เกิดใหม่ในร่างคุณหนูทั้งที ไยจึงถูกทอดทิ้ง
ข้อมูลเบื้องต้น
จากบอดี้การ์ดมือขวาของมาเฟียทะลุมิติมาอยู่ในร่างคุณหนูไร้ที่พึ่ง
กำพร้ามารดา มีบิดาก็เหมือนไม่มี
เธอมีเพียงทางเลือกเดียว….
ทำความปรารถนาของวิญญาณเจ้าของร่างเดิม
แม้ว่าต้องข้ามศพใครต่อใครก็ตาม!!
ไรท์ของมาเปิดเรื่องใหม่เรื่องต่อไปนะคะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวเนื้อหาเข้มข้นมีทั้งเร่ื่องแก้ปัญหาครอบครัวและความรักนะคะ
จบสุขนิยมไม่ดราม่าค่า
สามารถกดติดตามเอาไว้ก่อนได้เลย
เปิดให้อ่านฟรีจนจบเหมือนเดิมค่า
เรื่องนี้มีอีบุ๊คแล้วนะคะ ทั้งในเมบและเด็กดีเลย
สายเมพ>>> https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDI1NTU1NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI5NDA1OCI7fQ
สายเด็กดี>>> https://dekd.co/w/e/16022
บทนำ
บทนำ
กล่าวถึงป่าแห่งหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงสายลมเบาบางพัดหญ้าเขียวปลิวไสว มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาตา แม้มิได้หนาแน่นเหมือนต้นไม้ในป่าลึกทว่าแต่ละต้นล้วนสูงชะลูดบดบังแสงอาทิตย์ยามเย็นทำให้บรรยากาศโดยรอบที่ไร้ผู้คนอยู่แล้วยิ่งวังเวงเข้าไปใหญ่
สถานที่แห่งนี้ เวลานี้ ดูมิน่าสมควรมีมนุษย์นอนสลบไสลอยู่ได้เลย
ร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์เนื้อดีสีชมพู ปักด้ายทองลายผีเสื้อโบยบินกลางหมู่บุปผา เสื้อตัวนอกที่เคยมีสีสันงดงามบัดนี้เปื้อนเศษดิน เศษใบไม้ เปื้อนฝุ่นละทิ้งซึ่งความสง่างามของชุดดั้งเดิมไปหมดสิ้นแล้ว
อีกทั้ง….
มวยผมนางยุ่งเหยิงดูไม่เป็นทรง
บนเปลือกตามีผ้าสีดำคาดปิดอยู่ด้วยเช่นกัน
ข้อมือทั้งสองถูกมัดแน่นด้วยเชือกหนา
และที่สำคัญ….
บนศีรษะมีคราบเลือดแห้งกรังเหมือนร่องรอยจากการโดนของแข็งกระแทกอย่างรุนแรง
เพราะเหตุใดจึงมีร่างสตรีถูกพันธนาการนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ตรงนี้เล่า
มิแน่ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานขนาดนี้แต่เลือดยังคงไหลออกมาจากบาดแผลปริมาณมากขนาดนั้นอาจทำให้เจ้าของร่างสิ้นชีวิต วิญญาณออกจากร่างไปพบยมบาลแล้วกระมัง
ณ ที่แห่งนี้คือป่าแห่งหนึ่งในเมืองหลวงแห่งแคว้นเฉียนฉิน ตั้งอยู่ทางซีกตะวันออกของเมือง
แม้ว่าป่าแห่งนี้จะมิใช่ป่าที่อันตรายที่สุด ทว่าป่าอย่างไรก็คงเป็นป่า ตอนกลางคืนย่อมมีสัตว์ป่าอันตรายนานชนิดออกจากรังมาหากิน ลองนึกภาพพวกมันมาบังเอิญเจอเหยื่ออันโอชะเช่นสตรีผู้นี้….
มีหรือจะรอดพ้น
หากเป็นเช่นนั้นจริงยังมิรู้ว่าใครเป็นคนทำร้ายสตรีผู้น่าสงสารผู้นี้ ร่างนางก็คงหายไปจากโลกนี้เสียก่อนแล้วด้วยซ้ำ
เวลายังคงดำเนินผ่านไปอย่างต่อเนื่อง ดวงตะวันกำลังคล้อยต่ำจนเกือบลับขอบฟ้า ในที่สุดร่างไร้สตินั่นก็เริ่มขยับตัวเสียที
มือบางขาวซีดยกมือขึ้นกุมบาดแผลบนศีรษะ ฟันเล็กขบริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยเพราะรู้สึกเจ็บ
เปลือกตาบางเปิดออกท่ามกลางแสงสว่างน้อยนิดลอดเข้ามาหา ทว่าก็ยังคงมากพอสามารถเห็นรายละเอียดสิ่งแวดล้อมไม่คุ้นตารอบตัว
ที่นี่ที่ไหน?
ไยนางจึงมาอยู่ที่นี่?
ในสภาพเช่นนี้?
มิใช่ว่านางที่เป็นบอดี้การ์ดมือขวาของมาเฟียกำลังขับรถพาบอสหนีศัตรูหรอกหรือ
ใช่แล้ว ภาพสุดท้ายก่อนที่ตัวเองสลบคือมีรถยุโรปหนึ่งคันแล่นสวนมาชนกับคันของนางและเจ้านาย
“โอ๊ย!”
จู่ๆก็มีความทรงจำแปลกประหลาดมากมายถาโถมเข้ามาในห้วงความคิดของนาง ตามมาด้วยความเจ็บปวดทรมานพุ่งทยายมาเกิดบริเวณสมองข้างในกะโหลกศีรษะ
ความเจ็บปวดทรมานดำเนินต่อเนื่องจนเจ้าของร่างอดไม่ได้ยกสองมือขึ้นมากุมศีรษะ ลำตัวบิดไปมาทุรนทุราย ร่างบางพยายามทำทุกทางหวังคลายความเจ็บปวดให้ตัวเอง
จนในที่สุดความทรงจำมากมายเหล่านั้นก็หยุดไหลบ่าเข้ามาสักทีพลอยให้ศีรษะนางลดความเจ็บปวดลงเหลือในระดับที่พอรับได้ หญิงสาวได้โอกาสจึงรีบหายใจเข้าสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเพื่อตั้งสติประมวลผลความทรงจำมากมายที่มันหลั่งไหลเข้ามาในหัวของนาง
“ซ่งเจียซิน….”
ซ่งเจียซินคือนามของร่างนี้ที่ หวังเค่อ หรือบอดี้การ์ดมือขวาของมาเฟียในยุคปัจจุบัน ที่มีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกต่างๆ
และใช่…
นางได้ตายจากชาตินั้นแล้ว ด้วยโชคชะตานำพา หรือสวรรค์กลั่นแกล้งก็มิรู้จึงทำให้วิญญาณนางมิได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่อย่างเช่นคนอื่นเขา
มิได้ดื่มน้ำแกงลืมเลือน
มิได้กำเนิดตั้งแต่เป็นทารกจนเติบใหญ่อย่างเช่นปกติ
ทว่า…
นางดันมาเกิดในร่างของคุณหนูตระกูลขุนนางยุคโบราณ ย้อนไปเกือบ สองพัน ปีนู่น
นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!!
คุณหนูร่างนี้วิญญาณออกจากร่างไปแล้วโดนแทนที่โดยวิญญาณของหวังเค่อ
ชีวิตที่ไร้มารดาของคุณหนูผู้นี้ไหลเข้ามาในหัวสมองของนาง
ทั้งภาพบิดาที่หมางเมิน
ภรรยาคนอื่นของบิดาตีสองหน้าเก่งล้ำเลิศ…ต่อหน้าบิดานางนั้นปฏิบัติตัวดีกับร่างนี้ ทว่าลับหลังกลับตรงกันข้าม ปัจจุบันแม้ร่างนี้มีฐานะเป็นคุณหนูใหญ่ก็จริงแต่นั่นก็เป็นเพียงสถานะจอมปลอม!
ไหนจะภาพบุตรสาวและบุตรชายของภรรยาอีกคนของบิดา มีชีวิตที่ดีกว่าคุณหนูใหญ่อย่างร่างนี้เสียอย่างนั้น
พวกนั้นรวมหัวกันกลั่นแกล้งลับหลัง
และสิ่งเจ็บปวดที่สุดสำหรับร่างนี้คือภาพน้องชายร่วมอุทร….
สายตาที่มองพี่สาวคนนี้อย่างกับสายตามองศัตรูแสนเกลียดชัง
วิญญาณเดิมเจ้าของร่างนี้มิได้มีคำขอเรื่องใดใหญ่โตมากนักกับหวังเค่อ
หวังเค่อสามารถดำเนินชีวิตใหม่ในร่างนี้ได้ต่อไปแลกเปลี่ยนกับความปรารถนาเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นของวิญญาณเดิมนี้
คือ….
ปกป้องและช่วยเหลือน้องชายร่วมสายเลือดหนึ่งเดียวในตอนนี้ให้ปลอดภัย ให้รอดพ้นจากอันตรายชั่วร้ายในตระกูลแห่งนั้นด้วยเถิด
นี่คือความปรารถนาสุดท้ายของวิญญาณเจ้าของร่างที่ขอร้องนางในฐานะวิญญาณใหม่มาใช้ร่าง
หวังเค่อลืมตาขึ้นอีกครา
คราวนี้ นางปราศจากความสับสนมึนงงอย่างที่ผ่านมาแล้ว
เรียกได้ว่ากระจ่างแจ้งแล้วว่านางไม่มีโอกาสกลับไปยังโลกเดิมที่ตนจากเสียแล้ว
โอกาสเดียวที่เหลืออยู่คือใช้ชีวิตต่อในร่างนี้เท่านั้น!!!
จากนี้ไม่มีอีกแล้วบอดี้การ์ดของมาเฟียที่ชื่อ หวังเค่อ
มีแต่คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลขุนนางขั้นสามระดับต้น ตระกูลซ่ง….ซ่งเจียซิน
คุณหนูผู้กำพร้ามารดาตั้งแต่เด็ก ร่างเดิมนั้นอ่อนแอเกินไปจึงได้ถูกรังแกสุดท้ายต้องตายในสภาพเช่นนี้
เหอะ!
หนึ่งในความทรงจำทั้งหลายที่เข้ามาในหัวนางคือภาพบุตรีของเหลียงอี๋เหนียง…ซ่งเจิ้งเหม่ย
บุตรีของอนุทว่ากับเป็นบุตรีที่บิดาโปรดปรานมากที่สุด
ตลกสิ้นดี
ซ่งเจิ้งเหม่ยต่อหน้าเรียกพี่หญิงใหญ่อย่างนั้นอย่างนี้ ทำทีเป็นพูดจาสุภาพ นิสัยแสนดี นางเห็นว่าร่างเดิมเหงามิมีสิ่งใดละเล่นอยู่ที่เรือนจึงเอ่ยปากชวนมาเล่นการละเล่นซ่อนหา
ร่างเดิมที่หัวอ่อน เชื่อคนง่าย จึงรีบพยักหน้าตกลงเล่นด้วยทันที
ตอนแรกก็เล่นตามกติกาของคนทั่วไปนั่นแหละ ยิ่งเล่นซ่งเจิ้งเหม่ยยิ่งชวนเดินออกจากประตูจวนทางด้านหลัง เข้าไปในป่าแห่งนี้
วัตถุประสงค์แอบแฝงของซ่งเจิ้งเหม่ยนั้นชั่วร้ายยิ่งนัก
ที่แท้แล้วก็เพียงแค่ต้องการกำจัดคุณหนูใหญ่อย่างร่างนี้เท่านั้น
แม้ว่าในความทรงจำของดั้งเดิมจะไม่มีความคิดว่าน้องสาวร่วมบิดาผู้นั้นเป็นผู้ฆ่าตนเองด้วยการตีศีรษะเพราะถูกปิดตาทั้งสองข้างจึงไม่เห็น
แต่นางนั้นมิได้เป็นคนดีคิดในแง่ดี หัวอ่อนอย่างร่างเดิมเสียหน่อย
ดูก็รู้ว่าการละเล่นนั้นมีวัตถุประสงค์ชั่วร้ายแอบแฝง…. คงคิดว่าจะกลบปิดหลักฐานโดยเอามาทิ้งไว้ในป่าให้สัตว์ป่ากำจัดละสิ
ซ่งเจียซินคนใหม่ยืนขึ้นหลังจากพยายามกำจัดเชือกมัดมือได้สำเร็จ มือบางสาละวนกับการปัดเศษฝุ่นดินออกจากเสื้อผ้าให้ได้มากที่สุด
นางยกมือขึ้นกุมบาดแผลแววตาเยือกเย็นจ้องมองไปข้างหน้าก่อนออกเดินจากตำแหน่งเดิมมุ่งหน้าออกจากป่า
สวบ สวบ สวบ
ซ่งเจียซินเดินย่ำย่างอยู่บนพื้นที่มีต้นหญ้าเตี้ยขึ้นหนา แตกต่างจากต้นไม้ใหญ่นั้นขึ้นไม่หนาแน่นมากนักเพราะว่าเป็นป่าในเมือง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องโชคดีเพราะว่าจะได้มีต้องระวังสัตว์อันตรายที่มันแฝงอยู่ในป่าลึกมากนัก
แววตาสงบนิ่งมองสรรพสิ่งรอบตัวขณะเดินทางตามความทรงจำร่างเดิมนางตอนเข้ามาในป่า จนกระทั่งดวงตาหงส์กวาดมาสะดุดเข้ากับร่างใหญ่ที่มิน่าใช่ร่างสัตว์ป่าเพราะร่างนั้นสวมใส่ชุดมนุษย์
ซ่งเจียซินเดินเข้ามาใกล้ๆอย่างระมัดระวัง
ร่างนั้นเป็นร่างบุรุษไม่ผิดแน่…
ร่างไม่ขยับเช่นนี้อาจหมายความว่าเขามิได้สติอยู่
แปลกจริง ไม่นึกว่าในป่าแห่งนี้จะมีมนุษย์ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันกับตนเองอยู่ด้วยอีกหนึ่ง
คนผู้นี้สวมชุดแพรตัวยาว ชุดสีดำเป็นหลักผสมผสานกับสีแดงเข้ม คอเสื้อ แขนเสื้อและชายเสื้อล้วนปักเป็นลายอันใดสักลายนางมองมิชัด ทว่าดูประณีตบรรจง แลดูสูงศักดิ์
คนผู้นี้มิใช่คนฐานะธรรมดาแน่
ซ่งเจียซินไม่มั่นใจว่าควรเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือไม่
นางพึ่งเดินทางเข้ามาอยู่ในยุคนี้ ยังไม่ทันได้ปรับตัวดี เท้าบางจึงก้าวถอยห่างออกไปอย่างลังเล
หญิงสาวมองซ้ายมองขวาไม่พบร่องรอยของกับดักใดๆ ชาติก่อนนางเคยทำงานเสี่ยงอันอันตรายมามากมาย หนึ่งในแผนที่ศัตรูนิยมหลอกล่อให้เหยื่อมาติดกับคือ
แผนคนบาดเจ็บ
เมื่อสายตากวาดมองหาสิ่งผิดปกติรอบข้างไม่เจอ ซ่งเจียซินจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาร่างนั้นอย่างระมัดระวัง
ขั้นแรกนางจับพลิกร่างใหญ่ให้นอนหงายเพื่อตรวจสอบว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่
ทันทีที่บุรุษผู้นี้นอนหงาย นางมองใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเพราะตอนที่เขาล้มลงใบหน้าคงคลุกดินโคลนเลอะเปรอเปื้อนไปหมดพอดี แล้วยังมีบาดแผลเล็กใหญ่เต็มร่างปรากฏแก่สายตาซ่งเจียซินจนนางเผลอเบิกตาตกตะลึง
แผลเหล่านี้ยังไม่ได้ใส่ยา เลือดไหลออกมาไม่หยุดหากเมื่อสักครู่นางมิได้ลองเอานิ้วอังที่รูจมูกของเขาแล้วคงคิดว่าตายจากโลกนี้ไปพบยมบาลเสียแล้ว
เป็นจริงอย่างสัจธรรมของโลกนี้ หากคิดว่าตนเองโชคร้ายแล้ว ในโลกนี้ย่อมมีคนที่โชคร้ายกว่า
แผลที่ศีรษะของนางดูเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับแผลบนร่างกายของบุรุษผู้นี้
ซ่งเจียซินคิดว่าหากนางไม่ช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้เลือดหยุดไหลในตอนนี้ อีกไม่เกินครึ่งชั่วยามบุรุษผู้นี้คงเลือดไหลหมดตัวตกตายไปเป็นแน่
ในเมื่อนางตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน นางจึงไม่รอช้า มือบางเอื้อมออกไปฉีกผ้าจากชุดหรูหราของเขานั่นแหละออกมา เพื่อนำมาพันปิดบาดแผลระงับเลือดมิให้ไหลออกมามากกว่านี้
ในขณะที่ซ่งเจียซินบรรจงฉีกเศษผ้าออกมานั้นมือบางบังเอิญควานไปเจอถุงผ้าตรงช่องเก็บของในอกเสื้ออีกฝ่าย เสียงบรรจุภัณฑ์แข็งกระทบกันขณะนางบังเอิญสัมผัสโดน เรียกความสนใจจากหญิงสาว
ซ่งเจียซินตัดสินใจลงมือค้นช่องเก็บของเล็กๆนั้นจนเจอเข้ากับตลับยาขนาดเล็กของอีกฝ่ายเป็นเวลาเดียวกันกับที่เจ้าของร่างบาดเจ็บได้สติลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างจะลืมสะลือ
สายตาสองคู่สบกันโดยมิได้นัดหมาย
แน่นอนว่ามือบางเป็นอันต้องหยุดชะงักการปฐมพยาบาลของตนเองชั่วคราวเมื่อเห็นแววตาเข้มดุดันน่ากลัวของคนบาดเจ็บกำลังจ้องมองนางเขม็ง
“เจ้า….”
น้ำเสียงของคนบาดเจ็บดังแผ่วออกมาจากลำคอแห้งผาก แต่นั่นแหละอย่างไรก็ฟังดูน่าเกรงกลัวมิน้อย
“ท่านบาดเจ็บ ข้ามิใช่ศัตรู เพียงช่วยท่านหยุดเลือดแล้วจะจากไปทันที”
“หยุด เจ้าแก้เสื้อผ้าข้าทะ….อุ้บ…”
บุรุษผู้บาดเจ็บตื่นมาแล้วเห็นตัวเองโดนผลัดเสื้อผ้าออกจนแทบเปลือยเปล่าครึ่งบนคงตกใจมิน้อย
ดีหน่อยที่อีกฝ่ายไม่มีแรงพอขัดขืนสตรีอย่างนาง การฟื้นมาของเขาจึงพอรับมือได้ไม่ยากนัก
ซ่งเจียซินไม่มีเวลามาเจรจามากนักนางจึงเลือกวิธีหยิบเศษผ้าที่เหลือจากการพันบาดแผลของอีกฝ่ายมาปั้นเป็นก้อนกลมๆแล้วยัดใส่ปากชายหนุ่มเพื่อแก้ปัญหาชั่วคราวไปก่อน
หลังจากนั้นนางจึงละทิ้งความสนใจจากเสียงอู้อี้ของคนบาดเจ็บ เร่งมือโรยผงยาในตลับที่นางพึ่งค้นพบจากเสื้อผ้าบนตัวอีกฝ่าย
“หึม….ยานี้ดี ข้าเดาว่านี่คงเป็นผงห้ามเลือด”
ซ่งเจียซินโรยลงไปบนแผลไม่นานเลือดก็เริ่มหยุดไหลนางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมเชยตัวยาสมัยโบราณที่สรรพคุณดีกว่าที่คิด
ใช้เวลาไม่นานการปฐมพยาบาลเบื้องต้นของซ่งเจียซินจึงสำเร็จผล หญิงสาวลุกขึ้นยืนก่อนปัดไม้ปัดมือของตนเองยืนมองผลงานที่ค่อนข้างน่าพอใจ
“เอาล่ะ ข้าคงช่วยท่านได้เพียงเท่านี้”
“….”
“ท่าทางท่านคงมิใช่ชาวบ้านธรรมดา รอไม่นานลูกน้องของท่านอาจตามหาตัวเจ้านายเจอ อืม…” ซ่งเจียซินเงยหน้ามองแสงจากดวงตะวันที่ใกล้คล้อยลับขอบฟ้าลงไปทุกที “ข้าต้องรีบไปก่อนที่จะไม่ทันเวลา…ขอให้ท่านโชคดี”
จากนั้นหญิงสาวก็เดินจากไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เอาก้อนผ้าอุดออกจากปากชายหนุ่ม
“อื้อ….อื้อ”
เรื่องใหม่นี้เป็นเรื่องยาว ฝากติดตามด้วยนะคะ
เท้าเหยียบจวนมิทันไร เรื่องก็เข้ามาหาเสียแล้ว
หนึ่ง
เท้าเหยียบจวนมิทันไร เรื่องก็เข้ามาหาเสียแล้ว
ทางกลับจวนอันเป็นสถานที่เกิดของร่างนี้ไม่ยากมากนัก เพียงลองผิดลองถูกไม่กี่เส้นทางนางก็สามารถพาตัวเองเข้าทางประตูหลังจวนตระกูลซ่งและเดินกลับเรือนเหลียนฮวา อันเป็นเรือนพำนักของตนเองได้สำเร็จ
เป็นดังคาด….
หลังจากซ่งเจียซินกลับมาที่เรือนตนเองได้อย่างปลอดภัย นางทำธุระจัดการตัวเองเสร็จไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูที่ด้านหน้าเรือนของนางดังขึ้น
ในจวนแห่งนี้มีหูตาของฝ่ายตรงข้ามเต็มไปหมด พอพวกมันเห็นนางรอดปลอดภัยกลับมาคงรีบรายงานให้เจ้านายของตนเองรับรู้ในทันที
"ซวงอี๋ เจ้าออกไปดูหน่อยซิว่าผู้ใดมาเคาะประตูยามนี้"
แน่นอนว่าหลังจากซ่งเจียซินกลับมาก็เลยยามโหย่ว[1] มาสักพักแล้ว จึงนับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน หากมิมีเรื่องสำคัญเวลานี้จริงๆ ย่อมมิควรรบกวนเวลาคนอื่น
“เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่”
ซวงอี๋คือ สาวใช้ประจำตัวผู้พักดีคนหนึ่งที่มารดาร่างนี้เคยช่วยชีวิตบุพการีของนางไว้โดยการให้คนไปตามหมอ จ่ายค่ารักษาและค่ายาให้ทั้งหมดจนกระทั่งมารดานางหายป่วย บุญคุณในครั้งนั้นทำให้นางจึงคิดว่าสตรีผู้นี้ไว้ใจให้อยู่ใกล้ชิดได้
ร่างบอบบางของซวงอี๋เดินออกไปและเดินเข้ามารายงานสารที่ได้รับมาจากข้างนอก
“เป็นสาวใช้จากเรือนใหญ่ของนายท่านเจ้าค่ะคุณหนู นางมาบอกว่านายท่านเรียกตัวคุณหนูไปพบที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ”
“ท่านพ่อเรียกข้าอย่างนั้นรึ”
ในความทรงจำของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่ มีน้อยครั้งนักบิดาผู้นี้จะเรียกหาบุตรีขี้อายและพูดออดอ้อนมิเก่งอย่างร่างเดิม
อืม มีก็แต่หนใดที่เกิดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับนางจากปากสตรีเคียงหมอนทั้งหลายนั่นแหละ อีกฝ่ายจึงเรียกนางไปเข้าพบเพื่อตำหนิโดยใช้คำสวยหรูว่าสั่งสอนแทน
ชะตากรรมร่างเดิมหลังจากมารดาสิ้นชีวีลงช่างน่าเวทนายิ่งนัก
หากแต่จะโทษโชคชะตาฝ่ายเดียวก็มิได้ ทั้งที่เกิดเป็นบุตรีของฮูหยินใหญ่แท้ๆ ไยจึงมิใช้สถานะที่คนยุคนี้ให้ความสำคัญยิ่งเหนือสิ่งอื่นใดนี้ให้เป็นต่อจากคนอื่นในบ้านที่มารังแกกันเล่า!
เพราะร่างนี้มิสู้คนเองต่างหากจึงปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ในที่สุด
ครั้งนี้เองก็คงมิต่างกัน คงมีใครไปฟ้องบางเรื่องแล้วกระมัง
“ไปเถอะ พวกเราไปพบท่านพ่อกัน”
“คะ คุณหนูเจ้าค่ะ ดูท่าหนนี้นายท่านมีโทสะไม่น้อย ตอนบ่าวเดินออกไป เห็นสีหน้าของสาวใช้ดูมิค่อยดี นางบอกว่านายท่านดูอารมณ์มิดีตั้งแต่กลับมาจากข้างนอกแล้วเจ้าค่ะ….บ่าวว่าคุณหนูอ้างว่าวันนี้มิค่อยสบายดีกว่าหรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวเดินไปรายงานนายท่านด้วยตัวเอง”
สาวใช้ผู้นี้กำลังกลัวว่านายของตนเองถูกลงโทษหนักจึงบอกให้รอบิดาสร่างโทสะลงก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปขอเข้าพบอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
หากแต่ในทางตรงกันข้ามซ่งเจียซินมิคิดเช่นนั้น นางกลับคิดว่าการประวิงเวลาเพื่อรอให้บิดาผู้นั้นคลายโทสะลงก่อนนั่นถือเป็นการเปิดทางให้ สตรีที่ไม่หวังดีทั้งหลายในความทรงจำของร่างนี้ใช้เป็นเครื่องมือในการสุมไฟโทสะของบิดานางให้ลุกโหมมากกว่าเก่าด้วยซ้ำไป
“เจ้าถามนางหรือว่าบิดาอารมณ์ไม่ดี หรือว่าสาวใช้ผู้นั้นบอกเจ้าเอง”
“มิได้เอ่ยถามเจ้าค่ะ สาวใช้เรือนใหญ่เป็นฝ่ายกระซิบฝากบ่าวมาเอ่ยเตือนคุณหนูเอง”
“….”
แสดงว่าสาวใช้จากเรือนใหญ่มิได้เข้าข้างและหวังดีต่อคุณหนูใหญ่อย่างนางสักเท่าไหร่
ซวงอี๋เองก็มิค่อยทันคนเช่นเจ้านายร่างเดิมจึงพลอยหวังดีผิดทาง
หากหนนี้เป็นวิญญาณร่างเดิมคงเลือกเชื่อคำพูดหวังดีประสงค์ร้ายเหล่านั้นและแสร้งเป็นล้มป่วยเข้าทางให้คนเอื่นมีโอกาสใส่ความว่านางไม่เชื่อฟังคำสั่งของบุพการี
หรือไม่ก็ผู้ไม่หวังดีพาบิดาเจ้าของร่างเดิมมาบุกพิสูจน์ว่าร่างเดิมโกหกถึงที่เรือนก็เป็นได้
“ไม่ต้องทำเช่นนั้นหรอกน่า ไป เจ้าตามข้ามาซวงอี๋ แล้วอย่าลืมบอกให้อ้ายเย่วเฝ้าเรือนของข้าไว้ให้ดี อย่าให้คนอื่นบุกรุกเข้ามาได้ตอนที่ข้ามิอยู่เรือน”
“จะ เจ้าค่ะ”
ซ่งเจียซินเดินนำสาวใช้ของตนไปที่เรือนใหญ่ด้วยท่าทางกล้าหาญแตกต่างจากร่างเดิมในอดีตยิ่งนัก ทำเอาบ่าวในเรือนมองตามตาค้างกันไปตามๆ กัน
เนื่องจากเรือนใหญ่ตั้งอยู่ข้างหน้าสุดของจวนดังนั้นซ่งเจียซินจึงใช้เวลาเล็กน้อยในการเดินทางไปถึงที่เรือนดังกล่าว หลังจากเดินไปถึงพบว่ามีแขกมิได้รับเชิญไปถึงก่อนนางหลายคนแล้ว
หนึ่งคือสตรีที่แม้อายุย่างเลขสามสิบหนาวทว่าด้วยความตั้งใจดูแลผิวพรรณตัวเองเป็นอย่างดีทำให้นางคงความงดงามเสมือนสตรีวัยสาวไว้มัดใจสามีได้อยู่
เหลียงหลินฮวา หรือเหลียงอี๋เหนียง สตรีผู้แม้มีสถานะเป็นเพียงอนุทว่าหลังจากฮูหยินใหญ่ของตระกูลซ่งสิ้นชีพลง ตำแหน่งนายหญิงของจวนว่างเปล่านางได้รับความไว้วางใจจากประมุขตระกูลซ่ง…ซ่งเข่อหาน บิดาของร่างเดิมให้ถือป้ายทำหน้าที่เสมือนนายหญิงของจวนดูแลเรื่องต่างๆภายในจวนตลอดหลายปีได้อย่างมั่นคง
ส่วนถัดมาสตรีอ่อนเยาว์ผู้มีหน้าตาน่ารักสมวัยสิบสามย่างสิบสี่ ถอดแบบทุกระเบียบนิ้วมาจากมารดาตนเองนามว่า
ซ่งเจิ้งเหม่ย
คุณหนูรองของจวนยืนอยู่ข้างมารดาของตนเอง นางกำลังยืนถือผ้าเช็ดหน้าท่าทางมีเรื่องเป็นกังวลกับอันใดสักอย่างที่น่าจะเกี่ยวกับ….
แขกรับเชิญคนสุดท้ายอย่าง…นางเอง
ซ่งเจียซินเดินเข้าไปข้างในเรือนใหญ่ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ช่างเป็นท่าทีที่แตกต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหว
มวลอากาศรอบกายของซ่งเจียซินดูเยียบเย็น พอนางเดินเข้ามาในเรือนแล้วทำให้คนพากันหยุดสนทนาลงโดยมิได้นัดหมาย
โดยเฉพาะซ่งเจิ้งเหม่ยที่โดนสายตาสงบนิ่งนั้นตวัดมองมาตั้งแต่หน้าประตู หญิงสาวรู้สึกขนลุกชันจนเท้าเดินเข้าไปหามารดาของตนเองราวกับต้องการที่พึ่งพิงโดยไม่รู้ตัว
“คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ” ซ่งเจียซินน้อมตัวลงให้ชายชราที่ยืนทำหน้าทะมึงทึงอยู่
“มาแล้วหรือ เจ้าออกจากบ้านไปไหนมามิรู้หรืออย่างไรว่าสตรีในห้องหอมิควรออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นโดยมิได้รับอนุญาต”
“ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร ลูก….”
“นายท่านได้โปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ เรื่องมีค่อยๆเจรจากันดีกว่าเจ้าค่ะ”
[1] ยามโหย่ว คือ 17.00 – 18.59 น.
ตีหน้าใสซื่อเล่าความเท็จ
“นายท่านได้โปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ เรื่องมีค่อยๆเจรจากันดีกว่าเจ้าค่ะ”
“ฮึก พี่หญิงใหญ่ ฮึก นะ….น้องบอกท่านพ่อแล้วเจ้าค่ะเรื่องที่พี่หญิงพาน้องออกไปเล่นข้างนอกจวน ตะ แต่ น้องมิได้ตั้งใจผิดคำสัญญากับพี่หญิงใหญ่ที่ห้ามมิให้น้องแจ้งท่านพ่อนะเจ้าคะว่าพี่หญิงใหญ่อยากออกไปเที่ยวตามลำพังทั้งที่น้องห้ามแล้วก็มิฟัง ฮึก แต่น้องกลัวว่าพี่หญิงใหญ่จะเจออันตรายจึงจำเป็นต้องบอกท่านพ่อจะได้ให้คนไปตามพี่หญิงกับจวนของเราอย่างปลอดภัย”
“เจ้ามีต้องโทษน้อง นางทำถูกต้องแล้ว สตรีบ้านใดออกจากบ้านโดยมิขออนุญาตบิดาบ้าง หายไปเกือบหนึ่งวัน เจ้ายังมีหน้ายืนต่อหน้าข้าอีกหรือ”
“คุณหนูใหญ่คุกเข่าเถอะเจ้าค่ะ แม้คุณหนูใหญ่ทำความผิด แต่อาจเป็นเพราะว่าคุณหนูยังเด็ก จะ….”
“เด็กงั้นรึ นางผ่านวัยปักปิ่นมาแล้ว สมควรรู้ว่าสิ่งใดควรปฏิบัติสิ่งใดมิควรปฏิบัติ”
“ท่านพ่อเจ้าคะ อย่าโกรธพี่หญิงใหญ่เลย โชคดีขนาดไหนแล้วที่พี่หญิงใหญ่มิเป็นอันใด ขณะลูกเดินเข้าจวนเพราะมิสามารถห้ามพี่หญิงใหญ่ได้ ลูกได้ยินชาวบ้านแถวนั้นคุยกันว่าช่วงนี้ที่เมืองหลวงของเรามีพวกโจรเถื่อนนิยมลักพาตัวสตรีในยามเย็นไปทำมิดีมิร้ายที่ป่าไม่ไกลจากจวนเรา พี่หญิงใหญ่มิถูกพวกมันกลับตัวไปก็ดีเท่าไหร่แล้วเจ้าค่ะ อุ้ย….ศีรษะของพี่หญิงใหญ่ไปโดนอะไรมาเจ้าคะ มิได้โดนโจรทำร้ายแล้วลักพาตัวไปใช่หรือไม่”
ซ่งเจิ้งเหม่ยเดินเข้าไปเกาะแขนบิดาของตัวเอง หากได้ฟังเพียงผิวเผินอาจเข้าใจว่าน้องสาวกำลังพยายามพูดช่วยเหลือพี่สาวของตนเอง
ทว่าบุตรีของอนุมีหรือจะหวังดีโดยไร้สิ่งแอบแฝงกับพี่สาวซึ่งเป็นบุตรดีของฮูหยินใหญ่ ตำแหน่งที่ซ่งเจิ้งเหม่ยต้องการยิ่งนัก
มือของซ่งเจิ้งเหม่ยค่อยๆบีบนวดท่อนแขนบิดา หากแต่สายตาของนางนั้นมองมาที่พี่สาวต่างมารดาด้วยความเกลียดชังและเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาริษยา
ใครบ้างมิอยากเกิดเป็นบุตรีสายตรง มีมารดาเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นเจ้านายที่แท้จริงของจวนได้อย่างภาคภูมิ
อย่างเวลาออกไปข้างนอก ยามแนะนำมารดาคือใคร บิดาคือใคร
หรือเวลาเข้าร่วมงานสังคมก็มิต้องหดหัว ก้มให้ความเคารพคุณหนูคนอื่นเพราะฐานะต่ำต้อยของตนเอง
ใครบ้างมิอยากเป็นเช่นนั้น
และที่สำคัญ สาเหตุที่ทำให้ซ่งเจิ้งเหม่ยเกลียดชังอีกฝ่ายขั้นสูงสุดจนตัดสินใจลงมือเหี้ยมโหดหวังให้พี่สาวต่างมารดาผู้นี้ตายตกไปคือ….
นางกำลังจะได้หมั้นกับคุณชายซุนเชาหวา ผู้เป็นถึงคุณชายสามแห่งตระกูลขุนนางชั้นสูง
พี่สาวนางได้หมั้นเพียงเพราะทางตระกูลนั้นต้องการเกี่ยวดองกับท่านพ่อจึงส่งแม่สื่อมาสอบถามถึงบุตรีคนโตสุดที่ยังมิได้แต่งงาน
ซ่งเจิ้งเหม่ยบังเอิญได้ยินเรื่องนี้จากห้องหนังสือของบิดาขณะนางกำลังเดินนำแจกันใส่ดอกไม้ไปมอบให้ท่านพ่อ
ตระกูลที่ดีเช่นนั้น
การแต่งงานที่ดีขนาดนี้ ไยจึงต้องตกเป็นของสตรีที่มีดีแค่ชาติกำเนิดอย่างพี่สาวผู้นี้ด้วยเล่า
สตรีที่ทั้งโง่งม ตามคนมิทัน พูดแต่ละหนเหมือนกระซิบกับตัวเอง นิสัยอ่อนแอเปราะบางเช่นนั้นเหมาะสมกับสิ่งที่ดีขนาดนั้นได้อย่างไร
ซ่งเจิ้งเหม่ยกลับมาครุ่นคิดถึงเรื่องที่ได้ยินมาอย่างถี่ถ้วน….หากมิมีพี่สาวโง่งมผู้นี้ของนาง การแต่งงานในครั้งนี้ย่อมตกเป็นบุตรีอีกคนอย่างนางเป็นแน่
โดยมิต้องขอความเห็นชอบจากมารดาตนเองให้เสียเวลา
ซ่งเจิ้งเหม่ยจึงคิดแผนการหลอกล่ออีกฝ่ายให้เข้าร่วมการละเล่นซ่อนหาที่ป่ามิไกลจากหลังจวน โดยในการเล่นตาสุดท้ายนางเอ่ยปากให้ซ่งเจียซินปิดตาเป็นฝ่ายค้นหาอีกคน ก่อนที่นางจะยกไม้แข็งตีไปที่ศีรษะอีกฝ่ายจนสลบและปล่อยทิ้งไว้ที่ป่าแห่งนั้นก่อนหนีกลับมา
มีสองเหตุการณ์ที่ซ่งเจิ้งเหม่ยคาดการณ์เอาไว้
คือหนึ่งปล่อยให้สตรีผู้นั้นตายแล้วสัตว์ป่าลากศพไปกัดแทะ
สองคือให้ตายอย่าทรมานเพราะถูกสัตว์ป่าที่นั่นกัดกิน
หากแต่พอตกเย็นนางได้รับข่าวว่าสตรีที่ตนเองหวังให้ตายตามมารดาตัวเองไปเสียอยู่ที่เรือนของตนอย่างปลอดภัย นางจึงอยู่ไม่สุขด้วยเพราะเกรงกลัวความผิดมาถึงตัวจึงรีบเดินไปฟ้องมารดาเรื่องที่ซ่งเจียซินหายไปจากเรือนตลอดทั้งวันและให้มารดานำเรื่องมาแจ้งแก่บิดาอีกทีแทน
ไยพี่สาวผู้โง่เขลายังมิตายกันเล่า!
ดวงตาเคียดแค้นชิงชังถูกส่งออกมาให้พี่สาวต่างมารดาอย่างแรงกล้า
อย่างไรซ่งเจิ้งเหม่ยก็มิยอมให้อีกฝ่ายแฉเรื่องที่นางชวนไปเล่นนอกจวนแน่ หญิงสาวจึงออกตัวฟ้องก่อนมีชัยไปกว่าครึ่ง
แถมซ่งเจิ้งเหม่ยใส่สีตีไข่เรื่องที่บิดาใส่ใจมากที่สุดลงไปเพิ่มด้วย
หึ นางคิดว่าในเมื่อมิสามารถจัดการอีกฝ่ายให้หายไปจากโลกนี้ได้ อย่างน้อยทำลายชื่อเสียงอีกฝ่ายให้ย่อยยับไปเลยก็ดี
หากบิดาคิดว่าลูกสาวของตนถูกโจรจับไป นางคิดว่าบิดาต้องรู้สึกรังเกียจทั้งที่แม้ไม่มั่นใจก็ตามแต่เพื่อหน้าตาทางสังคมตนเองแล้วบิดาคงเลือกส่งสตรีเปื้อนโคลนไปยังวัดห่างไกลเมืองหลวงสักวัดอย่างแน่นอน
พี่สาวโง่งมตรงหน้านางนี้ตามมิทันอย่างแน่นอน
“จะ เจ้า มิได้โดนพวกโจรลักพาตัวไปใช่หรือไม่”
ในแววตาของซ่งเข่อหานไร้ซึ่งร่องรอยของความห่วงใย ทว่าในทางกลับกันพอได้ยินประโยคซึ่งถือว่าร้ายแรงมิน้อยสำหรับบุรุษขุนนางเช่นเขาที่ยึดถือหน้าตาของตนเองเป็นที่หนึ่งทำให้ท่าทีวิตกกังวลฉายชัดออกมา
ทางฝ่ายซ่งเจียซินที่พอเดินเข้ามาในเรือนใหญ่ ยังมิได้อธิบายสักหนึ่งแอะ ละครงิ้วโรงใหญ่ก็เริ่มทำการแสดง
บัดนี้นางกำลังยืนมองเข็มงสมาชิกในครอบครัวร่างเก่าอย่างต้องการเก็บรายละเอียดมาประติประต่อกับความทรงจำในสมองตนเองเวลานี้
บิดาไม่รัก
มารดาเลี้ยงและน้องสาวตีสองหน้า
ช่างเป็นครอบครัวที่สุขสันต์ยิ่งนัก
ซ่งเจียซินอยากรีบทำความปรารถนาของร่างเดิมให้เสร็จสิ้นเพื่อแลกกับร่างใหม่ชีวิตใหม่นี้โดยไว จะได้หลุดพ้นจากสิ่งแวดล้อมที่น่ารังเกียจเหล่านี้เสียที
“พี่ว่าน้องหญิงรองเข้าใจบางอย่างผิดแล้วกระมัง พี่หญิงเองมิได้เดินออกไปจากจวนแม้แต่ก้าวเดียว”
“ไม่จริง!” ซ่งเจิ้งเหม่ยเผลอตวาดออกมาอย่างร้อนรนพอรู้สึกตัวเองจึงค่อยปรับน้ำเสียงให้กลับมานุ่มนวลกว่าเก่า “พี่หญิงหายตัวไปตั้งแต่ช่วงสายจวบจนช่วงเย็น ถามบ่าวในจวนนี้ดูได้เลยเจ้าค่ะว่ามีใครเห็นพี่หญิงใหญ่บ้างวันนี้”
“จริงสิ เมื่อตอนกลางวันอี๋เหนียงยังเอ่ยถามบ่าวในครัวกลางอยู่เลยว่าไยกล่องบรรจุอาหารของเรือนเหลียนฮวาจึงเหมือนมิได้ถูกทานเลยสักนิด บ่าวผู้นั้นบอกว่าคุณหนูใหญ่มิได้พำนักอยู่ที่เรือน มิทราบว่าหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”
เหลียงอี๋เหนียงเดินออกมาข้างหน้าด้วยท่าทีสำรวม แววตาแสดงออกถึงความอ่อนโยนผิดกับจุดประสงค์ของนางเองที่เอ่ยออกมาทั้งหมดนั้นเพื่อช่วยกางเกราะปกป้องบุตรีของตนและหันใบมีดคมเข้าหาซ่งเจียซิน
“เมื่อกลางวันข้ามิได้พำนักอยู่ที่เรือนจริงๆเจ้าค่ะท่านพ่อแต่มิได้หมายความว่าข้าออกไปข้างนอกจวนอย่างที่น้องรองบอก ข้า….”
ซ่งเจียซินก้มหน้าลงเล็กน้อย ท่าทางราวกับคนลังเลมิอยากพูดบางสิ่งบางอย่างออกมาทว่าจำเป็นต้องพูด
“แล้วเจ้าหายไปที่ใดมา ไยบ่าวในจวนไม่มีใครเห็นเจ้าเลยสักคน”
น้ำเสียงบิดาเจือปนไปด้วยโทสะจากการเห็นท่าทางอึกอักของบุตรีผู้นี้ของตนเองผนวกกับความเหนื่อยล้าจากการประชุมงานที่สำนักบริหารมาทั้งวันทำให้ชายชราอารมณ์ร้อนง่ายกว่าเก่ามิน้อย
“ตั้งแต่ช่วงสายลูกอยู่ที่สระบัวข้างหลังจวนมาโดยตลอดเจ้าค่ะท่านพ่อ ด้วยเพราะธุระที่ลูกติดพันยังไม่เสร็จจึงละเว้นอาหารมื้อกลางวันเพื่อทำธุระสำคัญให้บรรลุก่อนเจ้าค่ะ”
“พี่หญิงใหญ่พูดปดแล้ว พี่หญิงใหญ่ไม่อยู่ที่จวนจะไปอยู่ที่สระบัวได้อย่างไรกัน พะ….”
“น้องรองไยจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า หากน้องรองกับบิดามิเชื่อว่าลูกอยู่ที่สระบัวข้างหลังจวนจริงให้บ่าวเดินเข้ามาตรวจสอบที่ฐานรองเท้าลูกได้เลยเจ้าค่ะว่ามีโคลนเปียกติดอยู่หรือไม่ และเป็นดินแบบเดียวกับแถวสระบัว มิใช่ดินแถวปีกข้างหน้าจวน”
ซ่งเจียซินถอดรองเท้าให้บ่าวแถวนั้นตรวจดู
“มีดินโคลนที่ยังเปียกหมาดๆ เปื้อนอยู่จริงเจ้าค่ะนายท่าน”
มันต้องแน่นอนอยู่แล้วเพราะซ่งเจียซินเดินกลับเข้าจวนมาทางข้างหลังจวนผ่านสระบัวจริงๆ
“ลูกเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งจึงทำให้น้องรองเข้าใจสิ่งที่ลูกบอกผิด แต่ลูกเองก็มิค่อยเข้าใจว่าไยสารจึงบิดเบือนไปขนาดนั้นเพราะมิใช่แค่ลูกที่ไปสระบัวหลังจวน น้องรองเองก็ไปด้วยกัน….”
ซ่งเจียซินขมวดคิ้วเหลือบมองน้องสาวต่างมารดาทีสลับกับบิดาตนเองทีอย่างไม่สบาย
ท่าทางตีสองหน้าเช่นนี้บอดี้การ์ดมือขวาของมาเฟียผู้มีหน้าที่หลักในการคุ้มครองเจ้านายเวลาเจรจาสัญญากับลูกค้าหลากหลายรูปแบบ บ้างต้องร่วมเล่นละครตีหน้าใสซื่อให้คู่ค้าตายใจว่าไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของอีกฝ่าย บ้างก็ต้องคอยอ่านสีหน้าของพวกเขาเพื่อระวังตัวขณะทำงานให้เจ้านายเช่นนางในชาติที่แล้ว
เรื่องตีหน้าใสซื่อเล่าความเท็จนั้นมิเกินกำลังเลยสักนิด