โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เจ้าหญิงนิทราตัวจริง  สาวอินโดฯ เป็นโรคหลับใหลหลายสัปดาห์รวด

Khaosod

อัพเดต 08 พ.ค. 2564 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 14.44 น.

เจ้าหญิงนิทราตัวจริง - เว็บไซต์ข่าว เดอะ มิเรอร์ รายงานเรื่องราวของ “เจ้าหญิงนิทราในชีวิตจริง” มาจากการเป็นโรคที่พบได้ยากโรคหนึ่ง ทำให้หญิงสาวนอนหลับยาวเป็นเวลานานหลายสัปดาห์

นางสาวสิติ ไรซา มิรันดา สาวอินโดนีเซีย อายุ 17 ปี เป็นชาวเมืองบันจาร์มาซิน เริ่มมีอาการป่วยด้วยโรคประหลาดครั้งแรกเมื่อปี 2560 เพราะนอนหลับ 13 วันติดกัน

เจ้าหญิงนิทราตัวจริง

น.ส.สิติ / Image: ViralPress

พ่อแม่กังวลมากและรีบส่งตัวลูกสาวไปรักษาที่โรงพยาบาล กระทั่งแพทย์วินิจฉัยว่านางสาวสิติเป็นโรค “ไคลน์-เลวิน ซินโดรม” Kleine-Levin Syndrome (KLS)  หรือโรคนอนหลับเป็นเวลาหลายสัปดาห์ และมีชื่อเล่น ว่า “โรคเจ้าหญิงนิทรา”

โรคนี้มีอัตราการเกิดเพียง 1 ในล้านคนเท่านั้น

พ่อจะพาไปโรงพยาบาลเมื่อถูกหลับใหล / Image: ViralPress

นายมูยาดิ พ่อของเจ้าหญิงนิทรากล่าวว่าหลังจากทราบว่าลูกสาวป่วยด้วยโรคหายากก็จะพาไปโรงพยาบาลทุกครั้งเมื่อมีอาการเพราะไม่ทราบว่าลูกสาวสบายดีหรือไม่ระหว่างนอนหลับ เนื่องจากทุกครั้งที่ลูกสาวนอนหลับนานกว่าสัปดาห์ เธอจะชัก แต่หากอยู่ในโรงพยาบาล จะได้อยู่ในความดูแลของแพทย์และรักษาทันท่วงที

เจ้าหญิงนิทราตัวจริง

ตอนตื่น / Image: ViralPress

ส่วนสุขภาพโดยรวมของนางสาวสิติอยู่ในเกณฑ์ดี หลังจากตรวจร่างกายและผลห้องแล็บออกมาว่าสุขภาพดี แม้นอนหลับเป็นระยะเวลานานก็ตาม

ปัจจุบัน ยังไม่มียาที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคนี้ตื่นขึ้นมาและยังไม่มีวิธีรักษา นอกจากกระตุ้นให้นอนหลับสั้นลง ดังนั้น หนทางเดียว คือ ต้องรอจนกว่าที่ผู้ป่วยจะตื่นจากการหลับใหลเป็นเวลานานด้วยตัวเอง
/////////////

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ทำได้ไง! หนุ่มเผยนอนวันละไม่กี่นาที ติดต่อกันนาน 10 ปี ไม่เป็นอะไรเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...