ลูกไม่สนิทกับพ่อแม่ : 5 วิธีรับมือ เมื่อลูกเป็นเด็กหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดทางอารมณ์ (Avoidant Attachment)
คุณพ่อคุณแม่คงจะรู้สึกไม่สบายใจ หากพยายามเข้าไปกอดหรือใกล้ชิดกับลูก แต่ลูกกลับเบี่ยงตัวหนี หรือเมื่อคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นความผิดปกติ แล้วเอ่ยปากถาม แต่ลูกกลับตอบเพียงแค่ “ไม่มีอะไร” หรือ “ไม่ได้เป็นอะไร” แล้วหันไปอยู่กับตัวเองเงียบๆความรู้สึกว่า ลูกไม่สนิทกับพ่อแม่ คงไม่มีทางทำให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจได้ หากในแต่ละวัน ลูกดูเหมือนไม่ได้ต้องการความรัก ไม่ขอความช่วยเหลือ ไม่ออดอ้อน และไม่แสดงความรู้สึกเหมือนเด็กคนอื่นแต่ความจริงแล้ว การที่ลูกไม่พูด หรือไม่กล้าแสดงออกทางอารมณ์กับคุณพ่อคุณแม่ อาจไม่ได้หมายความว่า ลูกไม่สนิทกับพ่อแม่ ลูกไม่รัก ไม่ผูกพัน หรือไม่ไว้ใจคุณพ่อคุณแม่ แต่อาจเป็นเพราะเด็กบางคนมีกำลังอยู่ในความผูกพันแบบ ‘หลีกเลี่ยงความใกล้ชิดทางอารมณ์’ (Avoidant Attachment) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของความผูกพันที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในวัยเด็ก เช่น ลูกเคยรู้สึกว่าเวลาร้องไห้หรือเสียใจ แล้วไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเข้าอกเข้าใจ หรือลูกเคยรู้สึกว่าเวลาพูดออกไป ก็ไม่มีใครฟัง หรือไม่มีอะไรดีขึ้น จึงค่อยๆ เปลี่ยนการแสดงออกและพยายามรับมือทุกอย่างด้วยตัวเองสิ่งสำคัญก็คือ คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจว่าในความเงียบและท่าทางห่างเหินของลูก ก็ยังคงมีเสียงเล็กๆ ที่อยากได้รับความเข้าใจ และเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องคอยอยู่เคียงข้างลูกอย่างมั่นคง1. ให้ความเข้าใจ และไม่กดดันลูก
ลูกที่มีแนวโน้มจะหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดทางอารมณ์ มักไม่สบายใจเมื่อถูกถามถึงเรื่องภายในจิตใจ โดยเฉพาะคำถามที่ลึกเกินไป รวดเร็วเกินไป และคาดคั้นมากเกินไป เช่น “ตกลงหนูเป็นอะไร ทำไมไม่พูดออกมา” คำถามลักษณะนี้อาจยิ่งทำให้ลูกปิดใจและไม่สนิทใจกับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้คืออยู่ใกล้ลูกด้วยความสงบและไม่เร่งรัด ลองใช้คำพูดแบบเปิดพื้นที่ เช่น “วันนี้คุณแม่เห็นหนูดูเงียบๆ นะ ถ้าอยากเล่าเมื่อไหร่ หนูบอกแม่ได้เสมอเลยนะ” คำพูดลักษณะนี้แม้ดูเรียบง่าย แต่มีพลังมาก เพราะมันสื่อว่า คุณพ่อคุณแม่ รับรู้ความรู้สึกของลูกแม้ลูกจะยังไม่พูดออกมาก็ตาม2. แสดงความรักในรูปแบบที่ลูกยอมรับ
เด็กที่มีความผูกพันในลักษณะหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดทางอารมณ์ อาจไม่ตอบสนองต่อการแสดงความรักแบบเดิมๆ เช่น ไม่อยากให้กอด ไม่ตอบรับคำพูดหวานๆ หรือไม่รู้จะตอบอย่างไรเมื่อถูกบอกรัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าลูกไม่รู้สึกอะไรเมื่อได้รับความรักความใส่ใจจากคุณพ่อคุณแม่ แต่อาจเป็นเพราะลูกยังไม่มั่นใจว่าความใกล้ชิดทางอารมณ์จะปลอดภัยสำหรับเขาหรือไม่เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจแสดงความรักกับลูกในแบบที่ลูกชอบ เช่น การนั่งอยู่ใกล้ๆ ขณะลูกเล่น ช่วยเตรียมของใช้ให้ ชวนทำอาหาร หรือทำการบ้านด้วยกัน แม้จะไม่มีบทสนทนาที่ลึกซึ้ง แต่การกระทำเหล่านี้คือภาษารักในอีกรูปแบบหนึ่ง3. สร้างกิจกรรมร่วมกันที่ไม่เน้นการเปิดใจทันที
ลูกที่ไม่ถนัดพูดความรู้สึกมักจะรู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อเขาได้ทำบางสิ่งร่วมกับคุณพ่อคุณแม่โดยไม่ต้องพูดอะไรมาก เช่น การระบายสี การต่อบล็อก วาดรูป เล่นเกม ทำสวน อ่านนิทาน หรือแม้แต่เดินเล่นด้วยกันเงียบๆกิจกรรมเหล่านี้เปิดโอกาสให้เกิดช่วงเวลาเงียบที่เชื่อมโยงกัน และบ่อยครั้งกิจกรรมเหล่านี้เอง ลูกจะเผลอเล่าความรู้สึก หรือพูดถึงเรื่องที่ค้างคาใจโดยไม่รู้ตัว เพราะเขารู้สึกว่า ไม่มีแรงกดดัน ไม่มีใครมานั่งจ้องหน้า หรือคาดหวังให้ต้องพูดอะไรเมื่อคุณพ่อคุณแม่สร้างพื้นที่แบบนี้บ่อยขึ้น ลูกก็จะค่อยๆ เชื่อมโยงว่าความสัมพันธ์ที่เขามีกับคุณพ่อคุณแม่คือพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถเป็นตัวเองได้ โดยไม่ถูกเร่งเร้า4. ที่ลูกเงียบไม่ได้แปลว่าลูกกำลังต่อต้าน
บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกไม่เข้าใจเมื่อลูกไม่ตอบคำถาม ไม่เล่าเรื่อง หรือไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ความเงียบที่เกิดขึ้นอาจทำให้รู้สึกเหมือนลูกไม่ให้ความร่วมมือ หรือจงใจหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ความจริงแล้ว พฤติกรรมนี้อาจมาจากความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่แน่ใจ หรือการปกป้องตัวเองจากความรู้สึกอ่อนไหวภายในที่ลูกเองก็ไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร5. ยอมรับความรู้สึกของลูก
บางครั้งลูกอาจยังไม่พร้อมพูดว่ารู้สึกยังไง หรือกำลังเผชิญอะไรอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่าลูกไม่รู้สึกอะไร ลูกอาจแค่ไม่รู้จะพูดยังไง หรือยังไม่มั่นใจว่าคุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจหรือเปล่าสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ก็คือการยอมรับความรู้สึกของลูก เช่น ลองพูดกับลูกว่า “วันนี้แม่เห็นหนูดูไม่ค่อยสดใส แต่ไม่ว่ายังไง แม่ก็อยู่ตรงนี้นะ ถ้าอยากเล่าเมื่อไรก็บอกได้เสมอ”อ่านบทความ: ลูกไม่ไว้ใจ : 5 พฤติกรรมที่อาจทำลายความไว้ใจของลูกไปตลอดกาล!อ้างอิงparentsclevelandclinic.orgsimplypsychology.org