[E-BOOK] เกิดใหม่อีกครั้งยังหนีตัวร้ายไม่ได้
ข้อมูลเบื้องต้น
เกิดใหม่อีกครั้งยังหนีตัวร้ายไม่ได้
โดย Miss Soraki
ชาติที่แล้ว 'หยางเจียวซิ่น' ต้องเจ็บช้ำปางตายจากการเอาใจไปรักตัวร้ายในนิยายอย่าง 'แม่ทัพมู่เลี่ยงหรง'
ด้วยหวังว่าความดีจะทำให้เขากลับใจ ท้ายที่สุดจนตายก็ยังต้องมีน้ำตานองหน้า ต่อให้ดีแค่ไหน ชายจิตใจมืดบอดก็มิมีทางเห็นมันอยู่ดี
นางหาทางหนีอย่างไรก็ไม่พ้นจึงเลือกจบปัญหาด้วยความตาย
ชาตินี้ยังมิได้ทำสิ่งใด สามีผู้ชั่วร้ายกลับกักขังและจับตาดูนางทุกฝีก้าว
หยางเจียวซิ่น: …
- Miss Soraki-
ยังมูฟออนจากพระเอกแนวยันเดเระไม่ได้เลย มันกร้าวใจเหลือเกินค่ะท่านผู้ชม (ฮา) กลับมาพบกันอีกครั้งกับพระเอกที่มีต้นแบบมาจากตัวร้ายในนิยายที่ร้ายแบบร้ายจริง ๆ ร้ายจนอยากหยุมหัวแทนยัยน้อง
ความดราม่าและความหน่วงอาจไม่ถึงขั้นปวดตับ เพราะ 'ว่าที่โบ้' คลั่งรักมากกก!
ขอฝากผลงานเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของเพื่อน ๆ ทุกคนด้วยนะคะ
สนับสนุนอีบุ๊กได้ทั้งทางเด็กดีและMEB
บทนำ: จากลาเพื่อเริ่มต้น
บทนำ
จากลาเพื่อเริ่มต้น
เธอตายแล้ว…
‘หยางเจียวซิ่น’ ยืนมองร่างไร้วิญญาณชุ่มโลหิตของตนเองด้วยความรู้สึกยากบรรยาย หนึ่งในนั้นคือความโล่งใจ เมื่อมองเลยกายบอบบางไปจะพบว่ามีเด็กผู้ชายอายุราวสิบขวบกำลังนั่งร้องไห้จ้า แม้ผู้ปกครองพยายามปลอบโยนแค่ไหน ร่างกลมป้อมเหมือนซาลาเปายังคงสะอื้นไห้และตะเกียกตะกายมาหาร่างบนเตียงอย่างเอาเป็นเอาตาย
“คุณพ่อ! คุณอา ฮึก คุณอาช่วยผมไว้ เพราะช่วยผม คุณอาเลยเป็นแบบนี้ คุณพ่อช่วยคุณอาด้วย!” เด็กคนนั้นกอดคอบิดาแน่น ขณะร้องไห้พูดไม่เป็นภาษา หน้าตาจิ้มลิ้มสมวัยแดงก่ำเปรอะเปื้อนด้วยหยาดน้ำตา
“อาหยวน…อย่าร้องไห้”
ยามเห็นเด็กน้อยสะอึกสะอื้นตัวโยน เธอจึงอดเอ่ยปลอบโยนไม่ได้
น่าเสียดายที่เสียงอ่อนโยนไม่มีทางส่งถึงคนตรงหน้าอีกแล้ว
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เท่าที่ทำได้คือตอนประมาณหกโมงเย็น เธอออกมาตามหาอาหยวนที่ทะเลาะเบาะแว้งกับบิดาด้วยเรื่องเดิม ๆ นั่นคือเรื่องที่เขาไม่อยากต้อนรับเธอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว แต่พอฝ่ายคนเป็นพ่อยืนกรานเสียงแข็ง ทั้งยังย้ายข้าวของของเธอเข้าไปในบ้านโดยพลการ ไหนจะให้แทนที่ห้องที่อดีตภรรยาเคยใช้ทั้งหมด
เด็กน้อยวัยสิบขวบพลันต่อต้านอย่างรุนแรง เขาหวีดร้องลั่น แล้วพยายามทำลายสิ่งของเครื่องใช้ของเธอ สุดท้ายจึงลงเอยด้วยการถูกบิดาทุบตีสั่งสอน เด็กน้อยรู้สึกน้อยใจมาก หลังจากรับประทานอาหารเย็น หยางเจียวซิ่นพบว่าว่าที่อาหยวนหายตัวออกจากบ้าน
“เพราะเธอมัวแต่โอ๋ลูกอยู่แบบนี้ เขาถึงคิดว่าต่อให้ก้าวร้าวใส่แค่ไหนก็จะไม่ถูกลงโทษ”
“ถ้านายไม่ทำร้ายจิตใจอาหยวนแบบนั้น เขาจะต่อต้านฉันได้อย่างไร ฉันแค่ตกลงว่าช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้อาหยวนจนกว่าครอบครัวฝ่ายแม่ของเขาจะยอมรามือ แต่ไม่ได้หมายความว่านายจะทำอะไรก็ได้ เรื่องย้ายของของฉันออกจากคอนโดเช่นกัน ฉันยังไม่รับปากว่าจะย้ายมาอยู่กับนายเลย”
“เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปี หลังจากหญิงเลวคนนั้นตายตามชู้ไป เธอก็เป็นคนคอยดูแลอาหยวนมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเธอเทียวไปเทียวมาเพื่อดูแลเขาอยู่หลายครั้ง ผมกลัวคุณจะเกิดอุบัติเหตุจึงตัดสินใจให้คุณย้ายมาทำหน้าที่พี่เลี้ยงที่นี่เลย”
“เพื่อความสะดวกของฉัน หรือความสบายในการออกไปคั่วกับผู้หญิงน้อยใหญ่ของนายโดยไม่ต้องพะว้าพะวงเรื่องลูกกันแน่”
“!!!”
“การที่ฉันเอ็นดูอาหยวน นั่นเพราะฉันรู้สึกสงสารเขา แต่อย่าลืมว่าถึงอย่างไรฉันก็เป็นคนนอกอยู่ดี เป็นแค่เพื่อนกัน ดังนั้นนายจะมาฝากผีฝากไข้ทิ้งภาระไว้ให้ฉัน ส่วนตัวเองออกไปเสพสุขนอกบ้านอย่างสบายอุรา มันคงมากเกินไปหน่อย”
“เจียวซิ่น…”
“ระหว่างที่ฉันออกไปตามหาอาหยวน คุณก็คิดทบทวนเรื่องที่ฉันเตือนให้ดีแล้วกัน”
เธอเป็นเพื่อนสนิทของพ่ออาหยวน หลังจากชายหนุ่มแต่งงานกับภรรยารุ่นราวคราวเดียวกันได้สี่ปี มีพยานรักด้วยกันหนึ่งคน เขาก็เจอปัญหาการถูกสวมเขา ผู้หญิงคนนั้นเลี้ยงดูลูกแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ และออกไปไหนมาไหนกับชู้รักบ่อย ๆ จนกระทั่งคืนหนึ่ง อีกฝ่ายประสบอุบัติเหตุรถคว่ำทำให้เสียชีวิตคาที่ ทั้งยังมีศพของชายแปลกหน้าในรถคนเดียวกันด้วย ทุกคนทราบทันทีว่าฝ่ายสามีถูกสวมหมวกเขียวแล้ว
เพื่อนของเธอเสียศูนย์ไปพักใหญ่ เขาเป็นหมอฝีมือดีในโรงพยาบาลเอกชน หลังจากเกิดเรื่องก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งหน้าตาทำงานเพื่อให้ลืมอดีต ปล่อยปละละเลยลูกวัยสี่ขวบ เธอที่มีเวลาว่างเหลือเฟือทนมองไม่ได้ จึงต้องยื่นมือเข้ามายุ่ง คอยเลี้ยงดูอุ้มชูเด็กคนนั้นแทน
ไม่คิดเลยว่าเมื่อโตขึ้นเขาจะได้เจอกับญาติฝ่ายมารดา ทั้งยังสนิทสนมกันพอสมควร กว่าจะรู้ตัว ทางนั้นก็ใส่ไฟให้อาหยวนเกลียดเธอเหมือนไส้เดือนกิ้งกือไปแล้ว นอกจากนี้พอพวกเขารู้ว่าเธอค่อนข้างมีฐานะ จึงพยายามให้เด็กน้อยมาปอกลอกทรัพย์สินไปให้ เมื่อฝ่ายเพื่อนสนิททราบข่าวก็โกนธเลือดขึ้นหน้า เขาด่ากราดพวกญาติปลิงดูดเลือดฝ่ายภรรยาแบบไม่ไว้หน้าและคุกเข่าอ้อนวอนให้เธอช่วยอบรมลูกให้ใหม่
ประจวบเหมาะกับที่เธอหาทางหนีการถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานพอดี เลยยอมรับสมอ้างเป็นคนรักใหม่ของเพื่อนไปพลาง ๆ แต่มันกลับทำให้อาหยวนเข้าใจผิดใหญ่โต เพราะเขาคิดว่าเธอจะมาแทนที่มารดาของเขาเหมือนดังที่ถูกคุณตาคุณยายเป่าหูมาจริง ๆ
หลังจากเขาหนีออกจากบ้าน เธอจึงตัดสินใจเดินทางตามหาเขาด้วยตนเอง ตอนนั้นเองที่เห็นว่าอาหยวนกำลังจะข้ามถนนที่มีรถเสียหลักวิ่งผ่านมา ไวกว่าความคิดใด ๆ เธอรีบผลักเขาให้พ้นรัศมีอันตราย ก่อนจะรับแรงกระแทกเหล่านั้นไว้เอง
และนั่นคือสาเหตุที่เธอตายลง
“อาหยวนอย่าร้องไห้เลย หากอาเจียวซิ่นเห็นว่าลูกกำลังร้องไห้ คุณอาจะเสียใจเอานะ คุณอารักลูกมากจึงยอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยลูกจากอุบัติเหตุ แต่ถ้าเห็นลูกเป็นแบบนี้ คุณอาจะสบายใจได้อย่างไร” ชายหนุ่มใต้เสื้อกาวน์กอดปลอบลูกน้อยพร้อมพูดปลอบประโลมไปพลาง แม้นัยน์ตาสีรัตติกาลหลังกรอบแว่นจะมีน้ำตาเอ่อคลอไม่แพ้กัน
“คุณพ่อเป็นหมอ! ทำไมคุณพ่อช่วยคุณอาไม่ได้ล่ะ! คุณพ่อ…ได้โปรดเถอะ ฮือ ช่วยคุณอาที คุณอาอาจจะอยากกำลังเจ็บมาก ๆ ก็ได้นะ”
ไม่หรอกอาหยวน อาไม่เจ็บแล้วล่ะ
เด็กน้อยร้องไห้ฟูมฟายและดีดดิ้นเอาเป็นเอาตายเพื่อกระโจนมากอดร่างเย็นชืด เมื่อเห็นว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ คนเป็นพ่อจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เขาก้าวมายืนประชิดด้านหลังของลูกชาย พร้อมกับช่วยลากเก้าอี้มาเพิ่มความสูงด้านล่างให้เสร็จสรรพ นั่นทำให้เด็กชายสามารถสัมผัสคนที่ถูกเรียกว่าคุณน้าได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น
ร่างระหงทอดมองคนทั้งสองด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ชั่วครู่ ก่อนจะกะพริบตาถี่ ๆ พยายามบอกตัวเองให้เลิกสนใจภาพชวนยึดติดตรงหน้า แต่น้ำเสียงสั่นเครือเจียนขาดใจของคนที่เธอเอ็นดูช่างบาดใจเหลือเกิน
“คุณอา ฮึก อาหยวนขอโทษที่ไม่เชื่อฟัง อาหยวนขอโทษที่หนีออกจากบ้านมาทำให้คุณอาต้องตามหาจนเจอเรื่องแบบนี้”
“เจียวซิ่น ผมขอโทษแทนอาหยวนด้วย เรื่องครอบครัวพ่อแม่ของคุณ ผมจะช่วยดูแลต่อไปให้เอง ฉะนั้นหลับให้สบายเถอะ อย่าได้กังวลเลย”
สายตาของเธออ่อนลงเมื่อได้ยินประโยคนั้น ทั้งชีวิตมีแค่เรื่องบิดามารดาที่ตนยังกังวล เธอยังไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณของพวกท่านเลย อุบัติเหตุดันมาพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปเสียก่อน แต่ก็ไม่ได้เสียใจที่เลือกช่วยอาหยวนไว้ แม้เด็กหูเบาจะน่าตีก้นมาก ทว่าเมื่อก่อนเขาก็เป็นเด็กน่ารักคนหนึ่ง เธอเป็นนักเขียนนิยาย ทำให้หลายครั้งมีความเครียดสะสมและปวดหลังบ่อย ๆ เจ้าเด็กดื้อก็เป็นคนคอยนวดหลัง รวมทั้งสรรหาเรื่องราวขบขันมาเล่าให้ฟังเสมอ หากเพื่อนสนิทกล้ารับปากว่าจะช่วยดูแลบุพการีทั้งสอง เธอก็สบายใจไปเปลาะหนึ่ง เพราะเขาเป็นคนรักษาสัญญามาแต่ไหนแต่ไร
อันที่จริงเธอยังมีความกังวลอีกหนึ่งเรื่อง
ติ้ง…
เสียงโทรศัพท์มีข้อความข้าวของหญิงสาวผู้ล่วงลับทำให้ฝ่ายเพื่อนสนิทต้องเปิดอ่านแทน หยางเจียวซิ่นกุมขมับเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าปลายทางคือบรรณาธิการที่มาถามไถ่เรื่องต้นฉบับเหมือนทุกที
เธอยังเขียนนิยายเรื่องล่าสุดไม่จบเลย
ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าถ้าเขียนต้นฉบับเรื่องนั้นจบ เธอจะพาอาหยวนออกไปกินข้าวข้างนอกเพื่อปรับความสัมพันธ์อาหลานให้ดีขึ้น ไม่ปล่อยให้เขาเข้าใจผิดว่าเธอจะกลายเป็นมารดาเลี้ยงคนใหม่ของเขาจริง ๆ แต่ฝันทุกอย่างกลับพังทลายลง
ร่างบางหวนนึกถึงชะตากรรมของตัวร้ายในนิยายของตนแล้วรู้สึกสะท้อนใจ สาเหตุที่ยังเขียนไม่จบเกิดจากจู่ ๆ เธอดันใจอ่อนไม่อยากให้ตัวละครผู้น่าสงสารตายลงตามเค้าโครงเรื่อง จึงตัดสินใจแก้ไขเรื่องราวทั้งหมดใหม่ตั้งแต่ต้น และขณะวางแผนแก้ไขส่วนนั้นดันต้องเข้าไปยับยั้งปัญหาขัดแย้งของพ่อลูกเสียก่อน
“เกิดอะไรขึ้น…”
ขณะกำลังคิดฟุ้งซ่าน หยางเจียวซิ่นสังเกตเห็นว่าพื้นที่รอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวและเลือนรางไม่เหมือนเดิม ภาพสุดท้ายที่จดจำได้คือเสียงร่ำไห้ของเด็กน้อยและเสียงพร่ำขอโทษจากเพื่อนสนิท
“เจ้าจะนั่งมองข้าเปลื้องผ้าอีกนานหรือไม่”
เสียงทุ้มต่ำไม่คุ้นเคยทำให้ร่างบางที่กำลังหูอื้ออึงจากการรับรู้เปลี่ยนแปลงฉับพลันต้องกะพริบตาถี่ ๆ อย่างงุนงง
“คุณ…เป็นใครเนี่ย แล้วทำไมแก้ผ้าแบบนั้น คิดจะทำอะไรฉันน่ะ!” เธอหัวใจแทบวายเมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าชัด ๆ ผู้ชายร่างกายสูงใหญ่อย่างกับรูปปั้นยักษ์ยืนหน้าถมึงถึง ในมือถือเสื้อผ้าชุ่มเลือด เขาเปลือยร่างกายท่อนบนที่มีแผลเหวอะหวะ
“พูดพล่ามอะไรของเจ้า มิใช่เจ้าหรอกหรือที่ลากข้ากลับมายังหมู่บ้านทรุดโทรมแห่งนี้เอง”
ภาษาแปลก
สภาพแวดล้อมรอบตัวก็แปลก
หยางเจียวซิ่นจำได้ขึ้นใจว่าตนเองตายไปแล้ว ความรู้สึกตอนถูกรถชนและการเห็นวิญญาณตนเองกระดอนออกจากร่างยังคงฝังในหัวไม่ลืม
สักพักอาการปวดศีรษะจี๊ด ๆ ก็เข้ามาเล่นงาน จนต้องกุมขมับแน่น
เรื่องราวและข้อมูลต่าง ๆ ไหลทะลักเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็ว กายอรชรทรุดฮวบลงบนพื้น พร้อมกับภาพทุกอย่างมืดดำลงอีกครั้ง
“คิดจะเล่นลูกไม้อะไรอีก! ไหนเจ้าบอกว่าจะช่วยทำแผลให้ข้าอย่างไรเล่า เจ้า! นี่เจ้า!”
ขณะนี้หยางเจียวซิ่นได้สิ้นสติไปเรียบร้อยดีแล้ว ความทรงจำทุกอย่างเริ่มเรียบเรียงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น นั่นทำเอาใบหน้าหวานซีดเผือดไร้สีเลือด
นี่คือ โลกนิยายที่เธอเขียน
และคนตรงหน้าคือตัวร้ายที่เธอพะว้าพะวงถึงก่อนตาย
นอกจากนี้หมู่บ้านที่เธอยืนอยู่กำลังจะถูกโจรภูเขาฆ่าล้างบางเพื่อชิงทรัพย์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!
-Miss Soraki-
ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก
การงอกนิยายเรื่องใหม่คืองานของเรา 555
ขอฝากผลงานเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนด้วยนะคะ
บทที่1: ก่อนกลายเป็นตัวร้าย
บทที่1
ก่อนกลายเป็นตัวร้าย
หยางเจียวซิ่นพยายามตั้งสติและรักษาการแสดงออกผิดปกติสุดความสามารถ หลังจากฟื้นจากการหมดสติ เสียงพึมพำเหมือนหมีกินผึ้งของชายร่วมกระท่อมยังคงดำเนินต่อไป เธอยังคงหลับตาต่ออีกชั่วครู่ เพื่อเรียบเรียงข้อมูลที่ได้รับในหัวให้เป็นระบบระเบียบ
วินาทีที่ตื่นมาในร่างผู้อื่น ทั้งยังอยู่ในโลกไม่คุ้นเคย เธอยอมรับว่าตนเองตกใจมากแทบสิ้นสติ แต่เมื่อคิดทบทวนดูให้ดี แท้จริงไม่มีอะไรน่าตกใจเท่ากับการเห็นตนเองตายไปแล้วหนึ่งครั้งและได้รับโอกาสให้มีชีวิตอีก
“หากรู้สึกตัวแล้วก็รีบลืมตาขึ้นมาเสียที ตกลงจะช่วยรักษาแผลของข้าหรือไม่ ถ้าเจ้าทำไม่ได้ ข้าจะได้ไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นแทน” น้ำเสียงเย่อหยิ่งเจือไอคุกรุ่นฟังดูน่าหมั่นไส้มากกว่าจะเห็นใจทำให้เธอยอมลืมตาตื่นแต่โดยดี “ยอมตื่นแล้วหรือ”
ภาพบุรุษเบื้องหน้าเรียกแววตาประหลาดใจได้ทันที
รูปงามปานเทพสงครามเป็นเช่นนี้นี่เอง
ตอนเขียนบรรยายรูปร่างหน้าตาของเขา เธอสารภาพตามตรงว่าจงใจเติมแต่งจุดดีจุดเด่นต่างๆ ลงไปอย่างลำเอียง เสริมเอกลักษณ์ยอดเยี่ยมให้แก่อีกฝ่ายมิต่างจากพระเอก กล่าวคือหากตัดตัวเอกชายออกไป คน ๆ นี้สามารถกลายเป็นตัวชูโรงคนต่อไปได้โดยไม่มีข้อครหา
กรอบหน้าคมชัดรับกันทุกสัดส่วน นัยน์ตาสีดำเรียวยาวดุจเหยี่ยวให้ความรู้สึกเฉียบแหลมดุดัน มันซ่อนอยู่ใต้แพขนตาหนามิแพ้อิสตรี ชวนให้คนมองใจละลายง่าย ๆ ไหนคิ้วพาดเฉียงราวกับกระบี่ชั้นเอก แค่เครื่องหน้าช่วงบนยังสะกดสายตาคนมองได้อย่างน่าอัศจรรย์
ลากต่ำลงมายังจมูกโด่งเป็นสันที่ปลายงุ้มคล้ายหยดน้ำ ริมฝีปากหยักสวยมักเหยียดยิ้มเย้ยหยันตลอดเวลา มันมีสีแดงติดคล้ำเล็กน้อยจากการใช้ยาสูบจัด กระนั้นยังคงดึงดูดให้คนปรารถนาลิ้มลองสักครั้ง แม้ต้องตายหลังจากชิมน้ำผึ้งอาบยาพิษ แต่เชื่อว่ามีหลายคนอยากเล่นกับไฟ
เมื่อนำใบหน้าหล่อเหลาปานประติมากรรมจากแดนสรวงมารวมกับเรือนร่างสูงใหญ่กำยำ อุดมด้วยมัดกล้ามเนื้อเรียงตัวสวยแล้ว คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธเสน่ห์ร้ายกาจแห่งเอกบุรุษผู้นี้อย่างแน่นอน
นี่คือ ‘แม่ทัพมู่เลี่ยงหรง’
แม่ทัพใหญ่ประจำแคว้นฉู่ ผู้ได้รับบทวายร้ายตัวฉกาจในนิยาย!
ราวกับจับสังเกตสายตาแปลกประหลาดจากเธอได้ ใบหน้าหยิ่งยโสฉายแววดูถูกเล็กน้อย คล้ายกำลังนึกดูแคลนสตรีที่คิดปีนป่ายขึ้นเตียงของตนเช่นคนอื่น ๆ
“ถ้าอยากจ้องมอง ข้าพร้อมแก้ผ้าให้เจ้ามองให้พอ แต่เมื่อไหร่หมอบ้านป่าเมืองเถื่อนเช่นเจ้าจะลงมือรักษาคนเจ็บเสียที” น้ำเสียงค่อนขอดไม่ปกปิดความรังเกียจทำให้หยางเจียวซิ่นหลุดจากภวังค์ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวราวกับถูกตบต่อหน้าธารกำนัล
ตัวร้ายกำลังกล่าวหาว่าเธอเป็นหญิงบ้ากามงั้นหรือ
“ฉัน…ข้าเพิ่งได้สติจึงสมองพร่ามัวไปชั่วขณะ มิได้มีเจตนาแอบแฝงทำเรื่องน่าอายดังที่ท่านกล่าวหา” นิสัยไม่น่ารักเลยจริง ๆ ร่างบางจิกกัดผู้ชายปากคอเราะร้ายอย่างสุดจะทน “เมื่อคืนคงเข้านอนดึกเกินไป พอช่วงสายเลือดลมเลยไหวเวียนติดขัดจนเป็นลม ข้าขอเวลาเตรียมอุปกรณ์และยาสักครู่ เชิญท่านนั่งบนเก้าอี้ก่อนเถิด”
เธอลุกจากเตียงเดินไปยังชั้นวางของที่ทำจากไม้เนื้อดี แล้วเปิดลิ้นชักหยิบหยูกยาตามความทรงจำของเจ้าของร่างอย่างเป็นธรรมชาติ
ซึ่งคำอธิบายจากปากคนตัวเล็กช่วยลดแววตาระแวดระวังจากชายหนุ่มลงได้หลายส่วน กระนั้นนัยน์ตาคมปลาบยังคงจับจ้องไปที่เรือนร่างสะโอดสะองใต้เสื้อผ้าเนื้อหยาบสีตุ่นไม่ขาดสาย เสมือนสัตว์ร้ายบาดเจ็บกำลังหาทางปกป้องตนเองยามอ่อนแอ
“นอกจากแผลที่หน้าอกและช่วงท้อง ยังได้บาดเจ็บตำแหน่งอื่นอีกหรือไม่” ขณะนำยาห้ามเลือดและสมุนไพรมาบดผสมกัน เธอเลือกเปิดปากชวนคุยไปพลาง “มีบางแผลต้องเย็บ ท่านอาจรู้สึกเจ็บพอสมควร”
“ช่างมันปะไร แค่ล้างแผลใส่ยาพอเป็นพิธีก็พอ ข้าไม่สนใจเรื่องอาการเจ็บปวดไร้สาระหรอก ตราบใดที่ไม่ตาย มันล้วนเป็นความรู้สึกปรุงแต่งที่ทานทนได้ทั้งนั้น”
หยางเจียวซิ่นหัวเราะแห้ง ๆ กับนิสัยโอ้อวดชูหางของคนตรงหน้า
แม้ในความทรงจำของเธอ แม่ทัพมู่เลี่ยงหรงจะเป็นทหารระดับสูง แต่นั่นเป็นเรื่องในอนาคต นั่นเพราะปัจจุบันเนื้อเรื่องในนิยายยังไม่เริ่มขึ้นเลย เธอไม่รู้หรอกว่าข้อมูลเหล่านั้นมาจากไหน และตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทว่ายามมีลมหายใจอีกครั้ง เธอย่อมใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็ชดเชยสิ่งที่ยังค้างคาอยู่จากชาติที่แล้ว
เจ้าของร่างมีนามว่าหยางเจียวซิ่นเช่นเดียวกับเธอ แต่มิใช่ตัวละครสลักสำคัญอะไร อีกฝ่ายปรากฏแค่ชื่อ เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตัวร้ายมีแต้มเป็นต่อกับพระเอกนิยาย เนื่องจากเธอมีศักดิ์เป็นบุตรีคนที่สี่ของเสนาบดีกรมยุติธรรม ภายหลังกลายเป็นสาวใช้คนสนิทของแม่ทัพใหญ่แซ่มู่ เขาแสดงออกว่าไม่รังเกียจ แม้ทราบดีว่าเธอเคยถูกโจรป่ากระทำเรื่องต่ำช้าลงไปแล้ว กลับช่วยยื้อเธอมาจากปากเหวปรโลก แล้วมอบชีวิตใหม่ให้ ตั้งแต่วันนั้นก็ยอมเป็นม้าเป็นให้อีกคนใช้งานอย่างแสนเชื่อง ขณะเดียวกับที่ใต้เท้าหยางผู้รู้สึกผิดกับบุตรสาวตลอดมาก็ยอมจำนนแก่แม่ทัพหนุ่มแต่โดยดี
ส่วนสาเหตุที่คุณหนูตระกูลขุนนางมาทำอันใดในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ นั่นเกิดจากสามเดือนก่อนเธอมีปัญหาขัดแย้งกับพี่ชายต่างมารดาอย่างรุนแรง แน่นอนว่าบุรุษย่อมเข้าข้างกันอยู่แล้ว บิดาไม่ชอบนิสัยก้าวร้าวของบุตรี จึงเลือกส่งเธอมาขัดเกลานิสัยที่อารามจนกว่าจะได้รับการให้อภัย
ระหว่างถูกกักบริเวณ หยางเจียวซิ่นได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์และการปรุงโอสถจากหมอหลวงที่ลาออกจากวังหลวงมาอุทิศกายใจให้ทางธรรม เธอจึงกลายเป็นผู้ช่วยของอีกฝ่ายตั้งแต่บัดนั้น
ชีวิตของหยางเจียวซิ่นคงสงบราบรื่นต่อไป หากมิได้เจอกับคนตรงหน้าเข้าโดยบังเอิญ ลึก ๆ เธอค่อนข้างเห็นใจชะตาชีวิตของเขาในอนาคตไม่น้อย ปลายปากกาของนักเขียนไม่เคยปรานีตัวร้ายอยู่แล้ว
“จากรูปการณ์ ท่านดูไม่เหมือนพวกพรานป่าแถวนี้เลย คนท่าทางมีเงินทองมาทำอะไรแถวบ้านนอกคอกนาเล่า” เธอเอ่ยถามความเป็นไปคร่าว ๆ แต่นั่นกลับทำให้คนขี้ระแวงตาลุกวาว พองขนฟ่อเหมือนกับแมวป่าระวังภัยทันที “ข้าแค่อยากรู้ เพราะถ้าท่านอยากไป ข้าจะได้แจ้งแก่ท่านเจ้าอาวาสให้ช่วยประสานเรื่องรถม้าให้ ที่นี่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปผ่านมา การเดินทางสัญจรจึงค่อนข้างลำบาก”
“หน้าที่ของเจ้ามีแค่รักษาก็จงทำไปเสีย”
เจ้าหมอนี่…นิสัยไม่น่ารักจากกมลสันดานเลย!
สตรีที่มักใจเย็นอยู่เป็นนิจคิ้วกระตุก ตอนเลี้ยงดูหลานชายจอมดื้อยังไม่ทำให้รู้สึกหัวร้อนเท่ากับการสนทนากับคน ๆ นี้แค่หนึ่งชั่วโมง ด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัว เธอจึงจงใจกดตำแหน่งที่พันผ้าด้วยรอบแรง ๆ เป็นการตักเตือนว่าชีวิตของเขายังอยู่ในเงื้อมมือเธอ
“โอ๊ย! อยากตายหรือ!” และได้ผล! เจ้าแมวป่าหันมาขู่แยกเขี้ยวใส่ทันที “ถ้าลากข้ากลับมาระบายอารมณ์ ครั้งหน้ามิต้องเสนอหน้าแสร้งเป็นคนดีมีคุณธรรมให้เสียเวลาหรอก”
“ปากช่วยพูดเรื่องดี ๆ บ้างไม่ได้หรือไร” นางจิ้มแผลที่หน้าท้องอีกทีจนคนปากเก่งนิ่วหน้า ถลึงตามองอย่างโกรธขึ้ง
“เจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำกับข้าแบบนี้ ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร”
“ในสายตาข้า ท่านเป็นเพียงคนบาดเจ็บที่ต้องให้การช่วยเหลือคนหนึ่งเท่านั้น ข้าแค่อยากช่วยรักษา แต่ไม่ได้ติดค้างอะไรท่าน ดังนั้นช่วยให้เกียรติกันด้วย”
เท่าที่จำได้ ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างออกไปเก็บสมุนไพรที่ตีนเขา แล้วบังเอิญเจออีกฝ่ายนอนสลบไสลอยู่หลังพุ่มไม้ ด้วยความเป็นคนจิตใจดีจึงเลือกช่วยดูแลบาดแผลภายนอกให้ก่อน พอเขาตื่นขึ้นมา เธอจึงชักชวนให้ตามกลับมาหมู่บ้าน โดยอ้างว่ามียารักษาที่ดีกว่าอยู่ในเรือน ซึ่งคนเจ็บไม่คิดรั้งรอ ด้วยทราบดีว่าแผลที่มีค่อนข้างฉกรรจ์ หากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจถึงแก่ชีวิตได้ง่าย ๆ
ตอนนี้มู่เลี่ยงหรงยังไม่ใช่แม่ทัพใหญ่หรือตัวร้ายที่ทุกคนหวาดหวั่น
เขาเป็นเพียงชายหนุ่มเลือดร้อนที่ได้รับการสืบทอดอำนาจแบบรุ่นต่อรุ่นจากครอบครัวในตระกูลแม่ทัพ เธอไม่แน่ใจว่าเขาดำรงตำแหน่งอะไร
ถัดจากช่วยชีวิต หยางเจียวซิ่นควรจะได้เจอกับเขาในอีกสองปีข้างหน้าในฐานะทาสสาวที่โจรภูเขานำไปขายทิ้งหลังถูกสูบกินความหวานจนหมดสิ้น และเขาจะตามไปกวาดล้างคนชั่วเหล่านั้นเป็นการล้างแค้นให้แก่ผู้มีพระคุณที่เคยช่วยเหลือตนในอดีต เธอเป็นตราบาปในใจของเขา เป็นรอยดำมืดคอยย้ำเตือนว่าตนไร้ความสามารถในการปกป้องผู้อื่นแค่ไหน
ตอนผูกปมนี้ขึ้นมา หยางเจียวซิ่นรู้สึกสงสารทั้งตัวประกอบและตัวร้าย แต่จำเป็นต้องเติมแต่งบางอย่างให้เนื้อเรื่องดูมีมิติ กระทั่งต้องเผชิญกับสิ่งที่ตัวเองก่อ เธอเริ่มรู้สึกหวาดผวาขึ้นมา เหงื่อเย็นไหลพรากเต็มแผ่นหลัง
“ไหนเจ้าบอกว่าตนเองพักอาศัยในอาราม แล้วกระท่อมห่างไกลผู้คนที่มีสมุนไพรเต็มไปหมดนี่คืออะไร”
“ข้าเป็นผู้ช่วยของท่านหมอประจำหมู่บ้าน ที่นี่เป็นโรงหมอขนาดย่อมที่ทุกคนสามารถแวะมารักษาได้”
เธอไม่แน่ใจว่าโจรภูเขาจะมาวันไหน แต่เพื่อเอาชีวิตรอด การอยู่ข้างกายตัวร้ายที่มีฝีไม้ลายมือในการต่อสู้ไม่ธรรมดาคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
“ขณะที่รอให้บาดแผลฟื้นฟู ท่านจะอยู่ที่นี่ แล้วให้ข้าเดินทางมาดูแลเป็นระยะ ๆ หรือจะติดตามข้ากลับไปที่อารามเล่า”
“หืม…” ชายหนุ่มหรี่ตาคล้ายครุ่นคิดบางอย่าง นัยน์ตาพราวเสน่ห์ฉายแววเจ้าเล่ห์ “ถามแบบนี้ เจ้าอยากให้ข้าเลือกทางไหนเล่า”
จะเลือกทางไหนก็ตามใจเถิด ขอแค่เธอไม่ตายตั้งแต่นิยายไม่เริ่มพอ
-Miss Soraki-
หลายคนเริ่มกุมท้อง เพราะกลัวปวดตับเหมือนเรื่องที่แล้ว
บ้า~ บอกแล้วว่าเรื่องนี้เศร้านิดเดียว เห็นไหม ตอนแรกยังใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ใสๆอยู่เลยยย
ตัวร้ายก็เป็นแค่พ่อแมวป่าน่ารักๆใสๆ
บทที่2: ตกเป็นของตัวร้าย
บทที่2
ตกเป็นของตัวร้าย
“แล้วแต่ที่ท่านสะดวกเถิดเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มลูบคางครุ่นคิด การเลือกอยู่ที่โรงหมอมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือมีอิสระในการใช้ชีวิต แต่ข้อเสียย่อมหนีไม่พ้นความเสี่ยงจากการอยู่ห่างไกลคนดูแล ถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นตอนดึกดื่น เช่น ไข้สูง ปวดแผลมาก หรือดันช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มีหวังเขาต้องทุกข์ทรมานปางตายอย่างมิต้องสงสัย
ร่างบางเปิดโอกาสให้เขาชั่งน้ำหนักความคิด ผ่านไปสักพักจึงกลับมาพร้อมกับข้าวต้มร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมอบอวลชวนรับประทาน นั่นทำให้คนเจ็บที่หิวจนท้องกิ่วตาเป็นประกาย
“คิดไม่ตกหรือ ข้ามิได้ต้องการทำมิดีมิร้ายท่านเสียหน่อย แค่อยากช่วยรักษาบาดแผลจนกว่าจะหายดีเท่านั้น” นางวางอาหารบนโต๊ะข้างเตียงอย่างระมัดระวัง “ท่านอาจยังไม่ไว้วางใจในตัวข้า แต่ข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำร้ายคนไม่รู้จักตั้งแต่แรกพบเช่นกัน กินข้าวกินปลาให้มีแรงเสียหน่อยเถิด”
ว่าที่ตัวร้ายในนิยายมองชามข้าวหน้าตาน่ากินสลับกับมองหน้าคนทำอย่างลังเล
ท่าทางเหมือนแมวป่าขี้ระแวงทำให้หยางเจียวซิ่นทั้งฉิวทั้งขัน มู่เลี่ยงหรงช่างเป็นคนที่เรียกอารมณ์ได้หลากหลายจริง ๆ เธอรู้สึกหมั่นไส้พ่อคนช่างระมัดระวัง พอ ๆ กับการเอ็นดูนิสัยราวเด็กหนุ่มเอาแต่ใจ
“ตกลงว่าจะเอาอย่างไรดี”
“หึ เจ้ารู้คำตอบอยู่แก่ใจ ถ้าข้าอยากตายคงไม่ตามเจ้ามาหรอก อารามอยู่ทางไหนเล่า รีบนำทางไปสิ”
ช่างใจร้อนเสียจริง
หยางเจียวซิ่นลอบค่อนแคะชายตรงหน้าในใจโดยใบหน้าไม่เปลี่ยนสี
“กินอาหารรองท้องสักหน่อยเถิด ข้าจะไปเตรียมยาที่จำเป็นต้องใช้สักครู่”
หลังจากหว่านล้อมให้แม่ทัพหนุ่มยอมรับประทานอาหารเช้าสำเร็จ นางจึงนำทางอีกฝ่ายไปยังอารามประจำตระกูลหยางซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อมาถึง เหล่านักบวชทั้งหลายต่างพากันออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น พวกเขาช่วยพาผู้มาใหม่ไปยังเรือนนอนที่ตระเตรียมไว้ให้แขก สถานที่ดังกล่างหากจากเธอแค่ประมาณสิบก้าวเท่านั้น นั่นทำให้พ่อแมวป่าแอบเหล่มองมาหลายรอบ ดูท่าสมองพิลึกคงคิดเรื่องไม่ดีอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
อาทิ ระยะทางแค่นี้จะโดนวางแผนงาบคืนนี้หรือเปล่า จะถูกย่องปีนขึ้นเตียงหรือไม่
"ข้าจะแวะมาทำแผลและส่งหยูกยาอาหารตามเวลา ถ้าท่านไม่สุขสบายตรงไหนหรือต้องการขอความช่วยเหลือให้สั่นกระดิ่งแก้วอันนี้แล้วกัน ข้าจะรีบมาทันที"
บุรุษร่างสูงรับของสิ่งนั้นไปพิศด้วยสีหน้าหลากหลายอารมณ์ แม้ยังคงมีความระมัดระแวงตัวอยู่เหมือนเม่น ทว่าแววตาแข็งกร้าวดูอ่อนลง
เธอส่ายศีรษะเอือมระอาตัวร้ายในนิยายที่ขยันมองโลกในแง่ร้าย แต่ตราบใดที่หมู่บ้านยังมีภยันตราย ซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดตอนไหน ตนคงต้องทำตัวติดหนึบกับอีกคนไปก่อน
หากรอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ หยางเจียวซิ่นมีเรื่องอยากทำอีกเป็นกองพะเนิน หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นการช่วยปกป้องเขาจากชะตากรรมเลวร้ายที่ตนเป็นผู้ลิขิตขึ้น เมื่อได้ประสบกับตัวเอง เธอเลยเข้าใจว่าปลายทางที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้พ่ายแพ้แม้พยายามเต็มที่แล้วแค่ไหนนั้นโหดร้ายต่อผู้มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงมากแค่ไหน
แม่ทัพมู่เลี่ยงหรงมีความสามารถรอบด้านเช่นเดียวกับพระเอก แต่เหตุผลที่ไม่ชนะพระเอกเสียที นั่นมีแค่เหตุผลเดียว
เพราะเขาเป็นตัวร้าย เป็นแค่ตัวร้ายจะเทียบกับลูกรักนักเขียนเช่นตัวเอกได้อย่างไร
ความกังวลต่อการถูกโจรป่าบุกปล้นหมู่บ้านสลายหายไปเหมือนหมอกควัน ผ่านมาเกือบสัปดาห์ เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น หรือเธอจะจำเส้นเรื่องผิดไป อาการของตัวร้ายดีวันดีคืน จะให้รั้งตัวเขาไว้นานกว่านี้คงไม่งาม เธอปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่ได้มากขึ้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่มีท่าทีติด ๆ ขัด ๆ จากความไม่เคยชิน เลยพยายามหาทางหนีทีไล่อื่นไปด้วย
"แม่นางหยาง เจ้าไม่จำเป็นต้องยกน้ำอุ่นมาให้ข้าถึงที่ก็ได้ แค่ต้มให้ก็เกรงใจมากแล้ว" กิริยาแข็งกระด้างของตัวร้ายเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากใกล้ชิดกันมาตลอดเจ็ดวัน เขาคล้ายตระหนักแล้วว่านางหาได้พยายามเข้าหาเขาเพื่อลาภยศไม่ กิริยาที่แสดงออกจึงมีความเป็นมิตรมากขึ้น "แต่แผลที่ท้องยังปวดหนึบอยู่เลย คงต้องรบกวนแม่นางช่วยเช็ดตัวให้ดังเดิม"
นางหรี่ตาและอมยิ้มอย่างรู้ทันคนมากแผนการ แต่มู่เลี่ยงหรงเลือกทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ตนเป็นคนรักษาอีกฝ่ายเองกับมือ มีหรือจะไม่รู้ว่าเขาหายดีแล้ว
"ลืมไปแล้วหรือไรว่าชายหญิงมิควรใกล้ชิดกันเกินงาม" ร่างบางบ่นอุบอิบ ก่อนจะได้คำตอบแสนเจ้าเล่ห์จากอีกคนที่ขยันหยิบยกช่องโหว่มาใช้งาน
"ยามเจ็บไข้ได้ป่วยคือข้อยกเว้น" เขาตีหน้าเศร้าอย่างไม่ละอายแก่ใจที่กำลังเล่นบทลูกแมวผู้น่าสงสารซึ่งขัดกับรูปร่างกำยำของตนมาก "แม่นางหยางไม่เห็นใจข้าหรือ"
"ท่านมันจิ้งจอกมากมารยา"
"แล้วเจ้าไม่เห็นใจข้าหรือ" นัยน์ตาเรียวสีดำสนิทช้อนมองคล้ายอ้อนในที เสน่ห์เย้ายวนของเอกบุรุษกำจาย "หรือพอข้ามิใช่คนป่วย แม่นางหยางก็ไม่อยากเหลียวแลแล้ว"
ร่างสูงลอบกุมมือนุ่มนิ่มที่ช่วยดูแลตนอย่างเอาใจใส่ตลอดหลายราตรีที่ผ่านมา แล้วเขี่ยหลังมือเนียนละออเบา ๆ มีโฉมสะคราญคอยประคบประหงมและเอาอกเอาใจด้วยสายตาอ่อนโยนแบบสม่ำเสมอ เชื่อว่าต่อให้ใจแข็งเพียงใดก็ยากจะทำตัวหมางเมินต่อไปได้
มู่เลี่ยงหรงเห็นแก้มเนียนขึ้นซับสีระเรื่อราวผลผิงกั่วสุกแล้วคันยุบยิบในใจ ใช่ว่าตนมิเคยพบเจอบุปผางามมาก่อน แต่สตรีบ้านนอกคอกนานางนี้กลับมีบางสิ่งบางอย่างดึงดูดใจอย่างน่าอัศจรรย์ มองเท่าไหร่ก็ไม่พอ เป็นความงามแสนสบายตา มันไม่ฉูดฉาดจึงมองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ
"ช่วยอาบน้ำเช็ดตัวให้ข้าที…นะ" น้ำเสียงทุ้มต่ำกล่าวคล้ายออดอ้อน ทำให้คนฟังใจอ่อนยวบ
"แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะเจ้าคะ"
"ได้…แค่ครั้งนี้" เขาเออออตามไป แต่ในใจมิคิดทำตามสักเสี้ยววาจา
ผ่านมาเจ็ดวัน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาพัฒนาขึ้นมาก ต่อให้มิใช่รอบทำแผลหรือดื่มยา พ่อตัวร้ายก็ขยันเรียกนางมาปรนนิบัติเป็นว่าเล่น ทั้งยังปากว่ามือถึงไม่มีใครเกิน นางได้เห็นด้านชวนขบขันและชวนหลงใหลของอีกฝ่ายหลายประการ
ทั้งนิสัยไม่ชอบกินผักราวกับเด็กน้อย ต้องหว่านล้อมแทบตายกว่าจะยอมกินสักคำ ล่าสุดคือหากมิใช่ฝีมือนาง เขาจะประกาศกร้าวว่าไม่กินอีก
ทั้งการขยันใช้เสน่ห์ให้เกิดประโยชน์ ใช่ว่าไม่รู้ว่ากำลังโดนทอดสะพานให้ แต่ยังมิใช่เวลาเหมาะสมสำหรับการข้ามผ่านความรู้สึกครึ่ง ๆกลาง ๆ
นางดูแลเขาจนหายดีทุกส่วน ประจวบเหมาะกับคนของอีกคนตามมาเจอแล้ว ตอนแรกมู่เลี่ยงหรงมีท่าทีอิดออดไม่อยากรีบกลับ แต่ยามได้ฟังสาสน์บางอย่าง สีหน้าขี้เล่นเปลี่ยนไปทันควัน เขามอบหยกประจำตัวให้นางเป็นของแทนตัว พร้อมกับยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะกลับมาทดแทนบุญคุณอย่างแน่นอน
"แม่นางหยาง ข้าขอขอบคุณน้ำใจดีงามตลอดหลายวันที่ผ่านมา ความซาบซึ้งใจนี้ข้า…คนแซ่มู่ไม่มีวันลืม หลังจากสะสางปัญหาคาราคาซังเสร็จสิ้น พวกเราจะได้เจอกันอีกครั้ง ขอให้เจ้ารักษาตัวด้วย"
เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาพวกโจรภูเขาไม่มีทีท่าจะบุกปล้นหมู่บ้าน นางจึงวางใจไม่รั้งพ่อตัวร้ายไว้ มิคิดว่าเขาจากไปแค่หนึ่งสัปดาห์ สถานที่ที่เป็นเหมือนบ้านเกิดในโลกนี้พลันเกิดเภทภัยขึ้นทันที
"มีของมีค่าอะไรส่งมาให้หมด! พวกผู้ชายและคนแก่…ฆ่าทิ้งอย่าให้เหลือ! ส่วนสตรีละเว้นชีวิตไว้ พวกเราจะพาพวกมันกลับไปเล่นสนุกต่อที่รัง" เสียงแหบห้าวฟังดูหยาบระคายหูประกาศกร้าว
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หยางเจียวซิ่นที่เกิดในยุคสมัยไร้ความป่าเถื่อนยกมือปิดปากตัวเองแน่น มิกล้ากรีดร้องออกไปแม้ครึ่งคำ ความโหดร้ายของโลกใบนี้ทำเอานางหลั่งน้ำตาเป็นสาย แต่ต้องพยายามซุกซ่อนตัวเองมิให้ถูกค้นเจอ มิฉะนั้นชะตากรรมคงเลวร้ายไม่ต่างจากตัวละครในนิยาย
กระท่อมของนางอยู่ห่างไกลผู้คนยังถูกรื้อค้นเสียเละเทะ มิรู้ชาวบ้านจะเป็นอย่างไรบ้าง ความชะล่าใจนำพาทุกอย่างมาถึงจุดเลวร้าย นางประมาทเกินไป พอเห็นว่าเลยกำหนดเวลาเดินเรื่องไปแล้วจึงคลายใจ ไม่ได้หาทางรับมืออย่างจริงจังไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แค่พูดเปรย ๆ กับผู้นำแบบไม่จริงจังสองสามครั้งให้เขาช่วยตักเตือนทุกคนให้ระวังตัว เพราะที่นี่เพิ่งผ่านฤดูเก็บเกี่ยวมาไม่นาน ผู้คนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ไหนจะข้าวสารอาหารแห้งที่กักตุนได้มากตามอีก มันเป็นเป้าหมายอย่างดีของพวกโจรป่าเถื่อน
"หัวหน้า โรงหมอแห่งนี้ไม่มีอะไรเลย ข้าค้นจนทั่วแล้วยังได้แค่ยาไม่กี่ขวด ไม่มีเงินสักอีแปะเดียว"
"ถ้ามีสิน่าแปลก พวกหญิงชาวบ้านที่เราจับตัวได้แค่บอกว่าโรงหมอมีสตรีหน้าตางดงามมาเป็นผู้ช่วยหมอที่นี่ นางช่วยรักษาคนแบบไม่คิดเงิน คนใจกว้างแบบนั้นจะเอาเงินทองมาจากไหนแต่ที่ไม่เข้าใจคือนางหายไปไหนต่างหาก ไหนผู้หญิงพวกนั้นบอกว่านางยังไม่ออกไปไหนอย่างไรเล่า"
ที่แท้คนบอกที่อยู่ของนางให้โจรพวกนี้ก็เป็นหญิงสาวในหมู่บ้าน หยางเจียวซิ่นผิดหวังอย่างมาก ก่อนหน้านี้ตนผูกมิตรกับคนเหล่านั้นและให้การช่วยเหลือทุกอย่าง เจ็บป่วยหรือขอคำปรึกษาล้วนทำให้เปล่า ๆ ทั้งสิ้น ด้วยมิอยากมีปัญหากับคนในพื้นที่ แต่พวกเขากลับเลือกขายนางเพื่อเอาตัวรอด!
"หรือนางจะกลับอารามไปแล้ว"
"เป็นไปได้ ที่นี่อยู่ไกลผู้คนพอสมควร ถ้านางกลับไปก่อนโดยไม่มีใครเห็นก็ไม่แปลก"
นางฟังพวกเขาพูดคุยกันโดยไม่ส่งเสียง กายเล็กสั่นเทาจนต้องกอดผ้าห่มคลุมกายแน่น ตนซ่อนกายอยู่ในช่องลับใต้ตู้ยาตั้งแต่ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากหมู่บ้าน แต่ต่อให้ได้ยินเสียงปิดประตูแล้ว นางมิได้ออกไปทันทีด้วยคิดว่าพวกมันยอมแพ้เร็วเกินไป
และนั่นเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เพราะสักพักประตูก็เปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับคนจำนวนหนึ่งกรูเข้ามา แว่วได้ยินเสียงจิปากขัดใจ
"ชิ ไม่มีใครอยู่จริง ๆ งั้นหรือ"
หัวใจดวงน้อยแทบกระดอนหลุดออกจากอก หากเมื่อครู่นางเลือกเดินหมากผิด เกรงว่าคงยากรักษาความปลอดภัยในชีวิตไว้ได้
"พวกเราได้ของที่ต้องการมามากพอแล้ว" พวกมันเลื่อนลิ้นชักไปเรื่อย เปิดตู้นั่นทีตู้นี่ทีจนมั่นใจว่าไม่มีแอบซ่อนอยู่อีกแล้วจึงยอมผละออกไป พร้อมทิ้งประโยคชวนผวาไว้ด้วย "เผาที่นี่ให้วอด! อย่าให้ทางการสาวมาถึงพวกเราได้"
หยางเจียวซิ่นสิ้นหวังโดยสมบูรณ์ นางตัวเย็นเฉียบเพราะความหวาดกลัว สักพักไอร้อนผะผ่าวจากด้านบนได้เริ่มลามเลียทุกพื้นที่ นางอยากร้องไห้ระบายความหวาดหวั่น เพิ่งตายมาไม่นาน ยังต้องตายแบบทรมานอีกครั้งหรือ
มือบางจิกเล็บบนผ้าห่มแน่น ควันไฟเริ่มเล็ดรอดเข้ามาทางช่องลับ ถ้าฝืนอยู่ต่อเกรงว่าตนคงสำลักควันตายแทนการถูกเผา ไม่ว่าทางไหนล้วนไม่ดีทั้งนั้น
"ไปจัดการตรงอื่นต่อ ไป!"
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่เหลือใครอยู่เฝ้าที่นี่ นางจึงเลื่อนกลไกให้ตู้เสื้อผ้าขยับออกเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ปีนขึ้นไปข้างบน ภาพทะเลเพลิงกำลังโหมกระหน่ำเผาไหม้ความหวังทุกอย่างไปด้วย
นางตายแน่…
เสียงไม้ถูกไฟเผาลั่นเปรี๊ยะทำให้อกสั่นขวัญแขวน ร่างบางห่อผ้าห่มผืนหนารอบตัวแล้วตัดสินใจวิ่งฝ่าออกไป ไม่มีเวลาให้พักใคร่ครวญ เมื่อเห็นรอบตัวไม่มีใครอื่นก็รีบหลบซ่อนหลังพุ่มไม้เพื่อเอาตัวรอด มือทั้งสองข้างยังสั่นเทาไม่หาย
"ความโหดร้ายของโลกที่ข้าเขียน…" เป็นเช่นนี้เองหรือ
นางหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงันในบรรยากาศวังเวงต่างจากเสียงกรีดร้องขอความเมตตาอยู่ไกล ๆ และเสียงบ้านเรือนถล่มจากการถูกไฟเผาไหม้จนวอดวาย
"ข้าขอโทษ…" ขอโทษจริง ๆ ที่สร้างเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ขึ้นเพียงเพราะต้องการเรียกร้องความเห็นใจจากนักอ่าน
หากเป็นเจ้าของร่างอยู่ตรงนี้ อีกฝ่ายคงตกนรกไม่รู้กี่ขุม ถูกฉุดคร่าไปบำเรอกาม เมื่อพวกมันเบื่อก็ถูกขายทอดเป็นทาส กว่าจะได้เจอกับแม่ทัพมู่ นางก็จิตใจแหลกสลายโดยสมบูรณ์
มือเล็กจิกผ้าห่มจนนิ้วขาวซีด ปล่อยให้อากาศเย็นเยียบรอบตัวกัดกินร่างกาย นางยังแสดงตัวออกไปตอนนี้ไม่ได้ เช่นเดียวกับการหนีออกจากหมู่บ้าน เนื่องจากไม่รู้โจรภูเขายังดักรออยู่ตรงไหนอีกหรือไม่
แม้คนในหมู่บ้านจะปฏิบัติต่อนางไม่ดีนัก เนื่องจากพวกเขาล้วนเป็นคนของฮูหยินใหญ่ที่ไม่ใคร่ชอบหน้านาง แต่ไม่มีใครควรประสบเคราะห์กรรมโหดร้ายเช่นนี้
"อโหสิกรรมให้ข้าด้วยเถิด…"
เสียงร้องหวีดครวญอย่างสิ้นหวังและเสียงหวดอาวุธฟาดฟันบางอย่างทำให้ชายหนุ่มผู้มาใหม่หน้าเปลี่ยนสี และเมื่อภาพโศกนาฏกรรมปรากฏแก่ครรลองสายตาชัด ๆ เจ้าของร่างสูงใหญ่แทบเข่าทรุด
หมู่บ้านจมในกองเพลิง
ศพของคนแก่ บุรุษ และเด็กกระจัดกระจาย
บ้านเรือนถูกรื้อค้นและทำลายจนไม่เหลือสภาพเดิม
"ท่านแม่ทัพ…สตรีที่ช่วยเหลือท่านไว้…" นางจะยังรอดอยู่หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชาถามด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน "ไม่มีสตรีเหลือสักคน พวกนางคงถูกพาไปหมดแล้ว ขออภัยขอรับ"
คนพูดกลืนประโยคลงคอและก้มหน้าต่ำทันที เมื่อเห็นสายตาอำมหิตจากผู้เป็นนาย
"ไปที่โรงหมอ! ตามหาให้ทั่ว! คนที่เหลือติดตามคนชั่วช้าที่เหลือและสังหารให้สิ้น เหลือคนเป็นให้ทางการสอบสวนสักสี่ห้าคนก็พอ"
"ขอรับท่านแม่ทัพ!"
แม่นางหยาง….เจ้ายังปลอดภัยดีหรือไม่
ซากปรักหักพังของกระท่อมน้อยในความทรงจำทำให้ชายหนุ่มใจหาย มือหนากำเข้าหากันแน่น เขามาช้าเกินไปหรือ
ทั้งที่คิดว่าหลังจบเรื่องวุ่นวายจะรับนางไปอยู่ด้วยกันเพื่อตอบแทนน้ำใจก่อนหน้านี้แท้ ๆ เหตุใดจึงเกิดเรื่องบัดซบเช่นนี้ขึ้นได้!
"อึก…" ในตอนที่หมดหวัง เสียงครางครวญเบา ๆ ทำให้หัวใจแกร่งเต้นกระหน่ำ
"แม่นางหยาง…" เขาสืบเท้าไปยังทิศทางดังกล่าวอย่างรีบร้อน มันเป็นพุ่มไม้ขนาดใหญ่ "แม่นางหยาง!"
คมกระบี่ฟาดฟันร่างอสรพิษจนขาดเป็นสองท่อน ร่างบางที่เกือบเยือนปรโลกรอบสองทรุดฮวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าหวานเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนช้อนมองเขาอย่างขอบคุณระคนโล่งใจ
"ขอบคุณท่านมาก…" ก่อนที่นางจะสิ้นสติไปโดยสมบูรณ์
"แม่นางหยาง!!!" เขาถลาเข้าไปรับร่างอ่อนระโหยโรยแรงก่อนจะกระแทกพื้นอย่างรวดเร็ว แล้วกัดกรามกรอด "ผู้ใดทำให้เจ้าเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ ข้าจะให้มันชดใช้อย่างสาสม"
กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องผู้มีพระคุณของเขา!
กองกำลังลับ ๆ ของแม่ทัพมู่เลี่ยงหรงเคลื่อนออกจากหมู่บ้านหลังจากจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้น ทุกคนพยายามมองข้ามภาพที่ผู้เป็นนายประคองหญิงสาวที่หมดสติให้พิงอกบนม้าตัวเดียวกันสุดความสามารถ
การเดินทางค่อนข้างใช้เวลา พวกเขาเพิ่งรบราฆ่าฟันกับพวกโจรจึงอิดโรยไม่น้อย แม่ทัพมู่เลี่ยงหรงเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจให้ทุกคนหยุดพักและตั้งกระโจมก่อน ประจวบเหมาะกับที่ร่างงามได้สติขึ้นพอดี
"ท่าน…"
"เจ้าเคยถามว่าข้าชื่ออะไรใช่หรือไม่ ข้าแซ่มู่ ชื่อเต็มมู่เลี่ยงหรง" เขาตอบคำถามที่ค้างคาไว้จากการพบเจอครั้งก่อน พร้อมกับกุมมือนางไว้แน่น "แม่นางหยาง…ข้าขอโทษที่ไปช่วยเหลือเจ้าช้าเกินไป"
นางปล่อยให้หยาดน้ำใสไหลเป็นสายโดยปราศจากเสียงหวีดร้องโวยวาย แต่มันยิ่งทำให้คนมองปวดใจ
"อย่าร้องไห้ ข้าจะเป็นคนดูแลเจ้าต่อจากนี้เอง ไปอยู่กับข้าเถิด ข้าจะเป็นคนคอยปกป้องเจ้าจากอันตรายทุกอย่างเอง" นิ้วหัวแม่มือหยาบกร้านจากการฝึกดาบเช็ดน้ำตาให้สตรีร่างเล็กอย่างทะนุถนอม แววตาระแวดระวังในอดีตเต็มไปด้วยความสงสาร "ไปอยู่กับข้านะ…"
ใบหน้างามพิลาสยังคงไม่มีการตอบสนองใด ๆ เป็นพิเศษ นางร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ มันงดงามราวกับดอกหลี่ต้องฝน ชวนให้อยากทะนุถนอมกว่าเก่า
"ชู่…ไม่ร้อง เจ้าปลอดภัยแล้ว…" เขารั้งกายสั่นเทามากอดไว้แน่นแทนการปลอบโยน ในตอนนั้นเองที่แขนเรียวได้ยกขึ้นตอบรับเช่นกัน นางกอดเขาตอบแล้ว "แม่นางหยาง…"
"ข้าคงต้องขอรบกวนท่านแล้ว" นางกล่าวพร้อมกับช้อนนัยน์ตาสีอ่อนฉ่ำน้ำขึ้นสบกับเขาเนิ่นนาน "ท่านปรากฏตัวในความสิ้นหวังและฉุดข้าออกจากฝันร้ายไม่รู้จบนั่น ท่านเปรียบดั่งแสงสว่างในชีวิตของข้าเลยทีเดียว"
"แม่นาง…" เขาครางต่ำในลำคอเบา ๆ พยายามข่มสัญชาตญาณอยากขย้ำเหยื่อสาวที่กำลังทอดมองมาทางตนด้วยสายตาลึกซึ้ง ทั้งที่รู้ว่าเขามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ แต่กระต่ายตัวอวบกลับยื่นตัวเองเป็นอาหารเลิศรสถึงปาก
ยิ่งเห็นเสี้ยวหน้าที่คอยส่งยิ้มอบอุ่นตลอดการดูแลรักษาใกล้ ๆ กำลังจับจ้องมาที่เขาราวกับสิ่งมีค่า ชายหนุ่มยิ่งยับยั้งตนไม่อยู่
"อื้อ~" ไวกว่าความคิดใด ๆ ริมฝีปากหยักลึกโฉบลงมาบดเบียดกลีบปากนุ่มอย่างรวดเร็ว เขาตะโบมจูบเก็บเกี่ยวความหวานที่ทำให้ตนกระหายอยากมาหลายคราด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ แม้ร่างน้อยพยายามผลักไหล่ขอความเมตตา เพราะหายใจติดขัด เขาก็ไม่ปรานี
บุรุษเลือดร้อนราวกับไฟเมื่อพานพบกับไม้ฟืนชั้นดีมีหรือจะห้ามตนอยู่ เขากระโจนลงห้วงราคะอย่างไม่ลังเล แม้ทราบว่านางยังเสียอกเสียใจต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่จะมีเวลาใดเหมาะแก่การครอบครองสาวงามที่หมายปองเท่ากับตอนอีกฝ่ายอ่อนแอเล่า
"เจ้าเป็นของข้าแล้ว…เจียวซิ่น"
- Miss Soraki-
คนเขากำลังเศร้า มันใช่เวลาที่อิพี่จะมาพี่จะมาต้อนยัยน้องเข้ากรงไหมมม ฉวยโอกาสสมกับเป็นตัวร้ายเลยล่ะ!