โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำพล อดิเรกสมบัติ วิเคราะห์เชิงลึก Usecase: สินค้าส่งออกไทยถูกสวมสิทธิ์

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 18.37 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 00.04 น.

Usecase: การเชื่อมโยงข้อมูลการค้าและกำแพงภาษีเพื่อวิเคราะห์สินค้าส่งออกไทยเข้าข่ายโดนสวมสิทธิ์

สงครามการค้ากลับมาเป็นประเด็นใหญ่อีกครั้งในปี 2025 นี้ หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศกำแพงภาษี ทั้งในช่วงต้นเดือนเมษายน และ กรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากเรื่องของอัตราภาษีที่ถูกประกาศออกมาเป็นระลอกแล้ว สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเน้นย้ำ ก็คือการขาดดุลการค้าที่สหรัฐฯ มีต่อประเทศต่างๆ

ล่าสุดในจดหมายที่มีการส่งถึงรัฐบาลประเทศต่างๆ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็มีการพูดถึงประเด็นนี้ว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯเป็นความท้าทายต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ

สำหรับการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทยเรา ในปี 2017 ก่อนที่จะมีการประกาศกำแพงภาษีระลอกแรกในปี 2018 โดยประธานาธิบดีทรัมป์ มีมูลค่าอยู่ที่ ประมาณ 20.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

แต่ในปี 2024 ตัวเลขการขาดดุลของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทยพุ่งขึ้นไปสูงถึง 45.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า

ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า ตัวเลขการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นนี้ มาจากสินค้าส่งออกของไทยเอง หรือไทยกลายเป็นประเทศที่ถูกสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน ที่ถูกตั้งกำแพงภาษี อาจมีการส่งสินค้ามาที่ไทยก่อนแล้วใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ อีกต่อหนึ่ง

ในบทความนี้ ผมขออนุญาตนำเอาผลงานวิจัยของ Athentic Consulting ที่ได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ และ อัตรากำแพงภาษีที่ทางสหรัฐฯ ประกาศออกมา และนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อตรวจสอบว่ามีสินค้าประเภทใดบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นสินค้าถูกสวมสิทธิ์

ต้องขอเน้นย้ำนะครับว่าเป็นเพียงสินค้าที่มีความเสี่ยงถูกสวมสิทธิ์ การจะตรวจสอบให้แน่ชัดมากขึ้นว่าเป็นจริงหรือไม่ ต้องมีการตรวจสอบผ่านผู้นำเข้าและผู้ส่งออกจะให้ผลที่ชัดเจนมากขึ้น

ก่อนอื่น ผมขออนุญาตฉายภาพให้เห็นก่อนว่า เกิดอะไรขึ้นกับ ตลาดส่งออกของไทย จีน และสหรัฐฯ ในช่วงก่อนจะมีกำแพงภาษีของทรัมป์ (ประกาศในปี 2018) และหลังจากที่มีกำแพงภาษีแล้ว ในรูปที่ 1 เราจะเห็นว่า

  • หลังจากปี 2018 สัดส่วนมูลค่าการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ ลดลง โดยในปี 2010 ที่มีสัดส่วนถึง 18% ของมูลค่าส่งออกจีนทั้งหมด แต่พอในปี 2024 มูลค่าส่งออกจีนไปสหรัฐฯ กลับลดลงเหลือแค่ 15%
  • ในขณะที่สัดส่วนมูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ขยับขึ้นจากประมาณ 10% ในปี 2010ก่อนมีกำแพงภาษี มาเป็น 18% ในปี 2024
  • และในขณะเดียวกัน สัดส่วนมูลค่าการส่งออกจากจีนมาไทย (ซึ่งก็คือการนำเข้าสินค้าจีนมาไทย) ก็เพิ่มขึ้นจาก 1% มาเป็น 2% ของมูลค่าส่งออกจีนทั้งหมด

คำถามต่อไปคือ เราจะรู้ได้ยังไงว่าสินค้าจีนที่จะถูกส่งมาไทยแล้วส่งต่อไปสหรัฐจะมีสินค้าอะไรบ้าง และรวมรวมกันแล้วมีมูลค่าเท่าไหร่ คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของส่งออกไทยทั้งหมด

ในงานศึกษานี้เราจะใช้ 4 หลักเกณฑ์ในการคัดกรองสินค้าที่เข้าข่ายมีโอกาสที่จะเป็นสินค้าจีนถูกส่งออกมาไทยเพื่อส่งต่อไปยังสหรัฐ ดังนี้

หลักเกณฑ์ที่ 1: เป็นสินค้าที่มีอัตราการเติบโตของการส่งออก (Export growth) ไปประเทศสหรัฐ > Export growth ไปประเทศอื่นๆ (ที่ไม่ใช่สหรัฐฯ) ในช่วงปี 2018-24 (หลัง Trump 1.0 ประกาศกำแพงภาษี) เทียบกับ 2010-17 (ก่อน Trump 1.0 ประกาศกำแพงภาษี)

หลักเกณฑ์ที่ 2: เป็นสินค้าส่งออกจากจีนมาไทยที่มี Export growth เป็นบวก

หลักเกณฑ์ที่ 3: เป็นสินค้าที่จีนที่มีอัตราการเติบโตของการส่งออกไปยังสหรัฐติดลบ

หลักเกณฑ์ที่ 4: เป็นสินค้าจีนที่ส่งออกมาไทยที่สินค้าเหล่านั้นโดนกำแพงภาษีช่วง Trump 1.0

สินค้าที่จะเข้าข่ายจะต้องเป็นสินค้าที่เข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อ โดยเราจะใช้ข้อมูลของสินค้าส่งออกจำแนกสินค้าตาม 4-digit Harmonized System Code

(Harmonized System Code หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า HS code หรือ พิกัดศุลกากร เป็นรหัสตัวเลขสากลที่ใช้ในการจำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ รหัสนี้ถูกพัฒนาโดยองค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization) และใช้ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก

HS Code ช่วยให้เกิดความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับสินค้าแต่ละชนิด ไม่ว่าผู้ประกอบการจะอยู่ในประเทศใด ทำให้การนำเข้า-ส่งออกสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น)

รูปที่ 2 ถึงรูปที่ 5 แสดงให้เห็นถึง รายละเอียดของหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อ และผลการวิเคราะห์ของสินค้า ต่างๆที่เข้าเกณฑ์เหล่านั้น และในรูปที่ 6 เป็นการรวบรวมเอาสินค้าที่เข้าเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อ มาแสดงไว้

สินค้าเหล่านั้นมีมูลค่าทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 21% ของมูลค่าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ หรือประมาณ 4% ของมูลค่าส่งออกรวมของไทย ในปี2024 โดยตัวอย่าง สินค้าที่เข้าข่าย ได้แก่ ล้อรถ โซลาร์เซลล์ เครื่องพิมพ์ อาหารสัตว์ และจอมอนิเตอร์

ตามที่ได้เรียนไว้ข้างต้นครับ สินค้าเหล่านี้เป็นเพียงสินค้าที่มีความเสี่ยงถูกสวมสิทธิ์ การที่จะระบุได้ชัดเจนว่าเป็นหรือไม่เป็นยังต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกจากทั้งผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าเพิ่มเติม

และก็ไม่ใช่ว่าสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่เราไม่ควรนำเข้ามาจากจีน แต่เราต้องมานั่งคุยกันต่อว่าจากสินค้าที่เข้าข่ายเหล่านี้เราจะจัดการอย่างไร สินค้าไหนที่นำเข้าจากจีนแล้วสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเศรษฐกิจไทย เราก็ไม่ควรไปกีดกัน

แต่ถ้าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาแล้วไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มมาเพื่อการสวมสิทธิ์ แล้วส่งออกไปสหรัฐฯ อันนี้ก็ต้องมานั่งคุยกันต่อว่าจะจัดการอย่างไร

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว นอกจากเรื่องของการขาดดุลการค้าที่ทางสหรัฐฯ มักจะพูดถึง ถ้าเราไม่จัดการประเด็นเหล่านี้ ผลกระทบอาจลึกลามไปถึงการลงทุนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย

เพราะสหรัฐฯ ก็จะยังมีความไม่ไว้ใจในการส่งสินค้าเทคโนโลยีระดับสูง มาที่ไทยดังที่มีข่าวเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนว่าสหรัฐฯ อาจแบนไทยและมาเลเซียไม่ขาย AI Chip ขั้นสูงให้เพราะกังวลว่าจะมีการลักลอบส่งต่อไปจีน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...