โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

นักวิจัยชี้ ‘ด่านชุมชนปากหวาน’ ได้ผลเกินคาด ใช้งบ 1.2 พันบาท/เดือน เพิ่มการใส่หมวกกันน็อก 7 %

เดลินิวส์

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 13.36 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 06.36 น. • เดลินิวส์
หัวหน้าทีมวิจัย สสส.ศรีสะเกษ ชี้โมเดล 'ด่านชุมชนปากหวาน' ได้ผลเกินคาด ใช้งบ 1.2 พันบาทต่อเดือน เพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัยได้ 7% จากการศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษ ที่ครอบคลุม 22 อำเภอ 206 ตำบล

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ดร.ชญานิน กฤติยะโชติ ผู้จัดการหน่วยจัดการ สสส. จังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า ผลการวิจัยครั้งแรกในประเทศไทยชี้ว่า โมเดล “ด่านชุมชนปากหวาน” ที่ใช้การเตือนเชิงบวกแทนการปรับโทษ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่าวิธีการเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้งบประมาณเพียง 1,235 บาทต่อคน สามารถเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัยได้ 6-7% และสร้างผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 275% จากการศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษ ที่ครอบคลุม 22 อำเภอ 206 ตำบล

เป็นระยะเวลา 8 เดือน ที่ตนนำทีมวิจัยจากจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดศรีสะเกษ ได้ฝึกอบรมแกนนำชุมชน จำนวน 1,190 คน ด้วยงบประมาณ 498,700 บาท จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) และติดตามผู้ใช้รถจักรยานยนต์กว่า 10,000 คน ผลการศึกษาพบว่า อัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่เพิ่มขึ้น จาก 38.80% เป็น 44.83% และผู้ซ้อนท้ายเพิ่มขึ้น จาก 23.84% เป็น 31.17% (p<0.001) ซึ่งมีความคุ้มค่ามากกว่าการรณรงค์ผ่านสื่อมวลชน และการบังคับใช้กฎหมาย อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ แนวคิด “ด่านชุมชนปากหวาน” เกิดจากการเข้าใจว่าการบังคับใช้กฎหมายแบบดั้งเดิมไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืนได้ เราจึงใช้หลักการ Social Cognitive Theory โดยให้แกนนำชุมชนออกมาให้กำลังใจ ชมเชย และตักเตือนด้วยความห่วงใย แทนการลงโทษ ผลลัพธ์ที่ได้คือการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ทำให้ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เพราะกลัว

ซึ่งการศึกษานี้ใช้มาตรฐาน Thai HTA (Health Technology Assessment) อย่างเคร่งครัด โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ความคุ้มค่าของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ 160,000 บาทต่อ QALY พบว่ามี Net Monetary Benefit สูงถึง 846,500 บาท แสดงความคุ้มค่าระดับสูงมาก และจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่าจำนวนแกนนำมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (r=0.58, p<0.05) ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของการลงทุนในการพัฒนาแกนนำชุมชน

ด้านดร.กุสุมา มีศิลป์ นักวิจัยร่วมจากคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จุดแข็งของโมเดลนี้คือการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีดิจิทัล เรามีช่องทางสื่อสารผ่าน Qr Code ที่ช่วยให้แกนนำติดตามและรายงานผลได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถปรับปรุงการทำงานได้ทันที การที่ผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 275% มาจากการประหยัดค่ารักษาพยาบาลประมาณ 1.87 ล้านบาท จากการป้องกันการบาดเจ็บได้ 22 ราย ซึ่งปัจจุบันมีแผนการขยายผลไปยังจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานตอนล่าง ที่มีบริบททางวัฒนธรรมและปัญหาอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์คล้ายคลึงกัน นี่เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะสร้างนวัตกรรมทางสังคม สร้างสรรค์โซลูชันเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุขร่วมกัน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 อย่างสมบูรณ์.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...