โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เปิดใจ “ซีตรอง” แชมป์มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ยืนหนึ่งอาหารไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ต.ค. 2566 เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2566 เวลา 07.36 น.

ผู้เขียน : ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่

“มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซั่น 6” ปิดเตาลงแล้วหลังการแข่งขันอันดุเดือดตลอด 17 สัปดาห์ และเป็น “ซีตรอง-วลาสุระ ณ ลำปาง” ที่คว้าชัยชนะไปครอง “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์แชมป์คนล่าสุดของมาสเตอร์เชฟอาหารไทยกับความสำเร็จในครั้งนี้ และฝันที่เขาตั้งเป้าจะไปให้ถึง “เชฟมิชลินสตาร์”

ซีตรองเล่าให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า เป็นคนชอบทำอาหารตั้งแต่เด็ก โดยได้มาจากคุณแม่และครอบครัวที่ทำอาหารกันอร่อยมาก ทำให้เป็นคนที่รักอาหารไทยมาก แม้ปัจจุบันจะมีอาชีพที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจก็ตาม แต่ก็ตัดสินใจสมัครและมีโอกาสได้เป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการ “มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซั่นที่ 6” หรือมาสเตอร์เชฟอาหารไทย

ก่อนสมัครเราไม่ได้มั่นใจว่าจะได้เป็นหนึ่งในผู้แข่งขัน แต่ก็เตรียมเมนูประจำตัวมานำเสนอ คือ “น้ำพริกพริกไทยอ่อน” ที่ใครชิมก็บอกว่าอร่อย ปรากฏว่าถูกใจคณะกรรมการตั้งแต่รอบออดิชั่น จนเราเป็นหนึ่งในคนที่ได้ผ้ากันเปื้อน หลังจากนั้นเหมือนเป็นพัฒนาการแบบก้าวกระโดด เมื่อเรารู้ว่าต้องแข่งเเล้ว ก็เตรียมตัวหนักมาก อ่านหนังสือทุกวัน

เวลาที่ใช้อ่านหนังสือหรือศึกษาข้อมูลการทำอาหาร คือหลังจากทำงานประจำวันจันทร์-ศุกร์ ผมแบ่งเวลาชัดเจนมาก จะอ่านหนังสือถึงตี 3 นอนเพียง 3-4 ชั่วโมง และตื่นเช้าไปทำงาน วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ไปขลุกอยู่บ้านพ่อบ้านแม่เพื่อซ้อมทำอาหารจริงจัง

ไม่เคยคิดจะได้เป็นแชมป์

ตอนเข้ามาแรก ๆ เราไม่รู้โพซิชันนิ่งของตัวเองว่าอยู่ตรงไหนในการแข่งขันนี้ ยังไม่รู้ว่าแต่ละคนฝีมือระดับไหน แต่เมื่อแข่งไปสักพักก็เริ่มรู้สึกว่าเราสามารถชนะได้ จึงตั้งความหวังไว้มากพอสมควร ว่าต้องชนะในครั้งถัด ๆ ไป และก็หวังว่าจะได้เข้ารอบไฟนอลเหมือนกัน

จนตอนที่ประกาศชื่อว่าซีตรองได้เป็นมาสเตอร์เชฟอาหารไทย ซึ่งเราไม่เคยรู้ผลมาก่อน รายการมีวิธีการถ่ายทำที่เราจะรู้ผลพร้อมคนดูทางบ้านวันที่เทปออกอากาศ เนื่องจากคนรอบตัวก็ลุ้นไปด้วย นี่จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่คนถามเสมอว่ารู้ผลแล้วทำไมไม่บอก แต่จริง ๆ คือเราไม่รู้เลย

“วินาทีที่ประกาศผล เข่าทรุด ตอนนั้นคือเข่าและขาไม่มีแรงเลย เพราะผมก็รู้พร้อมทุกคน”

ในจอ-นอกจอ คือเรื่องจริง

ซีตรองบอกว่า เป็นคำถามที่เจอบ่อยมากในชีวิตประจำวัน ว่ารายการมีบท มีสคริปต์ และเป็นเหมือนละครหรือไม่ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในรายการคือเรื่องจริงทั้งสิ้น ไม่มีสคริปต์ ไม่มีบอกบท หรือบอกใบ้ใด ๆ แค่รายการตัดบางช่วงบางตอนมานำเสนอเหมือนการสรุป

บรรยากาศในมาสเตอร์เชฟคิทเช่น ตอนเราเป็นคนดูก็กดดันแล้ว แต่เข้าไปแข่งจริง ๆ ยิ่งกดดันกว่าหลายเท่า ในฐานะคนดูเวลาที่ใช้เเข่งขันมันยาวนาน แต่พอไปแข่งแล้วเวลา 60 นาทีมันสั้นมาก เพิ่งทำไปไม่นาน ทำไมเหลือไม่กี่นาที เวลาจะหมดอีกแล้ว

คณะกรรมการก็ดุจริง แต่ละท่านแต่ละตอนไม่แผ่วเลย ทำอาหารไปก็ลุ้นว่าจะโดนเราเมื่อไหร่ เวลาทำต้องแง้มฝาหม้อดูว่าข้าวสุกหรือยัง ถ้าเปิดเต็ม ๆ กล้องจะเข้ามาเลย จับเราทุกมุม และถ้าไม่สุก สักพักกรรมการก็จะเข้ามา

กรรมการจะเข้ามาเตือน และถ้าครั้งไหนเรารั้น รับประกันได้เลยว่าผลลัพธ์ไม่สวยแน่นอน เพราะกรรมการมีประสบการณ์มาก่อน ทั้งคำแนะนำ คำติชม ล้วนทำให้เราพัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดด มาสเตอร์เชฟจึงเหมือนโรงเรียนสอนทำอาหารแบบเข้มข้น

สำหรับเพื่อน ๆ ซีซั่นนี้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ แม้ในรายการเราจะมีจิกกัดกันบ้าง แต่ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่าเราช่วยเหลือกันตลอด แม้แต่ “แคปหมู” ที่ดูเหมือนเป็นคนร้าย ๆ แต่ก็ช่วยกันทุกอย่าง

“เรารู้สึกว่าต้องเเข่งกันด้วยความสามารถล้วน ๆ การที่คนนั้นจะลืมนู่นนิดนี่หน่อย มันสามารถแบ่งปันกันได้ และมันทำให้การแข่งสนุกขึ้นด้วย”

มี cook book และเป็นเชฟมิชลิน

ซีตรองเล่าอีกว่า สิ่งที่อยากทำหลังเป็นแชมป์มาสเตอร์เชฟคือ เขียนหนังสืออาหารเป็นของตัวเอง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวอาหารไทยโบราณที่หายไปแล้ว ตั้งเเต่เข้ามาแข่งและทำอาหารไทยโบราณ มีผู้ชมจำนวนไม่น้อยที่อยากรู้ส่วนประกอบและวิธีปรุง เราจึงคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะรวบรวมตำราอาหารโบราณไว้ในที่เดียว ใน cook book

เราฝันไว้ว่าถ้าได้เข้ามาอยู่ในวงการเชฟ มี 2 อย่างที่ต้องทำให้ได้ อันแรกคือ เป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการมาสเตอร์เชฟ แต่วันนี้เป็นแชมป์ซึ่งเกินที่เราฝันไปมาก ๆ ถือว่าเป็นกำไรชีวิต

อีกอย่างคือ อยากเป็นเชฟที่ระดับมิชลินสตาร์ อยากทำร้านอาหารที่มีดวงดาวการันตี ตอนนี้ทำได้แล้วอย่างหนึ่ง ผมหวังว่าอีกอย่างก็จะทำตามที่ตัวเองฝันให้ได้เหมือนกัน

อาหารไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์

ผมชอบอาหารไทยเพราะความซับซ้อน อาหารไทยรวมความลึกล้ำเอาไว้ ทั้งรสชาติและสมุนไพร อาหารไทยมีทั้งที่สวยงามอยู่แล้วตามตำราโบราณ ส่วนบางอย่างที่อาจดูไม่ทันสมัย ยังไม่ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่มากนัก ก็อาจจะต้องปรับให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ต้องคงความเป็นไทยเอาไว้ให้มากที่สุด

สำหรับคนไทยเองที่ยังไม่ค่อยรู้จักอาหารไทย ส่วนนี้ผมคิดว่าได้ทำไปบ้างแล้วในมาสเตอร์เชฟ คือคืนชีวิตตำราโบราณขึ้นมา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเป็นจุดดึงดูดให้คนรุ่นใหม่รักอาหารไทยมากขึ้น

ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเขียนผ่านตัวหนังสืออย่างเดียว เรื่องราวบางอย่างอยู่ในอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของเรา เมื่อต่างชาติได้กินหรือได้เห็นอาหารไทย เขาจะได้รับรู้ถึงความซับซ้อน ประณีต วิจิตร และบรรจง สิ่งนี้จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ผลักดันให้คนรู้จักประเทศไทยได้มากขึ้น

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...