เมื่อ(จะไม่)รัก
ข้อมูลเบื้องต้น
++
แนว : รักโรแมนติก – ซึ้งๆ ไม่เน้นดราม่า.
รักของผู้ชายที่ไม่สนคนทั้งโลก แต่แคร์แค่เธอคนเดียว …คนคนเดียวที่เขาเคยทิ้งไป…คนคนเดียวที่เป็นแม่ของลูก…ลูกที่เขาไม่เคยรู้ว่ามี แต่เมื่อได้รู้ทุกอย่าง ก็แทบจะสายเกินไป ถึงกระนั้นเขาก็พร้อมจะทำทุกหนทางเพื่อให้ได้น้องคืนมา…
5 ปีก่อนเขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อเดินตามทางที่เลือก แม้กระทั่งทรยศสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ ผู้หญิงที่รักเขา…ใช่…ผู้หญิงที่รักเขามาก เขาคือทุกอย่างที่เธอเหลืออยู่ แต่เขาก็ออกมาจากชีวิตเธอ เพื่อแก้แค้นคนที่ทำร้ายแม่และไล่ล่าความฝันช่วงชิงความยิ่งใหญ่อำนาจเงินตรามาไว้ในมือจนสำเร็จ วันนี้เขาอยู่เหนือทุกคนอย่างที่ต้องการ…ไม่เคยนึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป ไม่เคยลังเลที่จะก้าวไปข้างหน้า
กระทั่งวันที่ได้ย้อนกลับมาที่เดิม…ได้เจอผู้หญิงคนเดิมที่เคยวิ่งตามเขา…แต่วันนี้เธอมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า…สายตาที่ทำให้เขารู้สึกสูญเสีย…การสูญเสียที่ใจแทบทนไม่ได้…ไม่ว่าอย่างไร…เขาจะต้องเอาเธอกลับมาให้ได้…ไม่ว่าจะต้องแลกอะไรก็ยอม…ขอแค่ให้ได้ผู้หญิงคนเดิมนั้นกลับมา…
เกิดอะไรขึ้นกับเธอ เกิดอะไรขึ้นในวันที่เขาทิ้งไป?
+++
‘ไม่เป็นไร…พี่ศิระไปเถอะ ไปทำอย่างที่อยากทำ ผึ้งจะคอย ไม่ว่านานแค่ไหนก็จะคอยพี่ศิระกลับมานะคะ…ไม่ว่าจะเป็นปี ห้าปี สิบปี ผึ้งก็จะคอย…ลิตเติ้ลบีตัวนี้จะคอยพี่ศิระตลอดไปค่ะ’
‘จะโง่ไปถึงเมื่อไหร่ จะคอยคนที่ไม่เคยทำดีกับเธอเพื่ออะไร…อย่าใช้คำพูดว่าคอยรั้งฉันไว้ มันไม่มีประโยชน์ อย่าคอยคนที่ไม่เคยคิดจะกลับมาหา ถ้าไม่อยากตายไปพร้อมกับความโง่ของตัวเอง…ลาก่อน’
คำบอกลาที่เขาก็รู้ว่ามันคงทำให้เธอเจ็บปวด
แต่กระนั้นเธอก็ยังยิ้มส่งให้เขาเดินจากไป…ทั้งที่น้ำตาเต็มสองแก้ม
‘สู้ๆ นะคะ ผึ้งรู้ว่าพี่ทำได้ ไม่มีอะไรที่พี่ศิระคนเก่งของผึ้งจะทำไม่ได้ ผึ้งจะคอย คอยดูความสำเร็จของพี่…จะคอยตลอดไปนะคะ…ผึ้งจะคอย…อยู่ตรงนี้เสมอ’
ทั้งที่บอกว่าจะคอยพี่…แต่ทำไมเธอลืม…ลืมคำสัญญานั้นไปได้อย่างไร
เกิดอะไรขึ้น…อะไรทำให้ผู้หญิงที่คอยเฝ้ามองเขาอยู่เสมอกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักเขา
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร…วันนี้เขาจะทำให้เธอจำเขาได้อีกครั้ง
ไม่ว่าจะแลกด้วยทุกสิ่งที่มี…ก็พร้อมจะทำ…อย่างไม่มีลังเล
++++++++++
อากิระ ฟูจิวาระ (ศิระ) : ลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นวัย 27 ปี หน้าตาดี แต่เหมือนมีหน้าเดียว มาดนิ่ง ดูเฉยชาไร้ความรู้สึก สายตาพิฆาตมาก เพราะแค่เหลือบมองคนก็ไม่กล้าเข้าใกล้แล้ว ภาพลักษณ์จึงเป็นคนดุ เลือดเย็น เข้าถึงยาก เขาร่ำรวยเงินทองและอิทธิพล เพราะเป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจสีเทาที่ชื่อ ‘เดอะคิงส์คลับ’ แม้ไม่ใช่ทายาทสายหลัก ถูกตราหน้าว่าลูกโสเภณี แต่อากิระสามารถโค่นอำนาจพี่ชายลูกของแม่ใหญ่ได้ด้วยวัยเพียง 22 ปี กุมอำนาจในเดอะคิงส์คลับได้เบ็ดเสร็จ และใช้เวลา 5 ปีฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของเดอะคิงส์คลับให้กลับมาเป็นหนึ่งในธุรกิจด้านนี้ ในวันที่ได้ทุกอย่างที่เคยฝัน ทุกอย่างน่าจะดีที่สุด แต่กลับยังมีสิ่งที่กวนใจ ทำให้เขากลับมาที่บ้านเกิดแม่ การกลับมาที่จะเปลี่ยนชีวิตเขา เมื่อเป้าหมายของเขาได้เปลี่ยนไป…อีกครั้ง
นารียา เกตุทุมพร (ผึ้ง) : หญิงสาวแสนสวยวัย 23 เจ้าของร้านกาแฟ เธอรักการทำขนมหวานและวาดรูปดอกไม้ ตอนอายุ 18 เธอมีรักแรก รักข้างเดียวที่เธอมองว่าคือสิ่งสวยงาม กระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง จนช็อกหมดสติ เมื่อตื่นขึ้นมาก็จำใครไม่ได้เลย แม้แต่คนในครอบครัว ซึ่งพวกเขาต่างก็รู้สึกผิดคิดว่าพวกตนก็มีส่วนกดดันทำให้หญิงสาวเป็นอย่างนี้ จึงเลือกที่จะทำลายทุกอย่างในอดีตของนารียาทิ้ง ให้เธอมีชีวิตใหม่ เปิดร้านกาแฟน่ารักให้ ปล่อยให้เธอทำขนมที่อยากทำ ให้เธอมีความสุขกับโลกที่ครอบครัวพร้อมจะช่วยกันประคับประคองปกป้องหัวใจที่เปราะบางนั้นไว้ แล้วทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี กระทั่งวันที่อากิระปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พวกเขาจึงพร้อมขัดขวางทุกอย่าง เพราะรู้ว่าผู้ชายคนนี้คือต้นเหตุของสิ่งเลวร้ายที่เกิดกับนารียา พวกเขากลัวว่าถ้านารียาจำอากิระได้ เธอจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนอีก เป็นคนที่ตื่นขึ้นมาด้วยความว่างเปล่า…ด้วยทนรับความจริงที่แสนเลวร้ายไม่ได้
++
เมื่อรัก : บทที่ 1 (1)
๑
++++++++
รถแท็กซี่เลี้ยวเข้ามาส่งผู้โดยสารผู้หญิงต่างวัยสองคน ที่หน้ารั้วระแนงเตี้ยๆ สีขาว ที่ซุ้มประตูใหญ่ห้อยป้ายชื่อว่า ‘Little Bee’ ที่ตกแต่งด้วยภาพวาดการ์ตูนผึ้งน้อยลายเหลืองสลับดำ ก่อนจะขับออกไปเมื่อผู้โดยสารขนกระเป๋าและชะลอมสานใส่ผลไม้ทั้งมังคุด เงาะ มะม่วงลง
“โอ้โห บ้านน่ารักจัง นี่น่ะเหรอร้านกาแฟผึ้งน้อยที่ป้าว่า…โคตรน่ารักเลยป้าอิ่ม ขอหนูถ่ายรูปเช็กอินหน่อยนะ” หญิงสาวร่างท้วมวัยเบญจเพสว่าพลางหยิบโทรศัพท์จะทำอย่างที่บอก แต่เมื่อเงยหน้าไปเห็นหน้าป้าอิ่มใจก็ต้องยิ้มแห้ง รีบลดโทรศัพท์ที่กำลังจะถ่ายเซลฟี่ลง “โทษทีค่ะ เอื้องลืมตัวไปหน่อย”
“ฉันคิดผิดรึเปล่าเนี่ยที่เลือกแกมาทำงานที่นี่ จะให้แกมาช่วยคุณหนูผึ้ง หรือจะให้แกมาทำเรื่องวุ่นวายให้คุณหนูของฉันกันแน่” บ่นอุบอย่างคนที่เลือกอะไรไม่ได้ “ถ้าไม่ติดว่าพี่สาวแกจะแต่งงาน ต้องตามสามีไปอยู่ต่างจังหวัด ฉันคงไม่ต้องจำใจรับแกมาทำงานหรอก”
“เอาน่ะป้า หนูสัญญาว่าจะระวัง ว่าแต่เข้าไปได้รึยัง หนูก็อยากเจอคุณผึ้งแล้ว ได้ยินพี่กับป้าพูดถึงบ่อยๆ อยากเจอตัวจริงแล้วว่าจะสวยเหมือนในรูปมะ”
“แล้วจำที่ฉันบอกได้ใช่มั้ย”
“จำได้…ให้ระวังคำพูด ห้ามถามซอกแซก หนูรู้นาว่าคุณผึ้งเธอไม่เหมือนเรา รู้ว่าเธอมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง แต่หนูก็ไม่เข้าใจนะ ก็ผู้ชายทิ้งไปแล้ว การแท้งมันก็ดีกว่าไม่…”
“นังเอื้อง!” อิ่มใจฟาดเพียะเข้าที่แขนหลานสาวจนสะดุ้งโหยง “แกไปได้ยินเรื่องพวกนี้มาจากไหน ใครเล่าแก นังพรเหรอ”
“เปล่าพี่พรไม่ได้เล่าหรอก หนูไปแอบถามลุงชัยตอนที่แกเมา ก็หนูสงสัยนี่ เห็นพวกป้ากับพี่พรพูดแต่ว่ามีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ หนูไม่ค่อยเชื่อหรอกที่พวกป้าบอกว่าแค่แม่คุณผึ้งเสีย แล้วทำให้เธอช็อกจนสลบไปหลายวัน ฟื้นมาก็จำใครไม่ได้…มันคาใจหนูมานาน เมื่ออาทิตย์ก่อนที่ลุงชัยกลับบ้านหนูเลยมอมเหล้าแล้วก็ถาม ลุงชัยเลยเล่าเรื่องที่คุณผึ้งท้องไม่มีพ่อ แล้วโดนบังคับให้ไปทำแท้ง แต่เธอไม่ยอมจึงหนีไป แล้ว…”
“พอๆ แกเลิกพูด ห้ามพูดเรื่องนี้อีก! ถ้าพวกคุณๆ บ้านใหญ่มาได้ยิน แกจะโดนฆ่าเอา” ป้าอิ่มใจบอกอย่างหัวเสีย “ฉันควรพาแกกลับบ้านดีกว่ามั้ยเนี่ย หาคนอื่นมาทำดีกว่า หรือไม่ฉันกับตาลุงชัยก็ช่วยกันทำงานสองคนก็พอ”
“โถป้า ไว้ใจหนูเถอะนา หนูแค่อยากรู้ รู้แล้วหนูก็ยิ่งสงสารคุณหนูผึ้ง รับรองว่าหนูจะไม่ทำให้เธอเดือดร้อน จะไม่พูดอะไรที่จะทำให้เธอเครียดหรือไม่สบายใจ หรือนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต หนูรับปากพี่พรไว้แล้ว ยังไงก็จะดูแลคุณหนูผึ้งของพี่พรให้ดี หนูสัญญา”
ป้าอิ่มใจมองหลานสาวร่างอ้วนอย่างไม่แน่ใจ แต่ก็เหมือนจะไม่มีทางเลือกมากนัก
“ไปเถอะป้า เข้าบ้านกัน หนูอยากไปเจอคุณหนูผึ้งแล้ว ว่าแต่วันนี้เป็นวันหยุดคุณผึ้งคงไปวาดรูปที่ห้องริมสระว่ายน้ำใช่มั้ยจ๊ะ” คำพูดนั้นบ่งบอกว่าเอื้องศึกษาข้อมูลของเจ้านายคนใหม่มาไม่น้อยจากพี่สาว “ไปเถอะนาป้า หนูไม่พูดอะไรหรอก พี่พรกำชับมาอย่างดี นี่หนูจะได้เอาผลไม้ที่พ่อกับแม่ฝากมาให้คุณผึ้งเธอด้วย เธอชอบเงาะใช่มั้ยล่ะ”
ด้วยเหตุนี้อิ่มใจจึงไม่มีทางเลือก ช่วยหลานสาวหิ้วของฝากเดินนำผ่านประตูรั้วเข้าไปในพื้นที่บ้าน จะเห็นร้านกาแฟสไตล์เรือนกระจก ตกแต่งกึ่งร้านนั่งเล่นกึ่งแกลเลอรี่โชว์ผลงานภาพวาดดอกไม้ ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ดูร่มรื่นสบายตา เจ้าถิ่นพาหลานสาวเดินตัดไปทางด้านหลังเป็นบ้านสองชั้นสไตล์โคโลเนียลมีรั้วกั้นเป็นสัดส่วนกับบริเวณร้านกาแฟ
“ว้าว— สวยมากเลย เหมือนดอกไม้จริงเลยนะเนี่ย” เอื้องร้องขึ้นทันทีที่เข้ามาในห้องวาดภาพ “คุณผึ้งวาดภาพดอกไม้สวยจริงๆ นะป้า ดูสิ…เหมือนแบบทั้งเงา ทั้งสี มิน่าล่ะ หนูไม่แปลกใจเลยนะ ที่จะมีคนมาซื้อภาพของเธอจนพอเลี้ยงตัวได้ หนูชักอยากเรียนวาดแล้วสิ”
“ถ้าอยากวาดเดี๋ยวผึ้งสอนให้ได้นะ” เสียงทักใสๆ ดังออกมาจากระเบียง เรียกสายตาทั้งอิ่มใจและเอื้องให้หันมองไปทางเจ้าของต้นเสียง จึงเห็นหญิงสาวร่างระหงในชุดเดรสยาวสีขาว ผมสีดำของเธอยาวเกือบถึงเอว ใบหน้ากระจิดริด ริมฝีปากอิ่ม จมูกเล็กแต่โด่งเป็นสัน ดวงตากลมโตรับกับคิ้วเข้ารูป “พี่คงเป็นพี่เอื้อง น้องสาวพี่พรใช่มั้ยคะ”
“คุณสวยจังค่ะ สวยกว่าในรูปที่เห็นอีก” เอื้องมองหญิงสาวตรงหน้าออกแนวเพ้อๆ “สวยเหมือนดาราเลย หน้าคุณเล็กนิดเดียว เล็กกว่าฝ่ามือเอื้องอีก” ว่าพลางถลาเข้าไปหา จับแขน “ขอโทษนะคะ ดูสิแขนคุณก็เล็กนิดเดียวเอง นิ้วก็เรียว ผิวก็เนี้ยนเนียน ดูเอวนี่สิคะ มันจะหักมั้ยคะเนี่ย แล้ว…”
“นังเอื้อง!” ป้าอิ่มใจทำหน้ายักษ์ใส่หลานสาวที่เพิ่งรู้สึกตัวนึกได้ รีบยกมือไหว้เจ้านายคนใหม่ ก่อนจะค่อยๆ ขยับออกห่างย่อตัวลงเล็กน้อย ในขณะที่หญิงสาวยิ้มตอบให้พลางยกมือไหว้กลับไป ส่งผลให้ป้าอิ่มเดินเข้ามาหา “คุณไม่ต้องไปยกมือไหว้มันหรอกค่ะ มันบ้าๆ บอๆ ป้าบอกแล้วว่านังเอื้องต่างกับพี่สาวมาก ไม่น่ารับมาเลยค่ะ ไม่รู้ว่าตอนไปเสิร์ฟกาแฟจะทำกาแฟรดหัวลูกค้ารึเปล่าก็ไม่รู้ มันซุ่มซ่ามนะคะ”
เอื้องบ่นงุบงิบว่าไม่ขนาดนั้น แต่ก็ไม่กล้าพูดเสียงดังเพราะกลัวสายตาคาดโทษของคุณป้าจอมดุ แต่เมื่ออยู่ลับหลังสายตาอีกฝ่ายก็หันมายิ้มให้เจ้านายสาว ซึ่งในสายตาเธอแล้วคุณหนูผึ้งหรือนารียาจัดว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นคนที่มีชะตาน่าเศร้าอย่างที่เคยได้ยินมา
‘พี่ฝากดูแลคุณหนูด้วยนะเอื้อง เธอน่าสงสาร…ชีวิตเธอน่าสงสารมาก น่าสงสารเหลือเกิน’
เอื้องมองไม่เห็นความน่าสงสารที่พี่สาวมักพูดเสมอผ่านผู้หญิงตรงหน้า เห็นแต่ความน่ารัก น่าอิจฉา รูปลักษณ์อย่างนี้น่ะหรือจะโดนผู้ชายทิ้ง คนแบบนี้น่ะหรือจะมีชะตากรรมอย่างที่ลุงวิชัยบอก
“ดูสิคะ ดูมันมองคุณ นังเอื้อง! มองอะไรคุณหนูนักหนา”
“ก็คุณผึ้งสวย…หนูไม่เคยเห็นใครสวยเหมือนภาพวาดนางในวรรณคดีแบบนี้…หนูปลื้ม ขอเป็นแฟนคลับคุณผึ้งอีกคนนะคะ”
“ยัง! ยังจะไปเกาะแกะคุณหนูอีก” ทำไม้ทำมือจะฟาดหลานสาวก่อนจะหันมาหานารียา “เห็นมั้ยคะ ให้ป้าเอาไปคืนเถอะนะคะ ไว้ค่อยหาคนใหม่มาทำงานแทนนังพรนะคะ ช่วงนี้เดี๋ยวป้ากับตาชัยมาช่วยกันรับลูกค้าก็คงไม่หนัก”
ถึงตอนนี้เอื้องก็หน้าเสีย ดูสงบปากสงบคำลง นั่งลงกับพื้นมองนารียาด้วยแววตาขอร้อง
“ผึ้งชอบพี่เอื้อง ท่าทางคุยเก่งดี” บอกกับเอื้องที่ยิ้มดีใจ ก่อนจะหันมาหาแม่บ้านที่ดูแลเธอมา เข้าไปจับมืออ้อน “นะคะป้าอิ่ม รับพี่เอื้องไว้เถอะนะ ให้ลองทำงานดู ไว้ผึ้งจะสอนงานพี่เอื้องเอง…นะคะ”
นารียามีสิทธิ์สั่งและตัดสินใจ แต่ทุกครั้งเธอจะมาปรึกษาอิ่มใจเสมอ ทำเหมือนตัวเธอเป็นแค่เด็กในปกครอง ต้องขออนุญาตผู้ใหญ่ แล้วถึงตอนนี้ผู้มากวัยกว่าจึงได้แต่พยักหน้าให้อย่างเสียไม่ได้
“ขอบคุณค่ะ” นารียายิ้มหวาน หันไปพยักหน้าบอกเอื้องให้ขอบคุณป้าอิ่มใจด้วย “งั้นเดี๋ยววันนี้ พี่เอื้องไปข้างนอกกับผึ้งนะคะ วันนี้ผึ้งมีสอนเด็กวาดรูปที่สวนสาธารณะใกล้ๆ บ้านเรานี่ค่ะ”
“มีสอนด้วยเหรอคะ งั้นเอื้องไปเรียนด้วยนะคะ”
จากนั้นสองสาวก็ไปช่วยกันเตรียมอุปกรณ์การสอนโดยมีสายตาของป้าอิ่มใจมองตามรอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้าผู้มากวัยค่อยๆ เลือนหายไป เพราะรู้สึกหดหู่เวทนากับสิ่งที่นารียาทำเสมอ บ่ายวันอาทิตย์เธอจะไปที่สวนสาธารณะไม่เคยขาด ไปนั่งวาดรูปอยู่ตรงนั้นจนฟ้ามืดจึงจะกลับมาบ้าน ทำแบบเดิมๆ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ทำไปโดยไม่รู้ว่าทำไม บอกแค่ว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้นจะรู้สึกกระวนกระวายใจ ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออกก็จะไปที่นั่นเสมอ
‘มีคนมาขอให้ผึ้งสอนเด็กวาดรูปค่ะ เขาจะหาเด็กมาเรียนกับผึ้ง…ดีจังค่ะป้าอิ่ม ผึ้งดีใจจัง’
ตั้งแต่นั้นนารียาก็มีคำตอบให้ตัวเองว่า ที่เธอไปที่นั่นในทุกบ่ายวันอาทิตย์ก็เพื่อสอนเด็กที่อยากเรียนวาดรูป โดยไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วเธอไปรอเจอใครคนหนึ่ง แต่ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยกลับมาและอิ่มใจก็เริ่มปลงได้แล้วว่าเขาคงไม่มีวันกลับมา
‘พี่ศิระไปแล้วค่ะ พี่เขาบอกว่าลาก่อน บอกไม่ให้ผึ้งคอย…เพราะเขาจะไม่กลับมา จะไม่กลับมาแล้วค่ะป้า’
ในวันนั้นนารียาร้องไห้แทบขาดใจ ร้องจนหลับไปทั้งน้ำตา…
แต่กระนั้นก็ยังพร่ำเพ้อคำพูดเดิมซ้ำๆ ว่าจะยังคอยตลอดไป…
คอยคนที่ไม่มีวันจะกลับมาหา คนที่ไม่เคยบอกสักครั้งว่า ‘รัก’ เธอ
คุยท้ายตอน : ส้มผักจะโพสต์ให้อ่านฟรีจบเรื่อง ไม่ขออะไรมากถ้าชอบ คอมเมนต์คุยกันนะคะ จะได้สนุกเนอะ เจอกันตอนหน้าค่ะ อ้อ ขอเก็บเข้าชั้น ขอหัวใจด้วยจะขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ><
เมื่อรัก : บทที่ 1 (2)
++
“ครับ ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้นายจะต้องกลับญี่ปุ่น ทันวันเกิดคุณเอโกะแน่นอนครับ” นารูโตะบอดี้การ์ดหนุ่มวัยเบญจเพสในชุดสูทสีดำยืนหันหลังให้ประตูใหญ่คุยสายเป็นภาษาญี่ปุ่นจึงไม่ทันสังเกตว่ามีคนเดินมาหยุดอยู่ข้างหลัง “ไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอนครับ พี่โทคิโอะขึ้นไปตามนาย ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงเราจะไปถึงสนามบินอย่างแน่นอน…ผมเอาหัวเป็นประกัน…ครับ”
กดวางสายพลางถอนหายใจ ยังคงไม่เห็นว่าคนที่เอ่ยชื่อเมื่อครู่ยืนมองอยู่
“กำชับจริงจริ๊ง เมื่อไหร่จะยอมรับนะว่านายไม่ได้สนใจคุณเอโกะสักนิด หรือจะพูดให้ถูก นายไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนเลยต่างหาก” เมื่อวางสายก็กลับมาพูดไทยสำเนียงชัดเจน ก่อนจะยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ก้มมองนาฬิกา แล้วจึงหันขวับมาคนที่ยืนอยู่ข้างหลังทำเอาตกใจผละออกอย่างลืมตัว “ขอโทษพี่ ไปเลยมั้ยครับ แล้วนายล่ะ”
“ไปเตรียมรถ…” โทคิโอะพูดยังไม่ทันจบ อีกคนก็พูดสวนขึ้นมาขัดตามประสาคนปากไว
“นายไปเตรียมรถ? ทำไมต้องให้นายทำเอง แค่บอก…” นารูโตะยังเอ๋อ ก่อนจะคิดได้ ร้องเสียงดัง “อ้อๆ ไม่ใช่ ให้ผมไปดูรถเตรียมรถ เตรียมพร้อมแล้วครับ รอแค่นายมาก็พร้อมออกไปสนามบินได้เลย”
“ไปเตรียมรถบิ๊กไบค์ให้นาย นายจะออกไปข้างนอก” โทคิโอะบอกเสียงกระชับสีหน้าขรึมบ่งบอกว่าพูดจริง นั่นทำให้คนที่เพิ่งเอาหัวตัวเองเป็นประกันหน้าซีด เห็นเงาลางๆ ของการเป็นคนหัวขาดขึ้นมาทันที เผลอลูบคอตัวเองลวกๆ แต่ก็ยังไม่อยากเชื่อ จนอีกฝ่ายต้องขยายความเพิ่ม “นายจะยังไม่กลับญี่ปุ่น อย่างน้อยก็ไม่ใช่วันนี้ แกก็ทำพินัยกรรมไว้ซะนะ อยากกินอะไรก็บอกไว้ ฉันจะทำบุญไปให้”
บอกพลางตบไหล่รุ่นน้องอย่างคนสนิทสนมระคนชอบแกล้งข่มให้เครียด แล้วมันก็ได้ผล จากนั้นก็สั่งให้รีบไปเอารถออกมาเตรียมไว้เพราะนายกำลังจะลงมา นารูโตะจึงหันไปสั่งลูกน้องอีกทีเพราะยังมีเรื่องที่จะต้องเคลียร์กับคู่หูรุ่นพี่ของตัวเอง
“ไหนนายบอกว่าจะกลับวันนี้ ทำไมอยู่ๆ เปลี่ยนใจจะอยู่ต่อ นายจะออกไปไหน แล้วจะออกไปคนเดียวด้วย” การจะใช้รถบิ๊กไบค์บ่งบอกอย่างนั้น “พี่รู้มั้ยนายจะไปไหน”
“นายคงมีญาติให้ไปหาล่ะมั้ง” คนตอบไม่ได้จริงจังนัก “นายมีแม่เป็นคนไทย เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เกือบครึ่งชีวิต จะแปลกอะไรถ้านายจะมีคนให้แวะไปหา”
“ไม่จริงหรอกมั้ง” นารูโตะก็แย้งว่าที่รู้มาคือนายของเขามักพูดว่าไม่มีญาติที่เมืองไทย อย่างน้อยญาติที่จะนับถือกันก็ไม่มีเหลือแล้ว นั่นคือเหตุผลว่าตลอดหลายปีที่เขาติดตามนาย ไม่เคยเห็นนายคิดจะกลับมาเมืองไทย ทั้งที่มันคือบ้านเกิดของมารดาผู้ล่วงลับ “เอาจริงๆ พี่รู้ใช่มั้ยว่านายจะไปไหน”
ยังไม่ทันที่โทคิโอะจะทันได้ตอบ ทั้งสองหนุ่มก็ต้องหยุดบทสนทนา เมื่อ ‘นาย’ ที่พวกเขาเอ่ยถึงกำลังเดินออกมา ทั้งคู่แสดงออกด้วยท่าทีสำรวม โค้งศีรษะลงต่ำให้ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ก้าวผ่านหน้าตรงไปยังรถบิ๊กไบค์คันใหญ่ที่มีลูกน้องเอามาจอดรอที่ทอเรซด้านหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ พร้อมกับส่งถุงมือหนังให้ด้วยท่าทางนอบน้อมและเคารพ
ไม่มีบทสนทนาใดๆ แทรกออกมา ทุกสายตาจับจ้องนายของพวกเขาที่ใส่ถุงมือเสร็จก็ก้าวขึ้นคร่อมรถแล้วจึงสวมหมวกกันน็อก สตาร์ทเครื่องพร้อมจะพุ่งออกไป นั่นทำให้บรรดาลูกน้องเริ่มขยับ เพราะปกติแล้วจะต้องจัดคนติดตาม อย่างน้อยก็ต้องมีรถตามไป คราวนี้ก็เช่นกัน แต่แล้วพวกเขาก็ชะงัก เมื่อผู้เป็นนายปัดหน้ากากหมวกกันน็อกขึ้นหันมาสั่งโทคิโอะ
“ไม่ต้องตามไป คืนนี้ฉันจะไม่กลับมา…”
บอกได้เพียงเท่านั้นรถก็พุ่งออกไป ทิ้งให้ลูกน้องอึ้งไปตามๆ กัน เพราะตั้งแต่ติดตามผู้เป็นนายมา ไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้ นายไม่เคยออกไปไหนลำพังโดยไม่มีผู้ติดตาม อย่างน้อยก็ต้องมีโทคิโอะไปด้วย ไปคอยตามอยู่ห่างๆ แต่คราวนี้กลับบอกว่าจะไปลำพัง
“พี่จะไม่ตามไปจริงเหรอ” นารูโตะหันมาหาคู่หูรุ่นพี่ “ตามไปยังทันนะพี่…พี่ไม่ห่วงความปลอดภัยของนายเหรอ…ทำไมพี่ปล่อยนายไป ผมตามไปดีกว่า ผมห่วงนาย”
“ก่อนจะห่วงนาย ห่วงหัวตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย”
“นั่นสิพี่! ผมควรทำไงดี ถ้านายไม่ขึ้นบินค่ำนี้ นายไปงานเลี้ยงวันเกิดคุณเอโกะไม่ทันแน่ๆ” พ่อคนเสี่ยงหัวจะขาดเริ่มรน ร้อนใจ “หรือผมไปเลื่อนไฟท์บินเป็นดึกๆ ถ้าไปดึกก็ยังทันนะ นายบอกจะกลับวันนี้ก็ต้องกลับใช่มั้ยพี่…ใช่มะ”
“แกไม่ได้ยินเหรอ นายบอกว่าวันนี้ไม่กลับ แสดงว่ากลับพรุ่งนี้อย่างเร็ว” โทคิโอะขยี้ ตบไหล่ให้กำลังใจรุ่นน้อง ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน “ไม่ต้องคิดหาทางหรอก ยังไงนายก็ไม่ไปงานเลี้ยงวันเกิดคุณเอโกะอยู่แล้วต่อให้กลับไปทัน เอาสมองแกไปคิดว่าอยากกินอะไรหลังตายดีกว่านะ”
พูดพลางหัวเราะแล้วเดินหายเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้พ่อคนสงสัยไว้ลำพัง มองไปตามทางที่รถของนายเพิ่งออกไปอย่างใช้ความคิด ก่อนหน้านายไม่ได้มีทีท่าว่าจะไม่กลับญี่ปุ่น เพราะหลังจากกลับจากไปพบผู้บริหารเดอะคิงส์คลับสาขาที่ไทยก็บอกว่าจะขึ้นไปอาบน้ำเพื่อกลับญี่ปุ่นตามกำหนด แต่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอก” โทคิโอะบอกจริงจัง เมื่อเดินย้อนกลับออกมาเห็นสีหน้าเครียดของนารูโตะ “ที่ที่นายไป ไม่มีอันตรายสำหรับนาย…อย่างน้อยก็กับร่างกายละนะ”
ไม่อันตรายกับร่างกาย แต่หัวใจก็คงเป็นอีกเรื่องสินะ
“พี่พูดแบบนี้แสดงว่ารู้อะไรดีๆ มาใช่มะ รู้ใช่มะว่านายไปไหน”
โทคิโอะไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่แววตาที่มองมาบอกนารูโตะว่าคู่หูรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับนาย อย่างน้อยก็รู้มากกว่าทุกคน เพราะผู้ชายคนนี้อยู่กับนายมานานที่สุด ก่อนที่นายจะขึ้นมาเป็นนายใหญ่ด้วยซ้ำ
‘โทคิโอะ…ฉันน่ะ ไม่เหลืออะไรแล้ว ฉันทิ้งทุกอย่างที่ฉันรักมาที่นี่…งานนี้ต้องสำเร็จเท่านั้น!’
ในคำประกาศก้องที่แข็งกร้าวกลับมีความเศร้าที่เขาสัมผัสได้…
สัมผัสได้ถึงการหมดสิ้นหนทางแล้ว…จึงต้องเลือกเส้นทางนี้
เส้นทางที่ต้องแลกมากับการต้อง ‘ทิ้ง’ สิ่งที่ ‘รัก’ ไว้เบื้องหลัง
นายบอกว่าจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต…นายจะทำให้ได้
ตลอดมาโทคิโอะเชื่อว่านายทำได้…ทำได้ดีเสมอมา แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มไม่มั่นใจ นายเหมือนมีความลังเลบางอย่างผ่านแววตา ตั้งแต่ตอนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาดูโดยบังเอิญ หนังสือเล่มนั้นมีอะไร
“อ้าว! นั่นพี่จะไปไหน” นารูโตะถามพลางตามรุ่นพี่เข้ามาภายในบ้าน แล้วตรงไปที่ห้องนอนของนาย ไปหยิบนิตยสารที่เปิดอ้าคว่ำหน้าอยู่ที่โต๊ะกลางโซฟา ชายหนุ่มชะโงกหน้าเข้าไปดูสิ่งที่ปรากฏบนหน้านิตยสาร “ลิตเติ้ลบี ร้านกาแฟสุดน่ารัก…ว้าว…นั่นเจ้าของร้านเหรอ สวยชะมัด เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่าที่นายรีบร้อนออกไปเพราะนี่…นายไม่ยอมกลับญี่ปุ่น เพราะเห็นผู้หญิงในนิตยสารเนี่ยนะ ตลกละ?”
นั่นไม่ใช่นายที่นารูโตะรู้จัก และสีหน้าของโทคิโอะที่เหมือนคนโดนผีหลอกก็บอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องจะมาพูดเล่น แล้วเมื่อมาย้อนคิด เขาเคยเห็นคำว่า ‘ลิตเติ้ลบี’ มาก่อนและรู้ว่ามันมีความหมายกับนาย อย่างน้อยทุกครั้งที่มีคำว่า ‘Bee’ หรือ ‘ผึ้ง’ เข้ามาเกี่ยว มันจะเรียกความสนใจของนายได้เสมอ ไม่เคยคิดว่ามันจะมีอะไรสำคัญไปกว่าแค่นายชอบผึ้ง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ใช่แค่นั้น
“ผมว่าพี่มีเรื่องจะต้องเล่าผมแล้วล่ะ…เล่ามาเลยนะ ถ้าไม่เล่าตัดพี่ตัดน้องกันเลย!”
‘Little Bee’ คือป้ายหน้าร้านกาแฟที่รถบิ๊กไบค์คันใหญ่วิ่งเข้ามาดับเครื่องอยู่ด้านหน้า คนขับยังไม่ลงจากรถ หมวกกันน็อกยังคงไม่ถูกถอด ไม่แม้แต่จะตบหน้ากากขึ้น แต่กระนั้นดวงตาคมกลับมองผ่านเข้าไปภายในรั้วระแนงเตี้ยๆ ไปที่อาคารหลังใหม่ที่เหมือนจะไม่คุ้นตา คงถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในช่วงที่เขาจากที่นี่ไป
‘พี่ศิระรู้มั้ยว่าผึ้งมีความฝันอะไร’
‘จะฝันอะไรก็ฝันไปเถอะ ไม่ต้องมาบอกพี่ ไม่อยากฟัง รำคาญ’
‘ก็ฟังหน่อยสิคะ ฟังผึ้งเล่าหน่อย…ผึ้งฝันอยากมีร้านขนมของตัวเอง ทำเป็นร้านขนม ร้านกาแฟ แล้วพอผึ้งเรียนวาดรูปกับพี่ศิระได้เก่งๆ ผึ้งก็จะทำเป็นแกลเลอรี่ให้ลูกค้าเข้ามาชม มาซื้อกลับไปประดับบ้าน ผึ้งจะเป็นนักวาดรูปดอกไม้ที่มีชื่อเสียง…ก็พี่ศิระยังชมเลยว่าผึ้งวาดดอกไม้สวย ทำไมทำหน้าแบบนั้นคะ’
‘เอาที่สบายใจแล้วกัน’
‘ก็ได้ค่ะ พี่ไม่ได้ชมว่าสวย แค่ชมว่าผึ้งวาดภาพดอกไม้ดีที่สุด น่าจะเอาดีทางนี้ได้’ ท่าทางหงอยๆ เมื่อถูกมองอย่างระอาเป็นได้ครู่เดียวเท่านั้น เวลาต่อมาเธอก็สามารถหันกลับมายิ้มได้อีก แล้วยังคงพูดไปเรื่อย ‘มาฟังต่อนะ มาฟังเรื่องความฝันของผึ้งต่อนะ ฟังหน่อยนะคะ ทนฟังหน่อย คิดซะว่าฟังฆ่าเวลาให้พี่ศิระทานข้าวเสร็จ แล้วค่อยไปทำงานล้างสระว่ายน้ำให้คุณยายไงคะ’
อาการไม่ปฏิเสธบ่งบอกกลายๆ ว่ายอมในสายตาของฝ่ายหญิง
แต่เจ้าตัวคือการไม่มีทางเลือก…จึงรีบๆ กินข้าวให้เสร็จๆ
‘คุณยายบอกว่าถ้าผึ้งเรียนจบ จะให้บ้านนี้กับผึ้ง จะออกทุนให้ผึ้งทำร้านในฝันค่ะ พี่ศิระมาร่วมลงทุนกับผึ้งนะคะ มาช่วยกันทำนะ ตอนนั้นพี่ศิระก็คงเรียนจบทำงาน เป็นวิศวะก่อสร้าง ไว้มา…’
‘อิ่มละ พี่ไปทำงานละ ไม่ต้องตามมานะ รำคาญ…’
ต่อให้โดนว่าอย่างนั้น แต่สุดท้ายนารียาก็ยังคงไปวนเวียนอยู่ข้างๆ ตัวพี่ชายข้างบ้านเสมอ แต่จะเรียกว่าข้างบ้านก็ไม่ถูกนัก เพราะบ้านของศิระอยู่ในซอยลึกเข้าไปอีก แต่เรียกว่าอยู่ละแวกบ้านเดียวกัน ทางออกจากบ้านของศิระมีทางเดียวคือต้องผ่านหน้าบ้านยายของนารียาเท่านั้น
อีกทั้งความสัมพันธ์ของคุณนายเพ็ญ ยายนารียากับศิระก็เป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะยายของทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนเล่นกันมาก่อน แต่ฐานะทางบ้านต่างกันชัดเจน คนหนึ่งรวยขึ้นมากเมื่อแต่งงานกับสามีดี สร้างบ้านได้ใหญ่โต ในขณะที่อีกคนยังคงอยู่อย่างแร้นแค้นมาจนรุ่นลูกและหลาน แต่คุณนายเพ็ญก็ไม่เคยคิดรังเกียจให้หลานสาวคนเล็กมาสนิทกับลูกหลานของเพื่อน แม้อีกฝ่ายจะจากโลกนี้ไปนานแล้ว…
คุยท้ายตอน : ขอบคุณที่มาติดตามนะคะ ส้มผักโพสต์ให้อ่านฟรีเลย ขอแค่คอมเมนต์คุยด้วยกันไปเรื่อยๆ ก็พอค่ะ เจอกันตอนหน้านะคะ
++
เมื่อรัก : บทที่ 1 (3)
++
“สวัสดีครับ” เสียงทักดังมาจากพุ่มไม้สูง ทำให้ชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวลงจากรถบิ๊กไบค์ชะงักไป มือที่กำลังจะถอดหมวกกันน็อกลดลง ยิ่งเมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนที่โผล่หน้าออกมานั้นเป็นคนที่น่าจะรู้จักเขาก็เผลอเบือนหน้าหลบ ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองใส่หมวกกันน็อกปิดใบหน้าไว้ “วันนี้ร้านหยุดนะครับคุณลูกค้า เราหยุดทุกวันอาทิตย์ครับ”
ชายหนุ่มเจ้าของบิ๊กไบค์สุดหรูที่ลุงวิชัยกำลังสำรวจทำเพียงพยักหน้า แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงของป้าอิ่มใจก็เรียกสายตาของคนทั้งคู่ให้หันกลับไปในตัวบ้าน
“ตาลุง ขนมเสร็จแล้วนะ เอาไปส่งให้คุณหนูได้เลยนะ วันนี้มีน้ำหวานด้วย ฉันเพิ่งทำน้ำกระเจี๊ยบ”
“เออๆ รู้แล้วๆ” บอกส่งๆ ให้ภรรยาก่อนจะหันกลับมาที่คนที่แกรู้ว่าเป็นลูกค้า “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ จะเอาขนมไปให้เด็กๆ ที่เรียนวาดรูปน่ะครับ”
บอกเสร็จก็เข้าไปในบ้านโดยมีสายตาลูกค้าหนุ่มมองตามอยู่ครู่หนึ่งจึงได้ขับออกไป เสียงรถที่ครางกระหึ่มเรียกสายตาสองสามีภรรยาให้หันไปมอง
“ใครน่ะ ท่าทางดูคุ้นๆ ตานะ”
“ลูกค้าน่ะ คงจะแวะมากินกาแฟ ฉันบอกไปว่าร้านหยุด”
“เห็นแบบนี้แล้วนึกถึงตาศิระนะ” คนภรรยาพูดเปรยๆ เพราะคุ้นเคยกับเด็กหนุ่มที่จะไปไหนมาไหนด้วยรถจักรยานยนต์คันใหญ่แบบนี้ แต่พอหลุดปากไปก็เหมือนนึกได้ยกมือตีปากตัวเองเบาๆ พลางถอนหายใจ แล้วสุดท้ายก็ไม่วายพูดตบท้ายถึงคนที่ไม่ควรเอ่ยชื่อ “ฉันไม่อยากเชื่อว่าตาศิระจะไม่กลับมาที่นี่แล้วจริงๆ”
“ป้าพูดยังกับว่าอยากให้ไอ้คนสารเลวนั่นกลับมาหาคุณหนู ลืมไปแล้วเหรอว่ามันทำอะไรไว้กับคุณหนูของเรา มันทำเลวทั้งที่คุณนายเพ็ญทำดีกับมัน ถ้ามันกลับมาสิฉันจะฆ่ามัน”
“ทำเป็นเก่งนะตาลุง!” นายวิชัยทำเป็นเข้ม “ขอให้มันจริงเถอะ กลัวแต่เจอของจริงเข้าจะหงอเป็นหมาหงอย แต่เอาเข้าจริง ฉันว่าลุงก็คงยังไม่อยากเชื่อใช่มั้ย”
“เชื่ออะไร”
“เชื่อว่าตาศิระจะเป็นคนเลวอย่างที่ลุงด่าว่า ลุงยังคงเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคุณหนูกับตาศิระคือความรัก ความเข้าใจ ที่ลุงเจ็บใจคือทั้งที่เชื่ออย่างนั้น แต่ทำไมไอ้หนูที่ลุงพูดนักหนาว่าเป็นลูกศิษย์ใช้แรงงานที่ฝึกมากับมือ ไอ้หนูที่ลุงบอกว่าเนื้อแท้เป็นคนดี ถึงไม่กลับมาหาคุณหนูสักที”
คำพูดของป้าอิ่มใจทำให้คนสามีนิ่งไป เมื่อถูกพูดจี้ใจดำ
“ป้าเอ๊ย เรื่องมันมาขนาดนี้แล้ว เลิกหวังเถอะ ฉันเลิกหวังลมๆ แล้งๆ มานานแล้วล่ะ เพราะต่อให้ไอ้หนูนั่นกลับมา พวกคุณๆ ที่บ้านใหญ่ก็คงไม่อยู่เฉย แล้วที่สำคัญคุณผึ้งก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว…ไม่ใช่เหรอ”
นั่นเป็นความจริงที่สุดแสนจะขื่นขม…ความจริงที่ดูจะไร้ทางออกสำหรับพวกเขา จึงได้แต่นิ่งเงียบ ก้มหน้าทำเป็นปลงได้คิดได้…ทั้งที่ใจก็ยังอดไม่ได้ที่จะนึกถึงมัน นึกถึงใบหน้าของคนวัยหนุ่มสาวที่หัวใจมีความรัก…รักที่แสนบริสุทธิ์นั้น
เวลาไล่เลี่ยกัน…
รถบิ๊กไบค์คันเดิมแล่นมาหยุดที่ข้างสวนสาธารณะ ชายหนุ่มมองผ่านรั้วเหล็กเข้าไปที่ศาลาขาวริมบึง จุดนั้นไกลเกินกว่าจะมองเห็นหน้าคนหลายคนที่ทำกิจกรรมอยู่ตรงนั้น แต่คนเฝ้ามองก็ยังไม่อาจละสายตาไปจากมันได้ กินเวลาเท่าไหร่แล้วเจ้าตัวก็ไม่ทันได้สังเกต มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่ตรงพุ่มไม้ใกล้ตัวศาลา จนสามารถมองเห็นใบหน้าของคนที่อยู่ในนั้นได้ชัดเจน…
ชัดเจนว่าหนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิงที่เขาได้บอกลาเธอ ไม่ได้อยากบอกลาผู้หญิงคนเดียวที่คอยวิ่งตามเขาเสมอ ตั้งแต่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ จนกระทั่งวันสุดท้ายที่เจอ เขาก็ยังพูดในสิ่งที่ทำร้ายเธอ
‘พรุ่งนี้พี่จะไปญี่ปุ่น…ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น…เพราะงั้นเราเลิกกันเถอะ ขอโทษกับเรื่องที่แล้วๆ มา ผึ้งจะเกลียดพี่ก็ได้ แต่พี่ต้องไป…’
‘พี่ศิระไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ พี่ไม่มีอะไรต้องขอโทษ พี่ไม่ได้ทำอะไรผิด การที่พี่ไม่ได้รักผึ้งไม่ใช่ความผิด ถ้าจะหาคนผิด ก็คงเป็นผึ้งเองที่ทำให้พี่รักผึ้งไม่ได้…ไม่เป็นไรค่ะ แต่ยังไง ไปแล้วก็กลับมาเยี่ยมกันบ้างนะคะ ผึ้งจะคอย…คอยในฐานะน้องสาวของพี่ศิระนะคะ’
ยิ้มทั้งน้ำตาคือสิ่งที่นารียาแสดงออก ในขณะที่มือเธอกำแน่นสะเทือนใจ
‘เดี๋ยวผึ้งต้องกลับก่อนแล้วค่ะ แต่ผึ้งจะไปส่งพี่ศิระนะคะ ไปไฟท์ไหนคะ ผึ้งจะไปส่ง’
‘ไม่จำเป็น พอเถอะนะผึ้ง พี่จะไม่เจอผึ้งอีก…พี่ไม่อยากเจอผึ้งอีก…ไม่อยากเจออีก’
“โอเคนะคะ ร่างภาพเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาลงสีนะ จำที่พี่ผึ้งสอนได้มั้ยคะ”
เสียงพูดที่คุ้นหูเรียกสติชายหนุ่มที่ยืนอยู่หลังพุ่มไม้ให้หลุดออกมาจากภวังค์ เสียงพูดคุยระหว่างคุณครูสาวกับลูกศิษย์ดังเจื้อยแจ้วมาอีกหลายคำ แต่ดูเหมือนสิ่งที่ชายหนุ่มได้ยินชัดจะมีแค่เสียงพูดของนารียา
“เก่งมาก งั้นลงมือเลย เดี๋ยวถ้าใครเป็นเด็กดี พี่ผึ้งมีขนมกับน้ำหวานเป็นรางวัลโอเคมั้ยคะ”
ชายหนุ่มมองผ่านช่องไปจับใบหน้าอ่อนเยาว์ที่คุ้นตา…
ใบหน้าที่มักเปื้อนยิ้ม ยิ้มกว้างอย่างไรก็ยังเห็นดวงตากลมโตคู่สวย
‘ผึ้งตาโตตั้งแต่เกิด คุณยายบอกว่าตั้งชื่อว่าผึ้งเพราะตาโตโปนเหมือนผึ้งค่ะ…อย่าทำหน้าอย่างนั้นนะพี่ศิระ…ทำหน้าเหมือนขำไง อิจฉาผึ้งใช่มั้ยล่ะคะ เพราะพี่ศิระตาเล็ก ตาเป็นสระอิ ตาชั้นเดียวด้วย! ถ้ายิ้มก็คงตาเหมือนคนหลับตา เพราะอย่างนี้แน่เลยพี่ศิระถึงไม่ชอบยิ้ม…ใช่แน่ๆ เลย โอ๋ ล้อเล่นค่ะ อย่าโกรธนะ ผึ้งแค่ล้อเล่น พี่ศิระไม่ได้ตาเล็กซะหน่อย ตาออกจะโต…ยิ่งตอนโกรธผึ้งยิ่ง…โอ๊ย!’
เขกหัวเด็กพูดมากคือสิ่งที่เขาทำในตอนนั้น เขกเพราะหมั่นไส้ แต่สุดท้ายก็แอบยิ้มเมื่อเห็นอาการหน้างอแบบหงอยๆ และขยับหนีของเธอ ซึ่งต่อให้หนีอย่างไร ก็ไม่เคยเกินห้านาที สุดท้ายก็กลับมายิ้มหวานให้อย่างเคย รอยยิ้มที่ไม่ต่างจากที่เธอยิ้มให้เด็กนักเรียนของเธอในตอนนี้
“อ้าวคุณ? ใช่คุณที่จะไปที่ร้านรึเปล่าครับ”
เสียงทักของนายวิชัยทำเอาชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้แกตกใจ
รีบหยิบแว่นดำและหมวกปีกสวมปกปิดใบหน้า
ยิ่งเมื่อเห็นสายตาของนารียาที่อยู่บนศาลามองลงมา
เขาก็รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะหยุดเต้น…