ชีวิตหลากรสของดาราฮอลลีวูดและสไตล์ไอคอน ‘ออเดรย์ เฮปเบิร์น’
The Momentum
อัพเดต 24 เม.ย. 2564 เวลา 04.47 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 14.55 น. • บุญโชค พานิชศิลป์แม้จะเสียชีวิตไปนานเกือบสามทศวรรษแล้ว แต่ออเดรย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) ยังคงเป็นดาราฮอลลีวูดในความทรงจำของผู้คน เธอเป็นที่รู้จักของชาวโลกในฐานะทูตสันถวไมตรียูนิเซฟ และนักแสดงนำใน Roman Holidayหรือ Breakfast at Tiffany’sหนังสือชีวประวัติหลายเล่มมักกล่าวถึงเธอในแง่มุมความเป็นดารามีชื่อเสียง แต่ไม่เคยมีเล่มไหนพูดถึงประสบการณ์ของเธอในช่วงห้าปีที่นาซีเยอรมันยึดครองเนเธอร์แลนด์
“ชีวิตช่วงนั้นทำให้เธอเป็นอย่างที่เธอเป็น” ลูคา ดอตติ (Luca Dotti) ลูกชายของออเดรย์ เฮปเบิร์นเขียนคำนำในหนังสือ Dutch Girl: Audrey Hepburn and World War IIของโรเบิร์ต มัตเซน (Robert Matzen) ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2019 เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งออเดรย์ยังเป็นเด็กสาว ต้องเห็นภาพลุงของตนเองถูกฆ่า ต้องเผชิญกับความหิวโหยในฤดูหนาวปี 1944 รวมถึงต้องรับรู้ความจริงว่าพ่อของเธอเป็นสายลับให้กับนาซี ส่วนแม่มีใจฝักใฝ่ในพรรคนาซีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ออเดรย์ คาธลีน รัสตัน (Audrey Kathleen Ruston) เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1929 ในเบลเยียม พ่อเป็นนายธนาคารสัญชาติอังกฤษ ส่วนแม่มีเชื้อสายขุนนางของเนเธอร์แลนด์ ผู้เป็นพ่อทิ้งครอบครัวไปตอนเธออายุหกขวบ จากนั้นแม่ก็พาเธอและพี่ชายต่างพ่ออีกสองคนโยกย้ายไปอยู่อังกฤษ
หลังจากพักอาศัยอยู่ต่างถิ่นได้ไม่นาน สงครามโลกครั้งที่สองก็สั่นคลอนแผ่นดินอังกฤษ ครอบครัวของเธอจึงหวนกลับไปเนเธอร์แลนด์ และเพื่อปกปิดพื้นเพเชื้อชาติอังกฤษ ออเดรย์จำต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของแม่ และเปลี่ยนชื่อของตนเองเสียใหม่เป็น เอ็ดดา ฟาน ฮีมสตรา (Edda van Heemstra)
เด็กสาวป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อ เหตุเพราะขาดสารอาหารในช่วงภาวะขาดแคลน เธอเคยพูดเล่าเมื่อครั้งให้สัมภาษณ์สื่อในภายหลังว่า ช่วงแร้นแค้นนั้น เธอและคนในครอบครัวแทบไม่มีอะไรจะกิน มื้อเช้ามีเพียงน้ำร้อนกับขนมปังคนละชิ้น มื้อเที่ยงมีแต่มันฝรั่งต้ม แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะเลิกให้การสนับสนุนผู้ยึดครองชาวเยอรมัน จนกระทั่งต่อมา ลุงของเธอถูกพลพรรคนาซีฆ่าตาย ทั้งเธอและสมาชิกในครอบครัวจึงเปลี่ยนใจไปอยู่ฝ่ายต่อต้านนาซี
หลังสงครามสิ้นสุด ออเดรย์เดินทางไปอังกฤษ มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักเต้นบัลเลต์ในอนาคต แต่ฝันของเธอก็ดับวูบลงเมื่อรู้ตัวในภายหลังว่ากล้ามเนื้อขาของเธอเป็นอุปสรรค ท้ายที่สุดเธอเบนเข็มไปสู่การแสดง และในปี 1951 ออเดรย์ เฮปเบิร์น (นามสกุลที่สองของตระกูล) เดินทางสู่นิวยอร์ก ปลายทางที่ฮอลลีวูด จนกระทั่งกลายเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง
โรเบิร์ต มัตเซน (Robert Matzen) เจ้าของหนังสืออัตชีวประวัติ Dutch Girlให้ความเห็นเรื่องอดีตช่วงยึดครองของนาซีที่เฮปเบิร์นไม่ปรารถนาจะเอ่ยถึงนั้น เป็นไปได้ว่าเธอเลือกที่จะปกปิดเรื่องเลวร้ายเหล่านั้นด้วยเหตุผลส่วนตัว ในช่วงสงครามเธอพักอาศัยอยู่ในเมืองอาร์เนม ที่ซึ่งนาซียึดครอง และเธอหารายได้จากการเต้นบัลเลต์ ซึ่งตอนนั้นเธอก็ต้องเต้นให้กับนาซี หรือแม้จะเต้นในที่สาธารณะ ผู้ชมส่วนใหญ่ก็ยังเป็นชาวเยอรมันอยู่ดี เมื่อสงครามยุติแล้ว เธอจะถูกตัดสินอย่างไรถ้าเรื่องเหล่านี้ถูกเผยแพร่ในสื่อ
ในวัย 25 ปี ออเดรย์ เฮปเบิร์นสามารถคว้ารางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำในฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Roman Holidayนับแต่นั้นมาเธอก็กลายเป็นดาราระดับแถวหน้าของฮอลลีวูด สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการในเวลาต่อมาด้วยผลงานภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany’s, Charadeหรือ My Fair Ladyรวมเวลาทั้งสิ้น 19 ปีก่อนที่เธอจะถอนตัวออกจากวงการ
รักแรกของออเดรย์เป็นรักที่เธอพบเจอในปี 1954 ระหว่างการซ้อมบทละครบรอดเวย์เรื่อง Ondineเขาคือ เมล เฟอร์เรอร์ (Mel Ferrer) ไม่กี่เดือนถัดมาทั้งสองก็แต่งงานกัน และมีโอกาสได้ร่วมแสดงหนังคู่กันอีกครั้งในปี 1956 เรื่อง War and Peaceมีลูกชายคนแรก ฌอน เฮปเบิร์น เฟอร์เรอร์ (Sean Hepburn-Ferrer) หลังจากแท้งมาสามครั้ง และครองชีวิตคู่กับเฟอร์เรอร์นาน 14 ปี
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองจากการหย่าร้าง ออเดรย์จึงเดินทางไปกรีซ ระหว่างล่องเรือยอร์ชที่นั่น เธอได้รู้จักกับอันเดรีย ดอตติ (Andrea Dotti) จิตแพทย์ชาวอิตาเลียน ทั้งสองตกลงปลงใจแต่งงานกัน และไม่ช้าออเดรย์ก็ตั้งครรภ์ลูกชายคนที่สอง ลูคา ดอตติ
ในช่วงเวลานั้น แม้ยังติดถ่ายทำหนังอยู่อีกห้าเรื่อง แต่ออเดรย์เริ่มผันตัวเองมารับบทบาทแม่บ้านอิตาเลียนมากขึ้น เธอค้นพบความชอบในการทำอาหาร และติดใจเส้นพาสตาราวกับยาเสพติด เธอมักพกพาเครื่องปรุงสำหรับพาสตาติดกระเป๋าทุกครั้งที่มีการเดินทาง มันคือเมนูง่ายๆ ที่เธอชื่นชอบ ทุกค่ำวันอาทิตย์เธอมักนั่งหน้าจอทีวี ในมือถือจานสปาเกตตีราดด้วยซอสมะเขือเทศ
ที่นอกบ้าน ออเดรย์คือดารา แต่ในบ้านเธอคือแม่บ้าน แต่แล้วชีวิตคู่กับอันเดรีย ด็อตติ ก็ไม่จีรัง ผ่านการครองคู่นาน 11 ปี เธอก็หย่าอีกครั้ง
ไม่ช้าต่อมาเธอได้รู้จักความรักยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายกับโรเบิร์ต โวลเดอร์ส (Robert Wolders) ชายที่เคยคุ้นชินกับความหิวโหยคล้ายเธอในเนเธอร์แลนด์ อดีตเบื้องหลังที่คล้ายกันนี้เอง ที่ผลักดันให้ทั้งสองร่วมกันทำงานช่วยเหลือเด็กๆ ในประเทศกำลังพัฒนา กระทั่งออเดรย์ได้รับเลือกเป็นทูตสันถวไมตรียูนิเซฟในที่สุด
ตลอดระยะเวลาห้าปี พวกเขาเดินทางไปประเทศด้อยโอกาสและรวบรวมเงินบริจาค จากงานช่วยเหลือมนุษยชนทำให้ออเดรย์ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ในสหรัฐอเมริกา และเธอรับมอบมาด้วยความปีติระคนประหลาดใจ นั่นเพราะคิดว่าเธอไม่เคยสำเร็จการศึกษาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน
ปี 1992 เธอเริ่มรู้สึกไม่ไหวกับการทำงานให้ยูนิเซฟ สภาพร่างกายเธอไม่เหมือนเดิม อาจมีผลจากการที่เธอสูบบุหรี่จัดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในปีเดียวกัน แพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เธอได้รับการผ่าตัดและรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่เธอก็พ่ายแพ้
ออเดรย์ เฮปเบิร์นเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 มกราคม 1993 ที่บ้านของเธอในโทโรเชนาซ สวิตเซอร์แลนด์ หลังจากนั้นไม่นาน ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ปี 1993 เธอได้รับรางวัล Jean Hersholt Humanitarian Award ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษออสการ์กิตติมศักดิ์ด้านมนุษยธรรม
อ้างอิง
Robert Matzen, Dutch Girl: Audrey Hepburn and World War II, GoodKnight Books (2019)
https://www.nzz.ch/panorama/menschen/das-bild-hinter-der-ikone-audrey-hepburn-1.18580938
https://www.vogue.de/mode/star-style/star-style-audrey-hepburn