โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ครึ่งปีหลัง“โอเปก”ชี้ดีมานด์น้ำมันเพิ่ม “ไทย”คงเสถียรภาพปริมาณ-ราคา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 21.54 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 04.46 น.

ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีผลงานดีเกินคาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 โดยข้อมูลบ่งชี้ว่าการเติบโตในอินเดีย จีน และบราซิลในไตรมาสแรกของปี 2025 ดีกว่าที่คาดไว้ส่วนสหรัฐพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง ในขณะที่ยูโรโซนฟื้นตัวเล็กน้อยจากปีที่แล้ว

จากพื้นที่ฐานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 คาดว่าจะให้การสนับสนุนและโมเมนตัมที่เพียงพอสำหรับครึ่งหลังของปี 2025 จากปัจจัยบวกข้อสรุปข้อตกลงการค้าบางส่วนระหว่างสหรัฐและคู่ค้าต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนต่างๆลงได้ และคาดว่าการค้าอาจกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้บางส่วนลดการบิดเบือนการเติบโตทางการค้าลงได้

ดังนั้นการบริโภคและการลงทุนคาดว่าจะยังคงมีความมั่นคงท่ามกลางความชัดเจนหลัง 90 วันหรือช่วงก.ค.-ส.ค. ด้านการเก็บภาษีศุลกาการของสหรัฐ นำไปสู่คาดว่าความต้องการน้ำมันทั่วโลกจะเติบโตโดยเฉลี่ย 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในครึ่งหลังของปี 2025 และคาดว่าจะขยายตัว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

"ปริมาณการบริโภคน้ำมันใน OECD คาดว่าความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในครึ่งหลังของปี 2568 โดยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยสหรัฐ ในแง่ของผลิตภัณฑ์ น้ำมันก๊าดเจ็ทและน้ำมันเบนซินถูกกำหนดให้เป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการน้ำมันหลักในภูมิภาคจากฤดูกาลขับรถในฤดูร้อนและกิจกรรมการเดินทางทางอากาศที่ยังคงดีอยู่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าความต้องการน้ำมันดีเซลจะลดลงเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการผลิตที่ซบเซาลง และความต้องการแนฟทาอาจได้รับแรงกดดันจากอัตรากำไรของปิโตรเคมีที่ลดลง โดยรวมแล้ว คาดว่าความต้องการน้ำมันของ OECD จะอยู่ที่ 160 ตันบาร์เรลต่อวันในปี 2025

สำหรับประเทศนอก OECD คาดว่าเอเชียอื่นๆ จะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความต้องการน้ำมัน โดยจีนและอินเดียให้การสนับสนุนอย่างมาก ความต้องการน้ำมันได้รับการมองว่าได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการเดินทางทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ระดับการขับขี่ที่ดีรวมถึงการปรับปรุงกิจกรรมของภาคการผลิต คาดว่าความต้องการน้ำมันนอก OECD จะเติบโตโดยเฉลี่ย 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปีต่อปี ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ในแง่ของผลิตภัณฑ์หลัก น้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงเจ็ตจะเป็นผู้นำการเติบโตของความต้องการน้ำมันในภูมิภาค รองลงมาคือดีเซล LPG และแนฟทา(ผลิตภัณฑ์จากการกลั่น) โดยรวมแล้ว คาดว่าความต้องการน้ำมันนอกกลุ่ม OECD จะอยู่ที่ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025

การจัดประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 5/2568 เมื่อสัปดาห์ก่อน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงโครงสร้างพลังงานให้มีความมั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งขอให้ติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิหร่านและอิสราเอลอย่างใกล้ชิด

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะกระทรวงเจ้าภาพการจัดประชุม ได้รายงานสถานการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งในปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าและมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 93% เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ภายในประเทศ และมีการใช้ไฟฟ้า 2.1 แสนล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5% และความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือ Peak อยู่ที่ 36,792 เมกะวัตต์หรือเพิ่มขึ้นถึง 5%

นอกจากนั้น ในส่วนของภารกิจสำคัญของกระทรวงพลังงาน ได้นำเสนอการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ทั้งการบริหารจัดการเพื่อลดค่าไฟฟ้า ซึ่งตลอดปี 2567 จนถึงปัจจุบัน อัตราค่าไฟฟ้าก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนค่าน้ำมัน กระทรวงพลังงานก็ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยในยามที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีราคาสูง และบริหารจัดการจนสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากมีหนี้กว่า 120,000 ล้านบาทในปีที่แล้ว จนปัจจุบันเหลืออยู่ที่ประมาณ 36,200 ล้านบาท รวมทั้งยังมีการตรึงราคาก๊าซหุงต้มหรือ LPG และ NGV ซึ่งเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ยังได้เร่งขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีเขียว” ด้านพลังงานที่ครอบคลุมทั้งการใช้และการจัดหา โดยในด้านการใช้ ได้เริ่มต้นการส่งเสริมการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำให้ปีที่ผ่านมา สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้มากกว่า 110 ล้านหน่วย และลดการใช้น้ำมันได้กว่า 4 ล้านลิตร การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

ด้านการจัดหา ได้เร่งพัฒนากฎหมาย กฎระเบียบ มาตรฐาน และลดขั้นตอนการขออนุญาตเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและเอกชน สามารถเข้าถึงและให้เกิดการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar Rooftop รวมทั้งการเปิดประมูลสัมปทานขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียมทั้งพื้นที่บนบกและในทะเล และการพิจารณาความเป็นไปได้ของการจัดหา LNG จากแหล่งอะแลสกา ซึ่งเป็นแหล่งทางเลือกที่มีศักยภาพและอาจช่วยลดต้นทุนการจัดหา LNG ของประเทศได้

ในด้านสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา ก็ได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรุงเทพมหานคร ในการร่วมกันลดฝุ่น PM2.5 และในอนาคตก็ได้วางแผนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า SMR (โรงไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก) การส่งเสริมการใช้น้ำมัน SAF ในอุตสาหกรรมการบิน โดยร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กระทรวงอุตสาหกรรม และ กระทรวงการคลัง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่กำลังจะมา รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมให้เป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS

ส่วนการบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายระหว่างกระทรวงพลังงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการหารือในที่ประชุมที่สำคัญ อาทิ การขอเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ด้านปิโตรเลียม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ กรมศิลปากร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้ Solar Rooftop หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทกศาสตร์ กรมเจ้าท่า เป็นต้น

"ส่วนในเรื่องของการสู้รบระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน กระทรวงพลังงานพร้อมดูแลทั้งมิติด้านราคาไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชนโดยอาศัยกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพ และมิติด้านความมั่นคง ก็ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปริมาณสำรองน้ำมันให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และพร้อมปรับปรุงโครงสร้างพลังงานให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป”

นอกจากนั้นในปีหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 ซึ่งเป็นการประชุมและแสดงนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะจัดในเดือนก.ย. 2569 คาดว่าจะสร้างรายได้เข้าประเทศได้กว่า 4,100 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ยังคงมุ่งเน้น 3 เสาหลักสำคัญในการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน ได้แก่ 1. ความมั่นคงทางพลังงาน โดยภาคการผลิตและการใช้ต้องมีความมั่นคง เร่งจัดหาแหล่งพลังงานราคาถูกเพิ่มขึ้น 2. พลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าสีเขียวเพื่อดึงดูดให้ต่างชาติหันมาลงทุนตั้งโรงงานและ Data Center ในประเทศ 3. พลังงานคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมการผลิตพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...