โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

KKPชูกลุ่มรพ.-สื่อสารปลอดภัย คาดGDPโต1.6%-ปัจจัยลบเพียบ

ทันหุ้น

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 05.04 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 05.04 น.

#KKP #ทันหุ้น – KKP คาด GDP ไทยปี 2568 เติบโต 1.6% หลังมองประเด็นการเมืองผ่อนคลาย-แววเบิกจ่ายงบปี 2569 ไม่ล่าช้า มองมีลุ้นเจรจาภาษีสหรัฐตามคาดหวัง หลังเวียดนามปิดจ๊อบได้ส่วนลดเหลือเก็บเพียง 20% จากเดิม 46% ฟากบล.เกียรตินาคินภัทร ส่องหุ้นไทยแกว่งตัว แนะกลุ่มโรงพยาบาล-สื่อสาร หุ้นปลอดภัย

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP เปิดเผยว่า ทางกลุ่มคาดแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี หรือ GDP) ในปี 2568 มีโอกาสเติบโตราว 1.6% (อิงเบิกจ่ายบประมาณไม่ล่าช้า) เมื่อเทียบกับปี 2567 หลังแนวโน้มความกังวลเกี่ยวกับประเด็นการเบิกจ่ายประมาณปี 2569 เริ่มผ่อนคลาย ผลจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่เริ่มดูดีขึ้นส่วนในแง่ GDP ในปี 2569 มองเติบโต 1.5%

*ลุ้นเจรจาภาษีฉลุย

ขณะที่เรื่องเกี่ยวกับการเจรจาภาษีตอบโต้กับทางสหรัฐอเมริกาที่คืบหน้าขึ้น หลังล่าสุดทางนายพิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและทีมเจรจาของไทยนั้นได้เดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อดำเนินการเจรจาในรอบแรกแล้ว โดยเชื่อว่ามีโอกาสที่ทางทีมจะสามารถเจรจาให้ไทยได้รับส่วนลด (Discount) ราว 50% จากตัวเลขเดิมที่ทางสหรัฐอเมริกาจะเรียกเก็บภาษีตอบโต้สินค้าที่นำเข้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% ให้ปรับลงมาเหลือ 18% ในทิศทางเดียวกับประเทศเวียดนาม

ทั้งนี้ ล่าสุดทางเวียดนาม บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้อัตราภาษีที่จะถูกเรียกเก็บอยู่ที่ 20% จากก่อนหน้าที่อาจโดนสูงถึง 46%

พร้อมกันนี้ยังรวมถึงเรื่องนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัวจากปีก่อนซึ่งถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่หลังช่วงโควิดโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ในช่วงตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(YTD) ติดลบกว่า40%จากช่วงเดียวกันปีก่อนโดยการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในช่วง2ปีที่ผ่านมาอีกทั้งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีนี้จะทำได้เพียง34ล้านคนจากปีก่อนที่35.5 ล้านคนจึงทำให้จากเดิมที่คิดว่าเป็นแรงส่งของเศรษฐกิจกลับมาเป็นแรงฉุดแล้ว

ส่วนในแง่ความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนของภาคการส่งออกซึ่งแม้ว่าจะเห็นไตรมาส2/2568 การส่งออกดีมากแต่ไม่ได้สะท้อนการผลิตมากเท่าที่ควรซึ่งดูจากตัวเลขเดือนเมษายน -พฤษภาคม 2568 การส่งออกเพิ่มขึ้น 18% แต่ภาคการผลิตกลับเพิ่มขึ้นเพียง1.9%สะท้อนให้เห็นว่าที่ส่งออกไปไม่ได้ทำให้ภาคการผลิตดีขึ้นเลยหลังจากหดตัวต่อเนื่องในช่วง2ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารพาณิชย์ที่หดตัวต่อเนื่องมาหลายไตรมาส ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเรื่องการบริโภคในสินค้าที่ต้องการสินเชื่อ เช่น รถยนต์และอสังหาริมทรัพย์นั้นถือเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ หลังเห็นยอดการผลิตรถยนต์และยอดขายอสังหาริมทรัพย์ยังชะลอตัว

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามเรื่องความขัดแย้งในหลายประเทศหรือภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีความไม่แน่นอนที่อาจจะมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยอีกทางหนึ่งด้วย

ชูรพ.-สื่อสารหุ้นปลอดภัย

นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานที่ปรึกษาและบริหารการลงทุนลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคินภัทร จำกัด เปิดเผยว่า ทางฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2568 ยังคงแกว่งตัว โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,230 จุด ส่วนกรอบแนวรับอยู่ที่ 1,000 จุด

ขณะที่แนวทางการลงทุนในช่วงที่เหลือปี 2568 นั้นยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม อาทิ การเจรจาภาษีตอบโตกับทางสหรัฐอเมริกาของไทย ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมการส่งออกในช่วงที่เหลือปี 2568, การท่องเที่ยว, การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ หากต้องการลงทุนนั้นทางฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ ลงทุนในหุ้นปลอดภัย อาทิ กลุ่มโรงพยาบาล (รพ.) และกลุ่มสื่อสาร เนื่องจากกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งและมีรายได้ที่มั่นคง

ขณะที่บรรยากาศการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย วานนี้ (3 ก.ค.68) ปิดตลาดที่ระดับ 1,127.21 จุด บวก 11.52 จุด หรือคิดเป็น +1.03% โดยมีมูลค่าซื้อขายราว 3.48 หมื่นล้านบาท

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...