัววัด ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความอดกลั้นและความเจ็บปวด จากนั้นเขาก็เริ่มก้าวเดินเข้าไปอย่างช้าๆ เข้าไปสู่พื้นที่ด้านในที่เงียบสงัด
“……………..”
ชายที่ซูดผอมได้พบกับรูปปั้นพระพุทธองค์ที่นั่งพนมมืออยู่ตรงกลาง ตัวรูปปั้นถูกสร้างขึ้นจากวัตถุที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ผิวของมันเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและหยากไย่ แสดงให้เห็นถึงความทรุดโทรมและการปล่อยปละละเลยที่มีมายาวนาน
ชายหนุ่มทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นพุทธองค์ เขาพนมมือขึ้นและก้มหน้า
ขณะที่ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา ได้ค่อยๆหยดลงมาราวกับน้ำที่ไหลออกจากหัวใจอันบอบช้ำ
“ข้าเทียนจุน…ทำผิดอะไรนักหนา..”
“เส้นทางของข้ามันเลวร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านพระพุทธองค์..”
“เพียงเพราะเส้นลมปราณของข้าพิการและไม่สามารถบำเพ็ญเพียรเป็นผู้ฝึกตนได้”
“ข้าเทียนจุนถึงกับต้องถูกครอบครัว ไม่ใช่สิ ต้องถูกโลกทั้งใบปฏิเสธขนาดนี้เลยหรือ…”
น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ ราวกับหัวใจของเขาถูกบีบรัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
“ข้าถูกพี่น้องที่ข้ารัก…หันหลังให้ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกดูถูก แม้แต่บิดามารดาที่เคยรักข้า ยังถึงขั้นเนรเทศข้าออกจากตระกูลเทียน”
“ข้าไม่มีหนทาง ข้าไม่มีจุดหมายให้ก้าวเดินต่อ…”
น้ำตาที่รินไหลไม่หยุดร่วงลงสู่พื้นดิน เขาพึมพำกับตัวเองพร้อมกับแววตาที่เลื่อนลอย
“ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ ข้าเทียนจุนขอตายดีกว่า..”
“การมีชีวิตอยู่ตลอดเกือบหนึ่งปีมานี้.. มันโหดร้ายกับข้าเกินไปแล้ว!!”
หลังจากที่เขาระบายความเจ็บปวดและสิ้นหวังออกมาจนหมดสิ้น ชายหนุ่มก็ล้วงมีดสั้นเล็กๆที่พกติดตัวมาขึ้นมา และชักมีดออกมาอย่างไร้ความลังเล ก่อนที่จะแทงลึกเข้าไปในหัวใจของตนเองอย่างไร้อาลัยอาวร
เวลานั้นเลือดสีแดงสดได้พุ่งออกมาเป็นสาย สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ และโลหิตสีแดงฉานส่วนนึงได้ไหลรินลงสู่รูปปั้นพระพุทธองค์
มันไหลผ่านไปถึงดวงเนตรอรหันต์ของรูปปั้น และในตอนนั้นเองที่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
รูปปั้นอรหันต์ที่เคยดูนิ่งสงบอยู่กลับค่อยๆหลั่งน้ำตาออกมาทีละหยด น้ำตานั้นใสกระจ่าง แต่กลับแฝงไปด้วยความเศร้าสลด ราวกับกำลังโศกเศร้าต่อชะตากรรมอันน่าเวทนาของชายหนุ่มผู้สิ้นหวังคนนั้น