หย่าสามีมาเป็นยอดสตรีของแม่ทัพ
ข้อมูลเบื้องต้น
นางถูกสามีหย่าเพื่อสตรีอื่น ทว่าความอัปยศครั้งนี้ไม่ได้สะเทือนแก่นาง เพราะหลังจากหย่าร้าง นางกลายเป็นยอดสตรีที่ครอบครองหัวใจของบุรุษที่สตรีทั้งเมืองหลวงหมายปอง
-ตัวละครหลัก-
โจวเจียหนิง - แต่งงานตามสัญญาแต่งงาน ถูกเลี้ยงดูมาให้หยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยินยอมให้สามีมีอนุ แต่สุดท้ายถูกหย่าเพราะสามีที่หลงใหลในสตรีอื่น แต่นางกลับมิได้เสียใจเลยแม้แต่นิด
หลี่เหลียนเจี๋ย - แม่ทัพปราบอุดรที่แอบรักโจวเจียหนิง พอรู้ว่าหย่าก็มาปลอบขวัญแทบจะทันที
เสวี่ยเหวินจื่อ - สามีที่มีรักแรกที่ปักใจ แม้แต่งงานแล้วก็ไม่สามารถรักภรรยาได้ เพราะรักมั่นที่มีต่อไป๋อิงอิง // หากเขามีจิตใจมั่นคงกว่านี้ตั้งแต่แรก ควรยุติการหมั้นหมาย ไม่ให้มีการแต่งงานเกิดขึ้น
ไป๋อิงอิง - หญิงคนรักที่ช่วยชีวิตเสวี่ยเหวินจื่อเอาไว้ จะดีกว่านี้หากนางไม่มักใหญ่ใฝ่สูง และริษยาจนนำพาสู่หายนะ
Ebook ใน meb : https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjg2Nzk4NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM2MDI3NSI7fQ
Ebook ใน Dek-D : อยู่ระหว่างการอนุมัติ
หมายเหตุ--- ราคารายตอนจะถูกกว่าใน Ebook ค่ะ แต่ว่าต้องอดใจรอ เพราะไรต์จะทยอยอัปค่ะ เปิดล่วงหน้าให้อ่านฟรี และ ตามติดเหรียญย้อนหลังนะคะ //// ส่วน Ebook สามารถอ่านรวดเดียวจบได้เลย ฝากอุดหนุนด้วยนะคะ
ตอนที่ 1 สตรีในห้องหอ
เสียงกลองและแตรแว่วก้องไปทั่วเรือนสกุลเสวี่ย ขบวนแห่เจ้าสาวยาวเหยียดเคลื่อนเข้าสู่ประตูใหญ่ สองฟากทางเต็มไปด้วยแขกเหรื่อที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแต่งงานอันยิ่งใหญ่ของตระกูลคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองเจียงอัน
เสวี่ยเหวินจื่อ คุณชายรองแห่งตระกูลเสวี่ย บุตรชายเจ้าของสำนักคุ้มกันภัย และคุณหนูรองตระกูลโจว โจวเจียหนิง บุตรีของโรงทอผ้าและโรงตีเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในเจียงอัน
ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงที่บางจนมองทะลุออกไปข้างนอกได้ โจวเจียหนิงวัยสิบหกนั่งนิ่งอยู่บนเกี้ยว นางกำมือแน่นพยายามข่มความรู้สึกตื่นเต้นและหวาดหวั่นในใจ แม้การแต่งงานครั้งนี้จะเป็นไปตามสัญญาหมั้นหมาย แต่นางก็ยังมีความหวังว่าเจ้าบ่าวของนางอาจจะเมตตาและมอบความรักให้นางบ้าง
“ถึงเวลาเข้าพิธีแล้ว” เสียงร้องประกาศจากผู้อาวุโสดังขึ้น
ภายในห้องโถงใหญ่ตกแต่งอย่างงดงาม โคมไฟสีแดงประดับประดาส่องแสงสว่างไสว กลีบดอกไม้โปรยปรายตามพื้นพรมกำมะหยี่ เจ้าบ่าวในชุดสีแดงปักดิ้นทองยืนอยู่ด้านหน้า ทว่าดวงตาของเขาเย็นชาไร้ซึ่งความยินดี
โจวเจียหนิงถูกพยุงลงจากเกี้ยว นางเดินช้าๆ ไปยืนข้างเขา แม้จะมองไม่เห็นสีหน้าของเจ้าบ่าว แต่เพียงยืนอยู่ใกล้กัน นางก็สัมผัสได้ถึงระยะห่างที่เย็นชาและเมินเฉย
“คารวะฟ้าดิน”
ทั้งสองคุกเข่าคารวะฟ้าดินพร้อมกันหลังจบประโยคนั้น ในตอนนั้นโจวเจียหนิงรู้สึกว่าตนเองเซเล็กน้อย นางมองเขาผ่านผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“คารวะบิดามารดา” เจ้าสาวทำการคารวะบิดามารดาและผู้อาวุโส ประคองตัวให้ยืนขึ้นแม้จะรู้สึกหนักอึ้งเพราะเครื่องประดับศีรษะเจ้าสาว โดยไม่มีการช่วยเหลือจากเจ้าบ่าวของตนอย่างคู่อื่น
“สามีภรรยาคารวะกัน”
โจวเจียหนิงค่อยๆ หันไปเผชิญหน้ากับสามีของนาง แม้มองไม่เห็นเขา ทว่าสัมผัสได้ถึงความเย็นชา นางค้อมกายอย่างอ่อนโยน ทำตามพิธีอย่างเคร่งครัด แม้ในใจจะรู้สึกว่างเปล่า
“พิธีเสร็จสิ้น ส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ”
เสียงเฮดังขึ้นจากบรรดาแขกเหรื่อ ทุกคนต่างหัวเราะร่า ยินดีกับคู่บ่าวสาว แต่มีเพียงโจวเจียหนิงที่รู้ดีว่า การแต่งงานครั้งนี้ ไม่ได้งดงามอย่างที่ใครๆ คิด
ในห้องหอ เตียงผ้าม่านสีแดงถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีต เทียนแดงมงคลส่องแสงวูบไหวสร้างบรรยากาศอ่อนโยน ทว่าเจ้าสาวกลับต้องนั่งเพียงลำพัง
เสวี่ยเหวินจื่อที่ถูกมอมสุราจากสหายและแขกเหรื่อ เดินเข้ามายืนอยู่กลางห้อง สายตาของเขาไม่ได้มองนางเลยแม้แต่น้อย
เขาเดินเข้าไปยืนต่อหน้านาง ลังเลที่จะเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว เพราะในใจมีหญิงอื่นที่รอคอยอยู่
“เจ้าพักเถิด” เขากล่าวเสียงราบเรียบ ก่อนจะหมุนกายเตรียมเดินออกไป ไม่แม้แต่จะเปิดผ้าคลุมหน้าให้นางหรือคล้องแขนดื่มสุรามงคลให้เสร็จพิธี
“ท่านพี่จะไปไหน” โจวเจียหนิงเผลอเอ่ยถาม นางกัดริมฝีปากแน่น ใช้ความกล้าทั้งหมดจับชายแขนเสื้อเขาไว้
“ข้ามีธุระ” น้ำเสียงไร้เยื่อใย และปลายนิ้วของเขาก็สะบัดมือนางออกโดยไม่ลังเล
“ข้าจะรอท่านกลับมา”
“ไม่จำเป็น” เขาพูดเสียงเรียบ ตามด้วยเสียงปิดประตูลง
นางหัวเราะอย่างขมขื่น คืนนี้เป็นคืนเข้าหอของพวกเขาแท้ๆ แต่สามีของนางกลับทิ้งให้นางเฝ้าห้องหอเพียงลำพัง
“แต่อย่างไร ข้าก็จะรอ” นางพึมพำเสียงเบา หวังว่าเขาจะกลับมาเพื่อทำพิธีให้เสร็จสิ้นทุกขั้นตอนในวันที่สำคัญ
************************
อีกด้านหนึ่งของเมืองเจียงอัน เสวี่ยเหวินจื่อเร่งฝีเท้ามาถึงริมทะเลสาบเงียบสงบ ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือผืนน้ำ ทว่าท่ามกลางความงามสงัด กลับมีร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงสะพานไม้
ไป๋อิงอิง หญิงสาวชาวบ้านธรรมดา นางสวมชุดขาวปล่อยชายแขนเสื้อลู่ไปตามสายลม ดวงหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
“อิงอิง!” เสวี่ยเหวินจื่อเรียกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ดรุณีวัยสิบแปดหนาวหันมา ดวงตานางแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก
“พี่เหวินจื่อ ในที่สุดท่านก็มาหาข้า”
เสวี่ยเหวินจื่อก้าวไปหยุดตรงหน้านาง คิ้วขมวดแน่น “เจ้าคิดจะกระโดดน้ำจริงๆ หรือ”
“แล้วข้าจะเหลือทางเลือกอะไรอีกหรือ ท่านแต่งงานแล้ว ท่านมีภรรยาแล้ว ข้าเป็นเพียงหญิงต่ำต้อย แม้แต่สิทธิ์จะอยู่เคียงข้างท่าน ข้ายังไม่มีเลย” ไป๋อิงอิงหัวเราะเบาๆ ทว่าความเจ็บปวดฉายชัดในแววตา
หัวใจของเสวี่ยเหวินจื่อเจ็บแปลบ คำพูดของนางกระทบลึกถึงจิตใจ เขาเองก็รู้สึกผิดและสับสน เขาหมั้นหมายกับโจวเจียหนิงเพราะคำสั่งของบิดามารดา แต่ในใจเขามีเพียงไป๋อิงอิงเท่านั้น สตรีที่ช่วยเหลือเขาไว้เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว
“อิงอิง ข้าจะไม่ทอดทิ้งเจ้า” เขากล่าวหนักแน่น พลางจับมือนางไว้
“รอข้าก่อน เพียงไม่นาน ข้าจะรับเจ้าเข้าตระกูลเสวี่ย ข้าสาบาน”
ไป๋อิงอิงมองเขาน้ำตาคลอเบ้า นางซบหน้าลงกับอกเขาอย่างอ่อนแอ
“พี่เหวินจื่อ ขอเพียงท่านไม่ลืมคำพูดของท่าน แม้จะเป็นเพียงอนุ ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างท่าน ข้าก็ไม่เสียใจแล้ว”
ขณะเดียวกัน ภายในห้องหอ เทียนแดงยังคงลุกโชน เจ้าสาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม นางรอให้เขากลับมาจากธุระที่ว่า แต่รอแล้วรอเล่าเจ้าบ่าวก็ไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว
“กินน้ำแกงนี่หน่อยนะเจ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทเดินเข้ามาพร้อมกับน้ำแกงบำรุงให้นาง
“ข้าไม่หิว”
“แต่ท่านยังไม่ได้กินอะไรเลย” หลินจิงจิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใย
มือเรียวดึงผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวของตนเองออกไปด้วยตนเอง นางกุมมือกันไว้บนตัก สายตาจ้องมองไปยังเทียนมงคลที่กำลังละลายหยดน้ำตาเทียนช้าๆ ราวกับมันกำลังร้องไห้แทนนาง
คืนนี้ควรเป็นคืนที่เจ้าสาวมีความสุขที่สุด ทว่าเจ้าบ่าวของนางกลับออกไปหาสตรีอื่นโดยไม่แม้แต่จะสนใจ
สาวใช้คนสนิทของนางส่งชามน้ำแกงให้ โจวเจียหนิงรับมันมาอย่างว่างเปล่า นางยกช้อนขึ้นตักน้ำแกงนั้นขึ้นมา แต่พอเห็นเงาสะท้อนของตนเองในน้ำแกง หัวใจกลับปวดร้าว
'เขาไม่ต้องการข้า ไม่เคยต้องการข้าเลย'
หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงในชามน้ำแกง แต่นางเพียงกะพริบตาแล้วกลืนมันลงไปพร้อมน้ำแกงอุ่นๆ
“ออกไปเถอะเสี่ยวจิง ข้าอยากพักผ่อนแล้ว”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้ที่ติดตามมาสกุลเสวี่ยจำใจต้องออกไป
เมื่อประตูห้องหอปิดลง โจวเจียหนิงหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น
นางรู้อยู่แล้วว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความรัก แต่ก็ไม่คิดว่าชายที่เป็นสามีของนางจะทอดทิ้งนางอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้
นางพยายามปลอบตนเองว่าอย่างไรเสียนางก็ยังเป็นภรรยาโดยชอบธรรมของเขา วันหนึ่งเขาอาจจะยอมรับนางบ้าง
แต่คืนนี้นางทำได้เพียงเฝ้ารออยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางเปลวเทียนมงคลที่ค่อยๆ มอดดับลงทีละน้อย
************************
ตอนที่ 2 คำขอที่เย็นชา
แสงอรุณแรกของวันใหม่เริ่มจับขอบฟ้า ที่ทางเดินหลักของสกุลเสวี่ย เสวี่ยเหวินจื่อเดินกลับเข้ามาในเรือนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เสื้อคลุมสีแดงที่เขาสวมเมื่อคืนยังคงอยู่ ทว่ากลับถูกสายลมยามเช้าพัดจนเย็นเฉียบ
เขาใช้ทั้งคืนอยู่กับไป๋อิงอิง ปลอบโยนให้นางคลายความเศร้า จนกระทั่งนางผล็อยหลับไปในตอนเช้ามืดเขาจึงจากมา
ในใจของเขาไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิดต่อเจ้าสาวของตนเอง เพราะเขาไม่ได้เหลือหัวใจไว้ให้สตรีใด
เมื่อก้าวเข้ามาในเรือนหอ ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมทันที เทียนแดงที่เคยสว่างไสวเมื่อคืนนี้เหลือเพียงกองน้ำตาเทียนที่ไหลรวมกัน โจวเจียหนิงนั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชา ดวงหน้านางเรียบเฉยราวกับเมื่อคืนนี้ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้น
“เจ้าตื่นแล้วหรือ” เสวี่ยเหวินจื่อเอ่ยถามเสียงเรียบ
โจวเจียหนิงเงยหน้ามองเขาช้าๆ ดวงตานางสงบนิ่งจนเขานึกประหลาดใจ นางไม่ถามว่าเขาไปที่ไหน ไม่โวยวาย หรือแสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย
“เจ้าหิวหรือไม่ ข้าจะให้คนยกอาหารมาให้” เขาถามอีกครั้ง รู้สึกแปลกๆ กับบรรยากาศนี้
“ไม่เป็นไร ท่านคงเหนื่อยมากแล้ว รีบไปพักเถิด ข้าต้องไปเตรียมตัวคารวะท่านพ่อท่านแม่ของท่าน” โจวเจียหนิงเพียงยิ้มบางเบา
เขาชะงักไปเล็กน้อย นึกว่าตนจะได้เห็นนางร้องไห้หรือกล่าวตัดพ้อ ตามประสาหญิงสาวที่ยังเยาว์วัย ทว่าไม่ใช่เลย นางเพียงลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วก้าวผ่านเขาไปอย่างแผ่วเบา โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ในใจของเสวี่ยเหวินจื่อพลันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด แต่อีกใจก็คิดว่าดีแล้วที่เป็นเช่นนี้ ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องมีสิ่งใดให้ต้องพูดคุยกัน เขาเองก็อยากจะครองตัวเพื่อสตรีอีกนาง ไม่อยากให้หญิงอันเป็นที่รักต้องเสียใจไปมากกว่านี้
อย่างน้อยขัดสัญญาแต่งงานกับตระกูลโจวไม่ได้ แต่ก็จะมีเพียงไป๋อิงอิงผู้เดียวเพื่อชดเชยให้แก่นาง
ช่วงสาย เสวี่ยเหวินจื่อพานางเข้ามาคารวะผู้อาวุโสในบ้าน หญิงสาวยกน้ำชาให้แก่พ่อแม่สามี และรับของขวัญจากแม่สามีที่มอบของขวัญให้แก่ลูกสะใภ้
“เจียหนิงช่างงดงามนัก กิริยามารยาก็ถูกอบรมมาอย่างดี เราได้ลูกสะใภ้ดีแล้ว” เสวี่ยฮูหยินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เอ็นดู
“ขอบคุณท่านแม่ที่เอ็นดู ต่อไปจะช่วยท่านแม่ และพี่สะใภ้ใหญ่ดูแลสกุลเสวี่ยเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและนอบน้อม ทำให้เสวี่ยฮูหยินยิ่งเอ็นดูสะใภ้รองเป็นอย่างมาก
ลู่เซ่าถิงผู้เป็นสะใภ้ใหญ่ก็ยิ้มเอ็นดูให้กับกิริยาที่อ่อนน้อมของนาง มองสะใภ้รองด้วยแววตาที่ชื่นชม
“พอถึงวันเยี่ยมบ้าน เจ้าต้องพานางกลับไปพร้อมกับของเยี่ยมบ้านที่ยิ่งใหญ่ เข้าใจหรือไม่” จางไป๋เยียนผู้เป็นมารดาหันไปบอกบุตรชาย
“ขอรับท่านแม่” เขารับปากด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งอารมณ์
“แล้วรีบมีหลานชายให้ข้าอุ้มไวๆ ข้าอยากอุ้มหลานแล้ว” เสวี่ยอี้หลานบอกบุตรชายของตน พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความสุขใจ
เสวี่ยเหวินจื่อไม่ได้ตอบอะไร โจวเจียหนิงเองก็เงียบไป จะมีลูกได้อย่างไร ในเมื่อเข้าหอเขาก็ยังไม่ได้เข้าหอกับนางด้วยซ้ำ
************************
ภายในเรือนไม้หลังเล็กซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบ ไป๋อิงอิงนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ลูบไล้แก้มตนเองเบาๆ นางจงใจไม่แต่งหน้าเพื่อให้ดูซีดเซียว น้ำตาคลอเบ้าอย่างแนบเนียน
ทันทีที่เสวี่ยเหวินจื่อก้าวเข้ามาในห้อง นางก็รีบลุกขึ้น พุ่งเข้ากอดเขาแน่น ร่างบางสั่นสะท้านราวกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง
“พี่เหวินจื่อ เมื่อคืนข้าฝันร้าย ข้าฝันว่าท่าน… ท่านลืมข้าไปจริงๆ”
เสวี่ยเหวินจื่อรู้สึกเจ็บแปลบในใจ เขาโอบร่างบางไว้แน่น ยกมือลูบศีรษะนางอย่างปลอบโยน
“อิงอิง ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า เจ้ารู้ดีมิใช่หรือ” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยจนนางรับรู้ได้
“พี่เหวินจื่อ… ข้าไม่อยากอยู่แบบนี้อีกแล้ว ข้าไม่อยากเป็นเพียงเงา เป็นสตรีที่ต้องซ่อนตัวอยู่หลังม่าน ข้าต้องการอยู่เคียงข้างท่าน เช่นเดียวกับนาง” ไป๋อิงอิงเงยหน้าขึ้น ดวงตานางสั่นระริก มือเรียวเล็กจับแขนเสื้อเขาไว้แน่น
เสวี่ยเหวินจื่อชะงักไปเล็กน้อย คำพูดของไป๋อิงอิงกระทบจิตใจเขาอย่างแรง
ใช่แล้ว เหตุใดเขาจะต้องให้คนรักของตนเองถูกซ่อนอยู่เช่นนี้
“ข้าจะหาทางพาเจ้าเข้าเรือนให้ได้ ไม่ว่าใครก็ขัดขวางไม่ได้” เขากล่าวหนักแน่น
ไป๋อิงอิงซบหน้าลงกับอกเขา แววตาของนางเปล่งประกายแห่งชัยชนะโดยที่เสวี่ยเหวินจื่อไม่ทันสังเกต
'ในที่สุด ข้าก็กำลังจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรเป็นของข้า'
“แต่ตอนนี้เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด หลายวันมานี้เจ้าดูไม่ค่อยแข็งแรง อย่าทำให้ข้าเป็นห่วงเลยนะ”
“อิงอิงจะเชื่อฟังพี่เหวินจื่อ” นางกล่าวอย่างว่านอนสอนง่าย ในขณะที่บุรุษหนุ่มนั้นกำลังใช้ความคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร
หลังจากที่ไป๋อิงอิงยอมสงบไปอย่างเชื่อฟัง เสวี่ยเหวินจื่อก็ต้องรีบกลับเรือนก่อนจะพลบค่ำเพื่อป้องกันคำครหา
เมื่อกลับไปถึงก็เดินกลับไปยังเรือนทักษิณที่เป็นเรือนนอนส่วนตัวของตน เขาหยุดยืนที่ห้องโถงของเรือน สีหน้าของเขาสงบนิ่ง ทว่าภายในแววตามีความแน่วแน่บางอย่าง
เบื้องหน้าของเขา โจวเจียหนิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะน้ำชา ท่าทางของนางสงบนิ่งเช่นกัน
“ข้ามีเรื่องจะแจ้งเจ้า” เสวี่ยเหวินจื่อกล่าวเสียงราบเรียบ นางเงยหน้ามองเขานิ่งราวกับไม่ได้ใส่ใจว่ากำลังจะได้ฟังเรื่องใดจากสามีของตน
โจวเจียหนิงวางถ้วยชาลงช้าๆ แล้วสบตากับเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า นับตั้งแต่ที่เขาทิ้งนางให้เฝ้าห้องหอจนถึงตอนนี้เขาก็แยกห้องนอนราวกับว่านางน่ารังเกียจ นางเองก็หมดความศรัทธาในตัวเขาแล้ว
“เชิญกล่าวเจ้าค่ะ”
เสวี่ยเหวินจื่อสูดลมหายใจเข้า
“ข้าจะรับไป๋อิงอิงเข้าเรือน” ความเงียบปกคลุมห้องโถงทันที หลังจากคำพูดนั้นหลุดออกจากปากของเขา
สาวใช้ข้างกายนางเอกเผลอกำมือแน่นด้วยความไม่พอใจ ทว่าตัวโจวเจียหนิงเองกลับยังคงสงบ นางเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ
“เช่นนั้นหรือ”
เสวี่ยเหวินจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้คาดหวังปฏิกิริยานี้จากนาง เขาคิดว่านางจะต้องโกรธ ไม่พอใจ หรือแม้แต่น้ำตาคลอเบ้าเสียด้วยซ้ำ
“เจ้าคิดเห็นอย่างไร” เขาถามเสียงขรึม
โจวเจียหนิงจ้องมองเขานิ่งๆ ดวงตานางไม่มีวี่แววของความโกรธหรืออ้อนวอน
“หากท่านพี่ต้องการเช่นนั้น ข้าย่อมไม่อาจขัดได้”
“ดี เช่นนั้นข้าจะจัดการเรื่องนี้” เสวี่ยเหวินจื่อรู้สึกคล้ายมีบางสิ่งติดค้างอยู่ในอก แต่เขาเพียงพยักหน้ารับ
เขาหันหลังเดินจากไป โดยไม่ได้สังเกตเลยว่า ขณะที่เขาหันหลังให้ ดวงตาของโจวเจียหนิงได้หลุบลงต่ำ รอยยิ้มของนางจางลง และภายในดวงตานางมีบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
************************
ตอนที่ 3 ไม่ยอมรับ
สองวันต่อมา ในห้องโถงใหญ่ของสกุลเสวี่ย บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ไป๋อิงอิงสวมชุดสีฟ้าอ่อนดูบอบบางราวกับกลีบดอกไม้ที่พร้อมจะปลิวไปตามสายลม นางยืนอยู่ข้างเสวี่ยเหวินจื่อ ดวงตาคลอด้วยหยาดน้ำตา แสร้งทำท่าทีหวาดกลัวและน่าสงสาร
เสวี่ยอี้หลานนั่งอยู่ข้างภรรยา จางไป๋เยียนผู้เป็นเสวี่ยฮูหยินใหญ่ที่กุมอำนาจของเรือน ขวามือคือเสวี่ยหยุนหมิงบุตรชายคนโตและสะใภ้ใหญ่ ด้านซ้ายมือคือโจวเจียหนิงสะใภ้รองที่นั่งด้วยใบหน้าสงบนิ่ง มองดูสามีและสาวงามที่เขาพามาด้วย
“พี่เหวินจื่อ…” นางกระซิบเสียงสั่น ราวกับเป็นลูกแกะน้อยที่กำลังถูกข่มเหง
เสวี่ยเหวินจื่อจับมือนางไว้แน่น ก่อนเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่นั่งสงบนิ่งตรงหน้า
โจวเจียหนิงในชุดสีเหลืองอ่อน นั่งสง่างามราวกับสตรีผู้สูงศักดิ์ มือเรียวของนางวางไว้บนตัก ดวงตาเย็นชาและเรียบนิ่ง
“การตัดสินใจในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วสะใภ้รอง” เสวี่ยฮูหยินกล่าวกับลูกสะใภ้ด้วยความหนักใจ
“เจียหนิง ข้าหวังว่าเจ้าจะเห็นแก่ข้า และยินยอมรับอิงอิงเข้าเรือน” เสวี่ยเหวินจื่อกล่าวเสียงมั่นคง
ห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงัน ก่อนที่โจวเจียหนิงจะยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“ข้าปฏิเสธ” คำพูดสั้นๆ คำเดียว กลับทำให้บรรยากาศในห้องโถงเย็นเยียบลงทันที
ไป๋อิงอิงเบิกตากว้าง ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะปล่อยน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมา
“พี่หญิงโจว” นางกล่าวเสียงสั่นเครือ เรียกดรุณีที่อายุน้อยกว่าเพราะอีกฝ่ายเป็นภรรยาเอก
“ข้าเพียงต้องการอยู่เคียงข้างพี่เหวินจื่อเท่านั้น ข้าไม่เคยคิดจะแย่งตำแหน่งของท่านเลย”
“เจ้าบอกเองว่าจะให้พานางเข้าเรือน” เสวี่ยเหวินจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงที่โกรธขึ้ง
โจวเจียหนิงเพียงปรายตามองนาง ก่อนจะหันกลับไปมองเสวี่ยเหวินจื่อ
“ท่านพี่ ท่านพูดวันนั้นข้าคิดว่าท่านจะรับสาวใช้เพิ่ม ท่านไม่ได้บอกว่าจะรับนางมาเป็นภรรยารองของท่าน ตำแหน่งภรรยารองนี้ ข้าไม่มีวันให้” นางกล่าวด้วยท่าทางที่เย่อหยิ่ง
“เจียหนิง!” เสวี่ยเหวินจื่อขมวดคิ้วแน่น เขาไม่คิดว่านางจะดื้อรั้นเช่นนี้
“เจ้ากำลังจะขัดความปรารถนาของข้าหรือ”
“ท่านแต่งข้าเข้าเรือนมาในฐานะภรรยาเอก ข้ามีสิทธิ์ในเรือนหลังนี้มากกว่าสตรีใดๆ หากข้าไม่ยอม แม้แต่ผู้อาวุโสในเรือนยังบังคับข้าไม่ได้ แล้วท่านพี่คิดจะบังคับข้าหรือ” โจวเจียหนิงยกยิ้มบาง
เสวี่ยเหวินจื่อชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นทันที
เสวี่ยอี้หลานพยักหน้าให้กับภรรยา ลูกสะใภ้รองผู้นี้มิได้อ่อนแออย่างที่พวกเขาเป็นกังวล
ไป๋อิงอิงเงยหน้ามองคนรักอย่างตัดพ้อ ทว่าภายในดวงตากลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่เก็บซ่อนไว้อย่างดี
“พี่เหวินจื่อ ข้า…” นางเม้มริมฝีปาก ก่อนจะปล่อยน้ำตาให้ร่วงเผาะ
“หากพี่หญิงโจวไม่ยินยอม เช่นนั้นข้าคงทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อชาตินี้ไม่สมหวัง ชาติหน้าเราค่อยครองคู่กันนะเจ้าคะ” นางกล่าวแล้วร้องสะอึกสะอื้น แล้วทำท่าจะวิ่งชนเสาเรือน
“อิงอิง อย่า” เขาดึงมือนางไว้ไม่ให้คิดสั้น
มารยานั้นลู่เซ่าถิงได้แต่ถอนหายใจด้วยความระอา แล้วมองหน้าแม่สามีที่กำลังส่ายศีรษะที่บุตรชายคนรองช่างโง่เขลาดูมารยาหญิงนี้ไม่ออก
เสวี่ยเหวินจื่อกำหมัดแน่น เขามองโจวเจียหนิงที่ยังคงสงบนิ่ง นางไม่แม้แต่จะสะทกสะท้านกับสิ่งที่เขากล่าว ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ
นี่คือภรรยาของเขา สตรีที่ไม่ได้อ้อนวอนขอความรักจากเขา แต่กลับทำให้เขารู้สึกถึงแรงกดดันอย่างประหลาด
“หากไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ข้าขอตัว” โจวเจียหนิงกล่าวเรียบๆ ก่อนจะลุกขึ้น แล้วเดินออกไปจากห้องโถงอย่างสง่างาม
เสวี่ยเหวินจื่อจ้องตามแผ่นหลังของนาง ในใจของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนสับสน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตนเอง อาจประเมินสตรีที่แต่งงานด้วยต่ำเกินไปแล้ว
เมื่อกลับไปถึงเรือนทักษิณ โจวเจียหนิงนั่งลงที่โต๊ะดื่มชา หลินจิงจิงรินน้ำชาให้เจ้านายพร้อมกับคำถามที่นางสงสัย
“ฮูหยินจะไม่ทำอะไรหรือเจ้าคะ ดูท่าแล้วคุณชายรองคงไม่ยอมวางมือแค่นี้” นางกล่าวถามด้วยความแค้นแทนผู้เป็นนาย
“พ่อแม่สามีและคนในเรือนต่างก็ไม่ได้เห็นด้วย ทุกคนเข้าข้างข้า เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
“แต่ว่า…”
“ข้ามีทางออกของข้า จิงจิง เจ้าคอยดูต่อไปเถิด หากเขากล้าแต่งนางเขาเรือน ไม่ว่าฐานะภรรยารองหรืออนุ ข้าจะไม่ยอมอยู่อย่างอัปยศในเรือนหลังนี้แน่” นางกล่าวแล้วยกชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น สตรีเฝ้าห้องหออย่างนางจะไม่ยอมให้สามีพาอนุมาเหยียบย่ำให้ต้องรู้สึกเสียเกียรติไปมากกว่านี้
บุรุษสกุลโจวไม่เคยมีอนุภรรยา และสตรีคนสกุลโจวไม่เคยมีผู้ใดที่ปล่อยให้สามีมีเมียอื่น หากเขายังดึงดันจะนำไป๋อิงอิงเข้ามาในเรือน นางก็จะไม่ยอมไว้หน้าสกุลเสวี่ย แม้ทุกคนจะดีกับนางมากเพียงใดก็ตาม
************************
ที่เรือนเล็กริมทะเลสาบของไป๋อิงอิง นางร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเสวี่ยเหวินจื่อ รำพันถึงความน้อยเนื้อต่ำใจที่มี
“ข้าไม่อยากอยู่แล้ว ข้าไม่อยากอยู่แล้ว”
“อิงอิง ขาไม่ยอมให้เจ้าต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้แน่”
“ข้ารักท่านมากเพียงใด ยอมเสียสละชีวิตกระโดดน้ำลงไปช่วยท่านขึ้นมาจนตัวเองเกือบตาย บิดาของข้าก็ต้องตายไปเพราะลงไปช่วยข้าที่หมดแรงอยู่ในแม่น้ำ ท่านติดค้างสกุลไป๋ของเรา แต่สิ่งที่ข้าได้รับคือความปวดใจอย่างนั้นหรือ” นางกล่าวทวงบุญคุณ และสิ่งที่ตนเองสูญเสียไป
“ข้าไม่เคยลืมว่าทำให้เจ้าต้องสูญเสียบิดา และข้าไม่ลืมว่าเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ แต่จะให้ข้าทำอย่างไรได้ ในเมื่อนางไม่ยอมรับเจ้า แม้แต่ท่านพ่อท่านแม่ของข้าก็ยังไม่สามารถบังคับให้นางยินยอมได้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยใจ
“เพราะท่านไม่พยายามเสียมากกว่า มีหรือว่าหากนายท่านเสวี่ยและฮูหยินใหญ่ช่วยพูดนางจะไม่ยินยอม เป็นท่านเองที่ไม่พยายามเพื่อข้า เพื่อความรักของเรา” นางกล่าวตัดพ้อ มือเรียวทุบที่หน้าอกของตัวเอง ทำเหมือนว่าหัวใจสลายไปแล้ว
“อิงอิง ข้าสัญญา ข้าจะไปพูดกับท่านพ่อท่านแม่ให้ช่วยพูดให้ คราวนี้แม้จะต้องแลกด้วยอะไรข้าก็จะยอมทำเพื่อเจ้า” เขาให้คำสัญญาพร้อมยกมือขึ้นสาบานอย่างจริงจัง
“แต่ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อท่านอีกแล้ว” นางกล่าวแล้วจะลุกไปกระโดดลงน้ำอีกครั้ง เสวี่ยเหวินจื่อรีบคว้าตัวนางเอาไว้แล้วไม่ยอมให้ทำ
ไป๋อิงอิงแสร้งเป็นลมหมดสติภายในอ้อมกอดนั้น เสวี่ยเหวินจื่ออุ้มนางเข้าไปนอนพักในเรือนไม้ของนาง ฝ่ามือลูบที่ศีรษะอย่างแผ่วเบา
“เจ้าไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะข้าเอง” เขากล่าวด้วยความรู้สึกผิด ปกตินางจะอ่อนแอและไม่เคยโวยวาย แต่พอเขาแต่งงานนางก็เปลี่ยนไป ความรักที่นางมีให้เขานั้นทำให้นางใจสลายจนต้องตกอยู่ในสภาพนี้
************************