โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘กมธ.การทหารฯ สว.’จัดเสวนา‘ความมั่นคงกับอนาคตประเทศ’ หวังนำข้อมูลเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

เดลินิวส์

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 15.22 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 08.22 น. • เดลินิวส์
‘กมธ.การทหารฯ สว.’จัดเสวนา‘ความมั่นคงกับอนาคตประเทศ’ หวังนำข้อมูลเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล ‘ธนพร’ชี้อยากแก้ปัญหาความมั่นคงชาติต้องเอา ‘นายกฯออกไปก่อน’ พร้อมจี้ สว.เปิดเวทีอภิปรายทั่วไปไม่ลงมติ ม.153 ด้าน ‘ปณิธาน’ ชี้ สถานการณ์ความมั่นคงทั่วโลกไม่ปกติสงครามโลกครั้งที่ 3 ใกล้กว่าที่คิด มองให้‘อเมริกา’ ตั้งฐานทัพทำไม่ได้ขัดกติกาทั้งไทย – อาเซียน

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา จัดเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ความมั่นคงกับอนาคตประเทศไทย” โดยมีตัวแทนกองทัพภาคที่ 2 กองบัญชาการกองทัพไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้แทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และตัวแทนเหล่าทัพ เข้าร่วม ส่วนผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ นายธนพร ศรียากูล ผอ.สถาบันวิเคราะห์นโยบายและการเมือง นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

โดยพล.อ. สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกมธ.การทหารฯ อภิปรายเปิดการเสวนาตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ กมธ.การทหารฯได้ติดตามสถานการณ์ด้วยความไม่สบายใจมาตลอด ในอารมณ์นี้คิดว่าพี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ คงรู้สึกไม่แตกต่างกัน วุฒิสภาเปิดเวทีนี้เพื่อถกแถลงข้อมูล นำสิ่งที่ได้ในวันนี้ไปสู่การเสนอแนะเชิงนโยบายกับรัฐบาล ด้วยความรู้ความสามารถของวิทยากร และทุกคนที่ร่วมการเสวนาในครั้งนี้

นายวันวิชิต กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาถ้าติดตามโลกโซเชียล จะเห็นว่าคณะกมธ.การทหารฯ ได้รับการชื่นชมจากความกล้าหาญ ในการยื่นตรวจสอบนายกรัฐมนตรีต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการแสดงออกของเสาความมั่นคงในแง่ของการตรวจสอบ เพื่อคลายความหวาดระแวงเรื่องความมั่นคงของประเทศ ขณะนี้บทบาทด้านการป้องกันประเทศ และรักษาอธิปไตยไม่ใช่เฉพาะบทบาทของทหาร แต่พลเรือนมีบทบาทมากขึ้น รวมถึงฝ่ายการเมืองที่ใช้พื้นที่แสดงบทบาทนี้ นี่คือพัฒนาการของงานความมั่นคงที่ต้องผ่านความเห็น และคำแนะนำจากส่วนอื่นๆนอกเหนือจากกองทัพ ฝ่ายการเมืองต้องมีองค์ความรู้งานด้านความมั่นคงอย่างเพียงพอ ซึ่งความท้าทายของไทยคือความมั่นคงทางชายแดนที่มีปัญหารายล้อม ทุกประเทศในโลกที่มีปัญหามักจะเกิดขึ้นตามพื้นที่ช่องทางธรรมชาติ แต่ไม่เคยทะเลาะกันในพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน

นายวันวิชิต กล่าวอีกว่า บทบาทผู้นำทางการเมืองมีความสำคัญมาก ซึ่งผู้นำทางการเมืองต้องมีความรู้ความเข้าใจงานด้านความมั่นคง เพราะหากดูจากสถิติช่วง 5 ปี ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัวเลขงานด้านความมั่นคงดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ผู้นำทางการเมืองควรมีความรู้สอดประสานกับงานความมั่นคง แต่ปัจจุบันรัฐบาลที่มาจากพลเรือนค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ เพื่อหวังคะแนนนิยม แตกต่างจากสายงานทหารที่ไม่ได้มองเรื่องความนิยมในอนาคต จึงทำงานด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่

ด้านนายปณิธาน กล่าวว่า การตัดสินใจเรื่องความมั่นคงนับจากนี้ไปจะกำหนดอนาคตประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องความมั่นคงทั้งนั้น ดังนั้น รัฐบาลต้องตัดสินใจให้ดี ซึ่งขณะนี้ยังตัดสินใจไม่ดีเท่าไรสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติมากใน 3 เรื่อง คือ 1.เรากำลังเคลื่อนเข้าสู่มหาสงคราม หรือ สงครามแบบเบ็ดเสร็จ เราต้องทำให้การเคลื่อนนี้ช้าลง เพราะการกลับมาของสงครามแบบเบ็ดเสร็จครั้งนี้เกิดขึ้นรอบด้านในทุกสมรภูมิ สงครามโลกครั้งที่ 3 ใกล้กว่าที่คิด เราจำเป็นต้องปรามมัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคน 2.สงครามยูเครน -รัสเซีย ไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นเรื่องที่มีเหตุผล และสงครามทุกพื้นที่ของทุกมุมโลกจะเกิดความยืดเยื้อซับซ้อนขึ้น และ 3.ภัยคุกคามสมัยใหม่ ทั้งภัยการเมือง ภัยเศรษฐกิจ และภัยสิ่งแวดล้อม ดังนั้น รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี โดยเฉพาะที่ประชิดตัวเรามากที่สุดคือสงครามการค้ากับสหรัฐฯที่เราโดนภาษี 36%

“เราต้องปรับสมดุลทางยุทธศาสตร์ใหม่ ต้องเข้าใจเรื่องความสมดุลที่ซับซ้อน อย่างประเด็นการตั้งฐานทัพ ถ้าจะให้สหรัฐฯ มาตั้งฐานทัพคงทำไม่ได้แน่ เพราะขัดกติกาของเรา และขัดกติกาอาเซียน ถ้าจะให้เช่าทำได้ แต่จะทำอย่างไรให้จีนเข้าใจ จึงอยากเสนอแนะว่าระหว่างนี้ยังไม่ต้องตัดสินใจหลายเรื่องก็ได้ แต่ต้องปรับสมดุลให้ดี” นายปณิธาน กล่าว

นายปณิธาน กล่าวอีกว่า ปัญหาด้านความมั่นคงอย่าทำให้ระบบที่มีอยู่ไม่ทำงาน โดยเฉพาะสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) วันนี้ระบบทุกอย่างมีอยู่แล้ว และไทยต้องประเมินใหม่หากจะมีการรบกับกัมพูชา ทั้งทางการทูต ทางทหาร และการเมือง ต้องกระทำภายใต้สมช.ทุกอย่าง แต่ยอมรับว่า ภายในสมช.ก็มีปัญหามาก ตนเคยเสนอแก้ไขตั้งแต่ตนอายุ 30 ปี ตอนนี้อายุ 60 ปี ระบบยิ่งแย่กว่าเก่า ดังนั้น สมช.จะต้องมีการประชุมกันก่อนที่จะไปพูดคุยหรือเจรจากับทางกัมพูชา ไม่ใช่มอบหมายให้กองทัพบกแก้ปัญหาหรือพูดคุยเท่านั้น พร้อมเสนอให้ไทยทบทวนเอ็มโอยู 43 เพื่อแก้ไขเป็นเอ็มโอยู 68 บ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และปัญหาในปัจจุบัน

ด้านนายธนพร กล่าวว่า วันนี้โจทย์ใหญ่ด้านความมั่นคง คือต้องเอานายกฯออกจากตำแหน่งก่อน ไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนม้ากลางศึกแล้วจะแพ้ หากเปลี่ยนนายกฯขอให้มาตามกระบวนการ จะเป็นใครก็ได้ไม่เห็นจะแปลก ทำไมเราต้องคิดว่าเปลี่ยนไม่ได้ โจทย์นี้ต้องฝากวุฒิสภาทุกท่านด้วย กระบวนการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ว่ากันไป แต่กระบวนการยื่นอภิปรายโดยไม่ลงมติของวุฒิสภาเป็นการตรวจสอบทางการเมือง ตนทราบว่ารัฐบาลพยายามล๊อบบี้ไม่ให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น แต่ถามว่าสว. จะยอมหรือไม่ ถามว่าชาวบ้านจะได้เห็นการอภิปรายกี่โมง

นายธนพร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ข่าวดีในเรื่องนี้พอมีอยู่บ้าง เพราะเราไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จบด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตมรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาก็เช่นกันไม่เคยเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นไปตามครรลองรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งวันที่เห็นการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีคำพูดที่ทำให้สังคมไม่สบายใจก็เกิดกระแสตีกลับ เพราะประชาชนไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรที่นอกเหนือจากครรลองตามรัฐธรรมนูญ

“ผมไม่ได้บอกว่าผู้นำต้องมีไอคิว 180 ต้องรู้ทุกเรื่องบนโลกใบนี้ แต่ต้องมีคุณสมบัติความไว้เนื้อเชื่อใจเขาได้ หากเกิดความไว้วางใจจากประชาชนจะทำเรื่องอื่นต่อไปได้ แต่ปัญหาคือเราสูญเสียความไว้วางใจในตัวผู้นำจริงๆ” นายธนพร กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...