โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำมัน WTI ปิดพุ่ง 7% หลังวิกฤตสงคราม “อิสราเอล-อิหร่าน” เดือดระอุ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 02.31 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 02.31 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (14 มิ.ย. 68) สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 7% ในวันศุกร์ (13 มิ.ย.) หลังจากอิสราเอลและอิหร่านโจมตีทางอากาศโต้ตอบกัน ซึ่งจุดชนวนความกังวลของนักลงทุนว่า ความขัดแย้งอาจกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางในวงกว้าง ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ค. พุ่งขึ้น 4.94 ดอลลาร์ หรือ 7.26% ปิดที่ 72.98 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนส.ค. พุ่งขึ้น 4.87 ดอลลาร์ หรือ 7.02% ปิดที่ 74.23 ดอลลาร์/บาร์เรล ในระหว่างวัน สัญญาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นมากกว่า 14% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. ที่ 77.62 ดอลลาร์ และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นมากกว่า 13% ไปแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 78.50 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. ทั้งสองสัญญาปรับตัวขึ้นในวันเดียวกันมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่รัสเซียรุกรานยูเครนและส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ อิสราเอล เปิดเผยว่า ได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ โรงงานผลิตขีปนาวุธ และผู้บัญชาการทหารของอิหร่าน โดยเตือนว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการระยะยาว เพื่อสกัดไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านก็ให้คำมั่นว่าจะตอบโต้กลับอย่างสาสม

เพียงไม่นานหลังการซื้อขายสิ้นสุดลงในวันศุกร์ สื่อหลายสำนักรายงานว่า ขีปนาวุธของอิหร่านพุ่งถล่มอาคารในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล พร้อมกับมีเสียงระเบิดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านทำข้อตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์ เพื่อยุติ การโจมตีครั้งต่อไปที่มีการวางแผนไว้แล้ว

ขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านแถลงว่าสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกลั่นและการเก็บน้ำมันยังไม่ได้รับความเสียหาย และยังคงดำเนินงานได้ตามปกติ โดยอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก ผลิตน้ำมันอยู่ราว 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งออกน้ำมันและเชื้อเพลิงมากกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

นักวิเคราะห์ ระบุว่า กำลังการผลิตสำรองของโอเปกและพันธมิตร รวมถึงรัสเซียนั้นมีเพียงพอที่จะชดเชยการหยุดชะงักได้ประมาณระดับเดียวกับกำลังการผลิตของอิหร่าน

เหตุการณ์ล่าสุดยังทำให้เกิดความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ โดยซาอุดีอาระเบีย คูเวต อิรัก และอิหร่าน ต่างก็ต้องพึ่งพาช่องทางส่งออกเดียวกันผ่านช่องแคบนี้ ราว 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ทั่วโลก หรือประมาณ 18-19 ล้านบาร์เรลต่อวันของน้ำมันดิบ คอนเดนเสต และเชื้อเพลิง ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นักวิเคราะห์ ระบุว่า จนถึงขณะนี้ การโจมตีของอิสราเอลยังไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เช่น เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันดิบถึง 90% ของประเทศ อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะลุกลาม อาจนำไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์เตือนว่า หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านเองอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาการส่งออกทางทะเลอย่างเต็มที่ และยังอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของน้ำมันอิหร่านโดยตรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...