โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระปรางค์วัดอรุณฯ สัญลักษณ์ไทยอันทรงคุณค่าจากอยุธยาสู่รัตนโกสินทร์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 03.27 น.
เปิดประวัติพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ตั้งแต่ยุคอยุธยาจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมไทยอันทรงคุณค่า สะท้อนแนวคิดจักรวาลคติอย่างลึกซึ้ง

พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “พระปรางค์วัดอรุณฯ” กำลังได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและนานาประเทศอีกครั้ง หลังได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลก ขององค์การยูเนสโกอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 จากการเปิดเผยของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

ข่าวดีครั้งนี้มีขึ้นหลังจากคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 47 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รับทราบการเสนอชื่อพระปรางค์วัดอรุณฯ เข้าสู่ขั้นตอนแรกของการพิจารณาเป็นมรดกโลก โดยฝ่ายไทยเตรียมยื่นเอกสารเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ (Nomination Dossier) เพื่อผลักดันให้สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่านี้ได้รับการรับรองในระดับนานาชาติในลำดับถัดไป

TNN ขอนำผู้อ่านย้อนรอยความเป็นมาและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพระปรางค์วัดอรุณฯ หนึ่งในสัญลักษณ์ศรัทธาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่งดงามเหนือกาลเวลา

จากวัดมะกอกสู่วัดอรุณฯ ต้นกำเนิดพระปรางค์แห่งสยาม

จุดเริ่มต้นของพระปรางค์วัดอรุณฯ ย้อนไปถึงยุคกรุงศรีอยุธยา โดยในช่วงนั้นตัวพระปรางค์ยังมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก สูงราว 16 เมตร ตามบันทึกโบราณชื่อเดิมของวัดคือ “วัดมะกอก” หรือ “วัดบางมะกอก” ซึ่งตั้งชื่อตามตำบลที่ตั้งอยู่ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดแจ้ง” และในที่สุดจึงได้รับพระราชทานนามว่า “วัดอรุณราชวราราม” ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะเสริมสร้างพระปรางค์ให้มีขนาดสูงใหญ่ขึ้น เพื่อใช้เป็นพระมหาธาตุประจำพระนคร โดยมีแนวคิดที่จะสร้างพระปรางค์องค์ใหม่ขึ้นครอบองค์เดิม อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ขุดรากฐานแล้ว การก่อสร้างต้องหยุดชะงักเนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคต

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) พระราชภารกิจนี้จึงได้รับการสานต่อ โดยพระองค์เสด็จวางศิลาฤกษ์ด้วยพระองค์เองในวันที่ 2 กันยายน พุทธศักราช 2385 และดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึง 9 ปี ก่อนจะแล้วเสร็จในปีพุทธศักราช 2394 นับเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาสร้างนานถึงเกือบหนึ่งทศวรรษ

ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระปรางค์วัดอรุณฯ มีความวิจิตรงดงาม โดยโครงสร้างเป็นการก่ออิฐถือปูน พร้อมประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบ ชิ้นเปลือกหอย และเครื่องเบญจรงค์สีสันสดใสซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นกินนร กินรี เทวดา ยักษ์ และพญาครุฑ ประดับรายรอบ องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนถึงความประณีตและการบูรณาการศิลปะจากหลายวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ส่วนยอดบนสุดของพระปรางค์ติดตั้งนภศูลซึ่งเชื่อกันว่าได้มาจากมงกุฎพระพุทธรูปทรงเครื่อง อันเป็นการยกระดับสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และอำนาจทางศาสนา

สูงเสียดฟ้า ลึกถึงจักรวาล พระปรางค์วัดอรุณฯ ในมิติแห่งจักรวาลคติ

ในแง่ของมิติทางสัญลักษณ์ พระปรางค์วัดอรุณฯ ได้รับการออกแบบตามแนวคิดเรื่อง “ภูมิจักรวาล” โดยมีองค์ปรางค์เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามคติไตรภูมิของศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นแนวคิดที่แสดงถึงความลึกซึ้งของโครงสร้างความเชื่อในสมัยโบราณที่ผสมผสานเข้ากับงานสถาปัตยกรรมอย่างแนบเนียน

พระปรางค์องค์ประธานมีความสูงถึง 81.85 เมตร นับเป็นพระปรางค์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นหนึ่งในพระปรางค์ที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระราชศรัทธาและความสามารถของช่างฝีมือไทยในอดีต

แม้ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์มาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แต่พระปรางค์วัดอรุณฯ ก็ยังคงได้รับการบูรณะและดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการซ่อมแซมขนานใหญ่เพื่อรักษารูปลักษณ์และความมั่นคงทางโครงสร้างเอาไว้ให้ใกล้เคียงกับสมัยเริ่มแรกมากที่สุด

เมื่อพิจารณาจากความงดงามทางศิลปะ ความหมายเชิงสัญลักษณ์ และบทบาททางประวัติศาสตร์แล้ว พระปรางค์วัดอรุณฯ ไม่เพียงเป็นโบราณสถาน หากแต่เป็นมรดกแห่งศรัทธาและอัตลักษณ์ของชาติไทยที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมั่นคงจนถึงทุกวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...