โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดแผนลอบสังหาร "ฮิตเลอร์" ผู้นำนาซีเยอรมนี รอดหวุดหวิดเพราะโชคช่วย?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 04.01 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 04.36 น.
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ระหว่างการให้ปาฐกถา ณ สถานที่แห่งหนึ่ง (ไม่มีข้อมูลระบุไว้) เมื่อปี 1937 (AFP PHOTO / FRANCE PRESSE VOIR)

แผนลอบสังหารฮิตเลอร์ผู้นำนาซีเยอรมนี กลับรอดหวุดหวิด เพราะโชคช่วย?

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เป็นหนึ่งในบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้เขย่าประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่นำพามนุษยชาติก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II) มหาสงครามที่ยิ่งใหญ่และคร่าชีวิตผู้คนไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยมีผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตราว 60,000,000 ถึง 85,000,000 คน !!

นอกจากนี้ฮิตเลอร์ยังเป็นผู้นำปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโหดเหี้ยมที่รู้จักกันในชื่อ โฮโลคอสต์ (The Holocaust) ด้วยความยิ่งใหญ่และโหดเหี้ยมของเขาจึงทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการจะปลิดชีพเขาเพื่อหยุดการกระทำอันนำไปสู่หายนะต่อชาวเยอรมันและชาวโลก

“การลอบสังหารฮิตเลอร์” ไม่ได้มีแค่ “ครั้งเดียว”

หากพูดถึงการลอบสังหารอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้คนโดยส่วนใหญ่มักจะนึกถึงปฏิบัติการวัลคีรี (Operation Valkyrie) หรือแผนการ 20 กรกฎาคม (July Plot) ในปี ค.ศ. 1944 ซึ่งนำโดยพันเอกเคลาส์ ฟอน ชเตาเฟนแบร์ก (Claus von Stauffenberg) นายทหารเยอรมันผู้เคยผ่านสมรภูมิสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2 มาอย่างโชกโชน

ทั้งในปฏิบัติการบุกโปแลนด์ ค.ศ. 1939, ยุทธการฝรั่งเศส ค.ศ. 1940, ปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า ค.ศ. 1941 (การบุกสหภาพโซเวียตโดยกองทัพนาซีเยอรมนี) และยุทธการที่ตูนิเซีย ค.ศ. 1943

จากความโกรธแค้นต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสถานการณ์ที่เลวร้ายลงของกองทัพเยอรมนีหลังจากการยกพลขึ้นบกของกองกำลังสัมพันธมิตรในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 แต่แผนการลอบสังหารฮิตเลอร์ที่ รังหมาป่า (Wolf’s Lair) ศูนย์บัญชาการใหญ่ในแนวรบตะวันออกของนาซีเยอรมนีในปรัสเซียตะวันออก (ปัจจุบันอยู่ในประเทศโปแลนด์) ด้วยระเบิดพลาสติกที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเอกสารนั้นได้ประสบความล้มเหลว และฮิตเลอร์ได้รับบาดเจ็บเพียงเท่านั้น

เมื่อการลอบสังหารฮิตเลอร์ไม่สำเร็จก็ส่งผลให้คณะผู้ก่อการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังต้องรับผิดชอบด้วยชีวิตของตน แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง พวกเขาได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษกลุ่มหนึ่งของเยอรมนี

ในปี ค.ศ. 1980 รัฐบาลเยอรมนีตะวันตกได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานระลึกถึงขบวนการต่อต้านนาซีเยอรมัน (The German Resistance Memorial Center หรือ Gedenkstätte Deutscher Widerstand) ขึ้นในพื้นที่ตึกเบนด์เลอร์บลอค (Bendlerblock) อดีตสถานที่ทำงานของซเตาเฟนแบร์ก ได้มีการจัดแสดงภาพถ่าย 5,000 รูป รวมทั้งเอกสารสำคัญและสิ่งของเครื่องใช้ของขบวนการต่อต้านนาซีจัดแสดง

และต่อมาถนนเบนด์เลอร์บลอค ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นถนนซเตาเฟนแบร์ก (Stauffenbergstraße) ได้มีการจัดสถานที่ไว้อาลัยและระลึกถึงซเตาเฟนแบร์กและผู้ร่วมก่อการที่ถูกสั่งประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในวันที่ 21 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1944 โดยมีแผ่นป้ายโลหะจารึกและรูปปั้นของซเตาเฟนแบร์ก ผู้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ต่อต้านทรราชนาซี

ต่อมาในปี ค.ศ. 2008 ฮอลลีวูดได้มีการสร้างภาพยนตร์ Valkyrie ซึ่งกำกับโดยไบรอัน ซิงเกอร์ (Bryan Singer) และได้ทอม ครูซ (Tom Cruise) มารับบทนำแสดงเป็น ซเตาเฟนแบร์ก ทำให้ผู้คนได้รู้จักปฏิบัติการลอบสังหารฮิตเลอร์ในครั้งนี้มากยิ่งขึ้น แต่นั่นไม่ใช่การลอบสังหารเพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้น โดยนักประวัติศาสตร์ไม่สามารถระบุจำนวนครั้งที่มี แผนลอบสังหาร ฮิตเลอร์ แต่ที่อ้างอิงจากเอกสารที่พบอาจมีแผนการลอบสังหารมากถึง 42 แผนการ !!

สงครามโลกครั้งที่ 2 เกือบยุติลงได้อย่างรวดเร็วที่โรงเบียร์เดียวกับที่ฮิตเลอร์เคยก่อกบฎ

หนึ่งในแผนการลอบสังหารฮิตเลอร์ที่มีการกล่าวถึงในวงการประวัติศาสตร์คือ แผนการลอบสังหารที่เกิดขึ้นที่โรงเบียร์เบือร์เกอร์บร็อยเค็ลเลอร์ (Bürgerbräukeller) ที่มิวนิก ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ฮิตเลอร์เคยก่อการกบฏโรงเบียร์ (Beer Hall Putsch) ในวันที่ 8-9 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1923 ซึ่งก่อการโดยช่างไม้ธรรมดาคนหนึ่งคือ เกออร์ค เอลเซอร์ (Georg Elser)

โดยเขาวางแผนการลอบวางระเบิดที่โรงเบียร์แห่งนี้ในวันที่ 8 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1939 เขาได้สืบทราบว่าฮิตเลอร์จะมาพูดปาฐกถาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขาได้ก่อกบฏที่นี่เมื่อปี ค.ศ. 1923 เอลเซอร์ได้แฝงตัวมาเป็นลูกค้าขาประจำที่นี่ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1939 และได้ลอบเข้าไปเตรียมการเจาะรูเสาและติดตั้งกลไกวางระเบิดเวลาไว้ในห้องเก็บเบียร์เกือบทุกคืน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1939

เมื่อถึงวันปฏิบัติการเอลเซอร์ได้โดยสารรถไฟเพื่อพยายามเดินทางหลบหนีไปสวิตเซอร์แลนด์ ตัดกลับมาที่โรงเบียร์ฮิตเลอร์ได้เดินทางมาที่นี่จริงๆ แต่ฮิตเลอร์กลับพูดปาฐกถาไวกว่าปกติและเดินทางกลับในเวลา 21.07 น. โดยเอลเซอร์ตั้งเวลาระเบิดไว้ที่ 21.20 น. เมื่อระเบิดทำงานฮิตเลอร์ได้เดินทางกลับเป็นที่เรียบร้อย แรงระเบิดทำให้เพดานถล่มลงมาเกือบฝังทุกคนในโรงเบียร์มีผู้เสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บ 62 คน ส่วนเอลเซอร์ถูกเจ้าหน้าที่จับได้ที่พรมแดนและส่งตัวไปที่ค่ายดาเชา

แม้จะถูกสอบสวนอย่างหนักหน่วงโดยเกสตาโปเพื่อสืบหาผู้สมรู้ร่วมคิดแต่กลับล้มเหลว เอลเซอร์ได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1945 แต่สิ่งที่เขาได้ทำไว้ในช่วงปี ค.ศ. 1939 นั้น เกือบจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลก นักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่าถ้าหากฮิตเลอร์ออกจากโรงเบียร์ช้าไปเพียง 13 นาทีเท่านั้น สงครามโลกครั้งที่ 2 อาจจะไม่ได้รุนแรงหรือสร้างความสูญเสียให้แก่โลกมากขนาดนี้

รัฐบาลเยอรมนีได้มีการยกย่องเอลเซอร์ด้วยการมอบรางวัล The Georg Elser Prize ทุกๆ 2 ปี ให้กับบุคคลธรรมดาที่กล้าหาญต่อสู้และขัดขืนต่อความอยุติธรรมของรัฐ โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 นอกจากนี้มีการออกตราไปรษณียากรรูปเอลเซอร์เพื่อระลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญและครบรอบ 100 ปีของเขาในปี ค.ศ. 2003 และมีการนำชื่อของเขาไปตั้งเป็นถนนและสถานที่ต่างๆ ในเยอรมนี

นอกจากนี้ยังได้มีการนำเรื่องราวของเขาไปสร้างภาพยนตร์เยอรมันเรื่อง13 Minutes หรือ Elser – Er hätte die Welt verändert กำกับโดย Oliver Hirschbiegel

เมื่อ “ฮิตเลอร์” ผู้นำนาซีหวิดสิ้นชีพเพราะ “ขวดเหล้า” !!!

หลังจากการลอบสังหารที่โรงเบียร์ในปี ค.ศ. 1939 ได้ประสบความล้มเหลว ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนาซีเริ่มมีการรักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้น ฝ่ายต่อต้านฮิตเลอร์จึงพยายามหลีกเลี่ยงการลอบวางระเบิดเพื่อใช้ในการสังหาร

ดังเช่นแผนการลอบสังหารฮิตเลอร์ด้วยการใช้ปืนซุ่มยิงในงานสวนสนามกองทัพนาซีที่ปารีสในปี ค.ศ. 1941 โดย ร้อยเอก ฮันส์ อเล็กซานเดอร์ ฟอน ฟอสส์ (Hans-Alexander von Voss) หนึ่งในผู้ก่อตั้งขบวนการต่อต้านนาซีที่ฝรั่งเศส แต่แผนการเขาต้องล้มเหลว

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1943 เมื่อกลุ่มต่อต้านฮิตเลอร์ในแนวรบตะวันออกซึ่งนำโดย พลตรีเฮนนิง ฟอน เทรสโค (Henning von Tresckow) นายทหารนาซีอดีตสาวกของฮิตเลอร์ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการสังหารหมู่ของกองทัพนาซี เขาจึงจัดตั้งกลุ่มขบวนการผู้ต่อต้านนาซีขึ้นมาโดยรวบรวมนายทหารผู้ต่อต้านนาซี และได้มีการวางแผนการกับร้อยโทฟาเบียน ฟอน ชลาเบรนดอร์ฟฟ์ (Fabian von Schlabrendorff)

ในฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 1942 แผนแรกของพวกเขามีแผนการใช้อาวุธปืนในการสังหารฮิตเลอร์ โดยเทรสโคจะเป็นผู้ลงมือเองแต่มีการคาดการณ์ว่าเขาคงใส่ชุดเกราะกันกระสุนเอาไว้และบรรดาทหารองครักษ์ต่างคุ้มกันแน่นหนาและล้วนแล้วแต่เป็นเสือปืนไวทั้งสิ้น แผนที่สองคือการระดมยิงใส่ฮิตเลอร์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำซึ่งจะลงมือโดยทหารม้ามือดีซึ่งอยู่ใต้การบัญชาการของ เคานต์ เกออร์ค ฟอน เบอเซอลาเกอร์ (Georg von Boeselager) แต่แผนนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น

ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1943 กองทัพที่ 6 ภายใต้การนำของจอมพลฟรีดริช เพาลุส (Friedrich Paulus) ได้ยอมจำนนต่อกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตที่เมืองสตาลินกราด (Stalingrad) เหตุการณ์นี้ส่งผลให้อำนาจและความน่าเชื่อถือของฮิตเลอร์เสื่อมลงไปอย่างมาก ประชาชนรวมทั้งผู้นำกองทัพเริ่มขาดความเชื่อมั่นในตัวฮิตเลอร์มากยิ่งขึ้น

ขบวนการผู้ต่อต้านนาซีของเทรสโคจึงได้ริเริ่มดำเนินแผนการลอบสังหารฮิตเลอร์ที่รู้จักกันในชื่อ ปฏิบัติการแสงวาบ (Operation Spark หรือ Operation Flash) โดยให้พันเอกรูดอล์ฟ คริสตอฟ ฟอน แกร์สดอร์ฟฟ์ (Rudolf-Christoph von Gersdorff) ทหารฝ่ายข่าวกรองติดต่อหาระเบิดจากอังกฤษที่ถูกยึดได้จากการทิ้งร่มให้กับฝ่ายต่อต้านในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ใช้ต่อสู้กับนาซี เพราะระเบิดเยอรมนีจะมีเสียงดังเวลาตัวตั้งเวลาทำงานและจะมีเสียงแผดดังก่อนระเบิดทำงาน

ระเบิดอังกฤษจึงเหมาะกับการปฏิบัติการลอบสังหารมากกว่า แกร์สดอร์ฟฟ์ได้ทำเรื่องเบิกระเบิดเพื่ออ้างว่าไปสาธิตให้ผู้บังคับบัญชาดู และได้มีการทดลองระเบิดในพื้นที่อุณหภูมิต่ำจนมันได้ผลที่น่าพอใจ มาถึงวันปฏิบัติการในวันที่ 13 มีนาคม ปี ค.ศ. 1943 ขบวนการต่อต้านได้ทราบตารางงานของฮิตเลอร์ว่าจะเดินทางมาดูงานที่ศูนย์บัญชาการของกองทัพกลางในแนวรบตะวันออก ชลาเบรนดอร์ฟฟ์ได้ลงมือห่อระเบิด 2 ลูกให้เหมือนขวดกวงโทร (Cointreau) หรือ เหล้าฝรั่งเศสที่มาจากค็อกเทลผสมผิวส้ม

เมื่อฮิตเลอร์และคณะมาถึง เทรสโคได้วางแผนจะนำระเบิดไปวางไว้บนรถฮิตเลอร์แต่มีการตรวจตราอย่างแน่น จึงเปลี่ยนแผนโดยเทรสโคขอให้หนึ่งในเสนาธิการทหารของฮิตเลอร์คือ พันโทไฮนทซ์ บรันท์ (Heinz Brandt) หิ้วระเบิดที่ทำให้เหมือนขวดเหล้าไปมอบให้กับ พันเอกเฮลมุท ชตีฟฟ์ (Hellmuth Stieff) ซึ่งอยู่ที่กองบัญชาการสูงสุดที่ปรัสเซียตะวันออก

เมื่อฮิตเลอร์ทานอาหารกลางวันกับคณะทหารเสร็จได้เตรียมตัวโดยสารเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับไปยังกองบัญชาการสูงสุดในปรัสเซียตะวันออก ชลาเบรนดอร์ฟฟ์ได้ออกไปโทรศัพท์และให้สัญญาณโดยพูดว่า “แสงวาบ (FLASH)” จากนั้นเทรสโคกดตัวหน่วงให้วงจรระเบิดเวลาเริ่มทำงาน ฮิตเลอร์และคณะติดตามได้โดยสารเครื่องบินพร้อมทั้งนำระเบิดที่คิดว่าเป็นขวดเหล้าติดตัวไปด้วย

หากปฏิบัติการสำเร็จระเบิดทำงานตามแผนจะทำให้เครื่องบินของฮิตเลอร์ระเบิดกลางอากาศอย่างรุนแรงน่าจะเป็นการปิดตำนานฮิตเลอร์ได้อย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเข้าข้างฮิตเลอร์อีกครั้ง ผู้ก่อการได้รับข่าวสารว่าเครื่องบินลงจอดโดยสวัสดิภาพ โดยที่เขาไม่ได้รับอันตรายใดๆแม้แต่นิดเดียว เทรสโคที่กลัวแผนแตกจึงรีบติดต่อว่าส่งขวดเหล้าไปผิดใบขอเดินทางไปเปลี่ยนแต่ห้ามทำอะไรกับขวดนั้นโดยเด็ดขาด เมื่อเทรสโคได้ระเบิดกลับคืนมาเขาพบว่ากลไกมันสามารถทำงานได้ตามปกติแต่ระเบิดกลับไม่ทำงาน

ขบวนการต่อต้านฮิตเลอร์ของเทรสโคยังไม่ลดละความพยายาม โดย แผนลอบสังหาร ฮิตเลอร์ มีแผนอีกครั้งในวันที่ 21 มีนาคม ปี ค.ศ. 1943 โดยฮิตเลอร์จะเดินทางมาชมโรงงานสรรพาวุธ แกร์สดอร์ฟฟ์ซึ่งรับหน้าที่เป็นวิทยากรนำชมของฮิตเลอร์และคณะผู้นำนาซี ได้อาสาเป็นผู้ลงมือสังหารโดยติดระเบิดไว้กับตัวเมื่อเข้าใกล้ฮิตเลอร์ก็จะกดระเบิดพลีชีพ

หากภารกิจนี้สำเร็จนอกจากจะสังหารฮิตเลอร์ได้แล้วยังสามารถสังหาร ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์(Heinrich Himmler), แฮร์มัน เกอริง(Hermann Göring) และ โจเซฟ เกิบเบิลส์ (Joseph Goebbels) ได้พร้อมกันนั่นย่อมกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์เยอรมนีและโลก แต่ฮิตเลอร์ก็รอดชีวิตได้อีกครั้งเพราะฮิตเลอร์เมื่อพูดปราศัยเสร็จก็รีบเดินทางกลับโดยไม่สนใจการเดินชมสรรพาวุธ การเปลี่ยนตารางงานกระทันหันของฮิตเลอร์ทำให้เขารอดชีวิตอีกครั้งเหมือนดังเหตุการณ์การลอบวางระเบิดเขาที่โรงเบียร์ในปี ค.ศ. 1939

บทส่งท้าย

นับตั้งแต่ฮิตเลอร์ได้เริ่มลงเล่นการเมืองเรื่อยมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตที่เขาตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตกรรมตนเองและภรรยาในบังเกอร์วันที่ 30 เมษายน ปี ค.ศ. 1945 เขาได้ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมานับครั้งไม่ถ้วน จากผู้ต่อต้านเขาจากหลากหลายกลุ่มคนมีทั้งนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ประชาชนธรรมดา นายทหารที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อเขา

หรือแม้กระทั่งนักการเมืองพรรคนาซีที่เขาไว้ใจจนได้รับหน้าที่เป็นรัฐมนตรีรัฐมนตรีกระทรวงยุทธภัณฑ์และผลิตกรรมสงครามอย่าง อัลแบร์ต สเปียร์ (Albert Speer) ก็เคยวางแผนลอบสังหารเขาและคณะคนใกล้ชิตทั้ง โจเซฟ เกิบเบิลส์, มาร์ติน บอร์แมน และโรแบร์ต ไล ด้วยวิธีการรมแก๊สพิษในบังเกอร์ที่สเปียร์เป็นคนออกแบบและรู้โครงสร้างของระบบระบายอากาศเป็นอย่างดีแต่แผนนี้ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้แต่อย่างใด

อาจจะกล่าวได้ว่าแม้ว่าฮิตเลอร์จะเป็นนักพูดที่มีวาทศิลป์ในการโน้มน้าวจิตใจคนได้และมีอำนาจนำทางการเมืองในเยอรมนีจนแทบไม่มีใครเทียบได้ และสามารถฟื้นฟูเยอรมนีที่กำลังอยู่ในสภาวะใกล้ล่มสลายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 พลิกฟื้นกลับขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจโลก และสามารถยึดดินแดนสถาปนาอำนาจเหนือชาติต่างๆ ได้เกือบทั้งยุโรปก็ตาม

แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามต่อต้านและต้องการที่จะยุติแผนการอันทะเยอทะยานในการนำพามนุษยชาติต้องเผชิญหายนะจากไฟสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบรรดานายทหารและข้ารัฐการที่เคยจงรักภักดีต่อเขา

แม้ว่าฮิตเลอร์จะมีกำลังขุนพล, นักการเมืองผู้เก่งกาจ หรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์สุดปราดเปรื่องดังเช่น ออตโต ฮาห์น (Otto Hahn) นักวิทยาศาสตร์เยอรมันผู้เกือบคิดค้นระเบิดปรมาณูให้กับเยอรมนีสำเร็จก่อนสหรัฐอเมริกา หรือ แวร์เนอร์ ฟอน เบราน์ (Wernher von Braun) ผู้ออกแบบขีปนาวุธ V-2 และต่อมาได้กลายเป็นวิศวกรอวกาศคนสำคัญของ NASA และเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการส่งยานอะพลอลโลไปยังดวงจันทร์อีกด้วย

แต่ฮิตเลอร์ก็มิอาจเป็นผู้ชนะสงครามนี้ได้เพราะความโหดเหี้ยมและบ้าอำนาจของเขาย่อมนำไปสู่การถูกต่อต้าน เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าการลอบสังหารเป็นสิ่งที่เลวร้ายและน่ารังเกียจหากมองในแง่ศีลธรรมทางศาสนา แต่หากมองในอีกมุมของทางแยกแห่งศีลธรรม (Moral Dilemma) กลุ่มขบวนการผู้ต่อต้านที่พยายามลอบสังหารฮิตเลอร์จำนวนหนึ่งก็มีความต้องการที่จะยุติหายนะต่อมวลมนุษยชาติจนได้รับการยกย่องและสร้างอนุสรณ์สถานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นเกียรติให้กับพวกเขาและได้มีการสร้างให้พวกเขาเป็นวีรบุรุษของชาติมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าอาจจะมีบางส่วนที่กระทำเพียงแค่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองเพียงเท่านั้นก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ที่มาของข้อมูล :

หนังสือ

แจ็กสัน, โรเบิร์ต. เรื่องลึกลับที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ในสงครามโลกครั้งที่ 2. แปลโดย ปรีชา ศรีวาลัย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2545

เทรเวอร์-โรเปอร์, ฮิวจ์. วาระสุดท้ายของฮิตเลอร์. แปลโดย จักรกฤษ์ อุทโยภาศ. กรุงเทพฯ : มติชน, 2555

มอร์ติเมอร์, เกวิน. แฟ้มลับสงครามโลกครั้งที่ 2. แปลโดย ธัญโรจน์ โรจนธเนศ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์คอมมิกส์, 2562

สัญชัย สุวังบุตร. นาซีเยอรมนี ค.ศ. 1933-1945 (Nazi Germany 1933-1945). กรุงเทพฯ : ศักดิโสภาการพิมพ์, 2556

ออร์บัค, แดนนี. แผนสังหารฮิตเลอร์ (The Plots Against Hitler). แปลโดย กิตติชาติ บุณยะภักดิ์. กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2563

เว็บไซต์

https://www.gdw-berlin.de/en/recess/biographies/index_of_persons/

https://en.wikipedia.org/wiki/Operation_Spark_(1941)

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_assassination_attempts_on_Adolf_Hitler

https://en.wikipedia.org/wiki/20_July_plot

https://en.wikipedia.org/wiki/Claus_von_Stauffenberg

https://en.wikipedia.org/wiki/Henning_von_Tresckow

https://en.wikipedia.org/wiki/Fabian_von_Schlabrendorff

https://www.history.com/this-day-in-history/another-plot-to-kill-hitler-foiled

https://www.bbc.com/news/magazine-32160816

https://germanresistance.weebly.com/johann-georg-elser.html

https://germanresistance.weebly.com/operation-spark.html

https://germanresistance.weebly.com/operation-valkyrie.html

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 พฤษภาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดแผนลอบสังหาร “ฮิตเลอร์” ผู้นำนาซีเยอรมนี รอดหวุดหวิดเพราะโชคช่วย?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...