Honda และ Nissan ยังไม่รวมกิจการกัน เพราะนิสสันไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติฮอนด้า แล้วอนาคตจะเป็นยังไง ?
Nissan เตรียมยกเลิกการเจรจาควบรวมกิจการกับคู่แข่งอย่าง Honda ตามรายงานของสำนักข่าวนิกเกอิโดยการยกเลิกข้อตกลงนี้ ส่งผลให้ไม่เกิดกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 3 ของโลก และตั้งคำถามว่าบริษัทนิสสันจะขับเคลื่อนการพลิกกลับสถานการณ์ด้วยตัวเองได้อย่างไร
ท้าวความเดิม
Honda ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น และ Nissan ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 3 เคยหารือกันเพื่อควบรวมกิจการและสร้างบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เพื่อเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหญ่จาก BYD ของจีน และเพื่อการเข้ามาในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
เพราะให้นิสสันเป็นลูก
ตามคำบอกเล่าของบุคคล 2 คนที่ทราบเรื่องดังกล่าว โดยทั้งคู่ขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ เขาอ้างว่าการเจรจามีความซับซ้อนขึ้นจากความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยทางฮอนด้าได้สอบถามนิสสันเกี่ยวกับการเป็นบริษัทลูก ซึ่งเจตนานี้ถือเป็นการเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์ของการหารือที่เดิมทีกำหนดไว้ว่าเป็นการควบรวมกิจการ ไม่มีใครเป็นลูกใคร
บริษัทปฏิเสธข่าว
นิสสันและฮอนด้ายังปฏิเสธข่าวรายงานของนิกเคอิ โดยระบุในแถลงการณ์แยกกันว่า ข่าวของนิกเคอิไม่ได้อิงตามข้อมูลที่บริษัททั้งสองประกาศ และทั้งสองบริษัทมีเป้าหมายที่จะสรุปทิศทางในอนาคตภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์และประกาศให้ทราบในตอนนั้น นี่หมายความว่าพวกเขาแยกกันจริง แต่สาเหตุยังไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการ มีเพียงคำบอกเล่าจากบุคคลภายในเท่านั้น
นิสสันยังไม่มีแผนฟื้น
ความคืบหน้าดังกล่าวทำให้เกิดคำถามใหม่ว่า Nissan ซึ่งได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัส จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งล่าสุดนี้ไปได้อย่างไรหากไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอก นิสสันกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำแผนฟื้นฟู โดยมีเป้าหมายที่จะเลิกจ้างพนักงาน 9,000 คนและกำลังการผลิตทั่วโลก 20% ส่วน Honda ซึ่งมีมูลค่าตลาดมากกว่านิสสันเกือบ 5 เท่า เกิดความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับนิสสันที่เป็นผู้ผลิตรายเล็กกว่า มิหนำซ้ำยังเกิดเหตุการณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เรียกเก็บจากเม็กซิโกเพิ่มขึ้นจะสร้างความเจ็บปวดให้กับนิสสันมากกว่าฮอนด้าหรือโตโยต้า
หุ้นแต่ละค่ายปรับตัว
หลังจากมีรายงานดังกล่าวหุ้นของ Nissan ร่วงลงมากกว่า 4% ก่อนที่ตลาดหุ้นโตเกียวจะระงับการซื้อขายชั่วคราว หุ้นของ Honda ยังคงซื้อขายกันต่อไปและปิดวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 8% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านักลงทุนโล่งใจที่ข้อตกลงนี้จะถูกยกเลิก