โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

PHG เทรดวันแรก ลุ้นวิ่งเป้า 30 บ. โบรกชี้กำไรปี 65-68 โต 21%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 06 ก.ค. 2566 เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ ( 5 ก.ค.66) หลักทรัพย์ บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PHG เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในกลุ่มบริการ หมวดธุรกิจการแพทย์เป็นวันแรก โดย PHG มีทุนชำระแล้ว 300 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 246 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) 54 ล้านหุ้น โดยเสนอขายให้แก่บุคคลตามดุลยพินิจของ ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 40.53 ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ 8.1 ล้านหุ้น และกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย 5.37 ล้านหุ้น ในวันที่ 28-30 มิถุนายน 2566 ราคาหุ้นละ 21 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 1,134 ล้านบาท โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 6,300 ล้านบาท

สำหรับการกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO โดยการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ด้วยวิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (Price to Earnings Ratio : P/E) ซึ่งคิดเป็น 26.58 เท่า เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 ที่ 0.79 บาท/หุ้น หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญภายหลังการเสนอขายครั้งนี้ (Fully Diluted) โดยมี บริษัท ไพโอเนีย แอดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญร่วม

สำหรับ PHG ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการทางการแพทย์ทั่วไปและเฉพาะทาง ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลแพทย์รังสิต” มายาวนานกว่า 37 ปี ถือเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกในจังหวัดปทุมธานี และขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้จัดตั้งโรงพยาบาลในเครือเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลเฉพาะทางแม่และเด็กแพทย์รังสิต และโรงพยาบาลแพทย์รังสิต 2 โดยมีจำนวนเตียงจดทะเบียนรวม 270 เตียง บุคลากรทางการแพทย์กว่า 1,000 คน เพื่อรองรับลูกค้าทั้งกลุ่มทั่วไป กลุ่มโครงการสวัสดิการภาครัฐ และลูกค้าต่างชาติ ในจังหวัดปทุมธานี กรุงเทพตอนเหนือ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีจุดเด่นที่การให้บริการฉพาะทาง ได้แก่ ศูนย์หัวใจ 24 ชั่วโมง ซึ่งมีศักยภาพในการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด (Open Heart Surgery) และสูตินรีเวชกรรมและกุมารเวชกรรมที่สามารถรักษาโรคที่ซับซ้อนได้

ด้าน นายรณชิต แย้มสอาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PHG เปิดเผยว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนสำหรับการเติบโตตามกลยุทธ์ที่วางไว้ในการขยายธุรกิจการขับเคลื่อนสังคมด้วยการให้บริการด้านสุขภาพที่ดีขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนมาขยายธุรกิจในแนวดิ่งต่อยอดการพัฒนาศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์สำหรับโรคผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง และโรคทางนรีเวชกรรม เพื่อยกระดับกลุ่มโรงพยาบาลให้เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในอนาคต

โดยปัจจุบัน PHG มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ 1) กลุ่มนามสกุลตระกูลช่าง ถือหุ้น 37.22% 2) กลุ่มนามสกุลแย้มสอาด ถือหุ้น 28.00% และ 3) นางสาวอภิรดี ดิศแพทย์ ถือหุ้น 2.25% ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการ ภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดสรรเงินสำรองตามกฎหมาย

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมิน PHG แนวโน้มกำไรในปี 2565-2568 (ไม่รวมกำไรเกี่ยวกับโควิด) เติบโตเฉลี่ยปีละ 21% จากการปลดล็อคอุปสงค์คงค้างของผู้ป่วยโรคไม่เร่งด่วน รวมถึงสปส.ปรับอัตราเหมาจ่ายรายปีขึ้น 10.2% ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2566 และโควต้าเพิ่ม 12.8% ตั้งแต่ปลายปี 2567 อีกทั้งยังมีการขยายความจุ OPD 24%, IPD 33%, ศูนย์ฟอกไต 114% และขยายธุรกิจใหม่เช่น ศูนย์รักษาโรคมะเร็งครบวงจร, ศูนย์เวชกรรมฟื้นฟู และศูนย์รักษาโรคทางนรีเวช

ทั้งนี้ แนวโน้มอุตสาหกรรมเป็นบวก การเปลี่ยนแปลงในทางบวกของภูมิศาสตร์จังหวัดปทุมธานีและบริเวณใกล้เคียง โดยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีประชากรหนาแน่นและเป็นแหล่งงานที่ขยายตัวต่อเนื่อง มีสาธารณูปโภคครบครัน การเดินทางสะดวก และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ทางด้านประชากรศาสตร์เป็นบวกเช่นเดียวกัน คนไทยอายุยืนยาวขึ้น และเป็นสังคมสูงวัย ทำให้เป็นโรคซับซ้อนและโรคเรื้อรังมากขึ้น การขยายตัวของสังคมเมืองและผู้มีรายได้ปานกลางเพิ่มขึ้น ส่งผลความต้องการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพมากขึ้น ประเมินมูลค่าเหมาะสม 29 บาทต่อหุ้น

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ PHG คาดรายได้ปกติปี 2565-2567 จะปรับตัวดีขึ้น 9% CAGR หนุนจากผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยประเมินรายได้ในปี 2566-2567 มีรายได้เติบโตปีละ 14% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยไม่รวมรายได้เกี่ยวกับโควิดจากผู้ใช้บริการี่เพิ่มขึ้นจากโรคที่ซับซ้อนทั้งคนไข้เงินสด และคนไข้โครงการภาครัฐ โดยเฉพาะคนไข้โรคหัวใจ ซึ่งทาง PHG มีรายได้หัวใจจากการเข้าร่วมโครงการสปสช. อยู่ที่ 9% ของรายได้รวมปี 2565

ทั้งนี้คาดปี 2566 รายได้หัวใจอยู่ที่ 10% ของรายได้รวมปี 2566 และในปี 2567 อยู่ที่ 12% ประเมินมลูค่าเหมาะสมปี 2567 อยู่ที่ 30 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุ PHG คาดว่ารายได้ในปี 2565-2568 จะเติบโตเฉลี่ย 7% (CAGR) ขณะที่กำไรสุทธิคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 6% (CAGR) ซึ่งบริษัทมีปัจจัยหนุนการเติบโตหลักมาจากการสร้างอาคารผู้ป่วยและอาคารจอดรถใหม่ ซึ่งจะทำให้รองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นจากจำนวนเตียงที่เพิ่มขึ้นจะสามารถขยายกำลังการรองรับผู้ป่วยประกันสังคมได้ต่อ ทั้งนี้ ประเมินราคาเป้าหมายอยู่ที่ 28 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด ระบุ PHG คาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2567 จะมีการฟื้นตัวขึ้นตามแนวโน้มการใช้บริการการรักษาที่ยังคงมีทิศทางเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คาดการณ์ PHG จะทำรายได้ที่ระดับ 2,218 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิที่ระดับ 304 ล้านบาท เติบโต 12.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยประเมินราคาเป้าหมายอยู่ที่ 30 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...