โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทริสฯหั่นเครดิต “TTCL” เหลือ BB+ แนวโน้ม “ลบ” ผลงานอ่อนแอ-ต้นทุนพุ่ง

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 16.14 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 09.14 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงานว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้มีการลดอันดับเครดิตองค์กรของบริษัท ทีทีซีแอล จํากัด (มหาชน) หรือ TTCL เป็น “BB+” จาก “BBB-” และปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Negative” หรือ “ลบ” จาก “Stable” หรือ “คงที่”

การลดอันดับเครดิตในครั้งนี้สะท้อนถึงผลการดําเนินงานของบริษัทที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเป็นผลมาจากต้นทุนที่สูงเกินกว่าประมาณการอย่างมีนัยสําคัญในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ และมูลค่างานในมือที่รอส่งมอบ (Backlog) ที่ลดลง

แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่ผลการดําเนินงานของบริษัทอาจอ่อนแอลงอีก เนื่องจากบริษัทต้องเผชิญความล่าช้าในการได้รับงานก่อสร้างโครงการใหม่ อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความตึงเครียดทางการค้าที่ยังคงดําเนินอยู่ นอกจากนี้ บริษัทยังเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนที่เกินงบประมาณ จากกรณีการยกเลิกสัญญาก่อสร้างโครงการพัฒนาพลังงานเชื้อเพลิงยั่งยืนของบริษัท บีเอสจีเอฟ จํากัด (BSGF) เนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างข้อพิพาทกับเจ้าของโครงการเกี่ยวกับต้นทุนเพิ่มเติมที่เกิดขึ้น

อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงผลงานในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้าง (Engineering, Procurement, and Construction - EPC) สําหรับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นที่ยอมรับ รวมถึงรายได้เงินปันผลที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศเมียนมา ตลอดจนความเสี่ยงจากลักษณะที่เป็นวงจรขึ้นลงของอุตสาหกรรมวิศวกรรมและการก่อสร้างอีกด้วย

ประเด็นสําคัญที่กําหนดอันดับเครดิต

ผลการดําเนินงานต่ำกว่าเป้าหมาย

ผลการดําเนินงานของบริษัทในปี 2567 ถึงไตรมาสแรกของปี 2568 ต่ำกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้ แม้ว่าบริษัทจะสามารถทํารายได้ในปี 2567 ได้ตามเป้า แต่บริษัทกลับรายงานผลขาดทุนสุทธิ 537 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากต้นทุนที่เกินงบประมาณในบางโครงการกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงาน ซึ่งเกิดจากความล่าช้าในการก่อสร้าง และต้นทุนวัสดุและอุปกรณ์ที่สูงกว่าที่ประเมินไว้

นอกจากนี้ การลงทุนของบริษัทในธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด “ชีวมวลอัดเม็ดดํา” ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยคาดว่าบริษัทจะต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า คาดว่าปริมาณการผลิตจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น โดยจะอยู่ที่ประมาณ 25% ของกําลังการผลิตทั้งหมดในปี 2568 และเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2570 ดังนั้น รายได้และกําไรจากธุรกิจนี้จึงคาดว่าจะยังอยู่ในระดับจํากัดในช่วง 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า

ส่งผลให้อัตรากําไรขั้นต้นรวมของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสําคัญเหลือเพียง 2.2% ในปี 2567 จากระดับ 7% ถึง 9% ในช่วงปี 2565 ถึง 2566 ขณะที่ในไตรมาส 1 ปี 2568 แม้อัตรากําไรขั้นต้นจะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 10.7% แต่บริษัทได้ตั้งสํารองหนี้สงสัยจะสูญจํานวน 188 ล้านบาทจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิ 92 ล้านบาทในช่วงเวลาดังกล่าวจากปัจจัยข้างต้น ส่งผลให้ EBITDA ของบริษัทกลับมาติดลบเล็กน้อยที่ราว 60 ล้านบาททั้งในปี 2567 และไตรมาสแรกของปี 2568 ซึ่งลดลงอย่างมากจากระดับ 622 ล้านบาทที่บริษัทเคยทําได้ในปี 2566

มูลค่างานในมือที่ลดลงอาจกระทบรายได้ในอนาคต

มูลค่างานก่อสร้างในมือที่รอส่งมอบของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีมูลค่างานในมือเหลืออยู่เพียง 5.3 พันล้านบาท ลดลงจากระดับเกือบ 2 หมื่นล้านบาทในปี 2566 โดยมูลค่างานในมือส่วนใหญ่จะถูกส่งมอบและรับรู้รายได้ภายในปีนี้ในปี 2567 บริษัทเซ็นสัญญารับงานใหม่ได้เพียง 3 พันล้านบาท และอีก 1.6 พันล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 1.8 หมื่นล้านบาทอย่างมากสาเหตุหลักเกิดจากการเลื่อนการประมูลงานโครงการ EPC หลายโครงการ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความตึงเครียดทางการค้าที่ดําเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

ในอนาคต ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้ราว 6.5 ถึง 7.5 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2568 ถึงปี 2569 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.0 พันล้านบาทในปี 2570 เมื่อพิจารณาจากมูลค่างานในมือในปัจจุบันโดยคาดว่าบริษัทจะได้ลงนามในสัญญาก่อสร้างใหม่ที่มูลค่าประมาณ 5 พันล้านบาทในปี 2568 และประมาณ 1 ถึง 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2569 ถึงปี 2570อัตรากําไรขั้นต้นของบริษัทคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ราว 7% ตลอดช่วงประมาณการขณะที่ EBITDA Margin มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจาก 2% ในปี 2568 เป็น 5% ในปี 2570 อย่างไรก็ตาม หากบริษัทไม่สามารถได้งานก่อสร้างใหม่เพิ่มเติม หรือหากอัตรากําไรของบริษัทลดลงอาจนําไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตเพิ่มเติมได้

เสี่ยงขาดทุนจากการยกเลิกสัญญา

ทริสเรทติ้งประเมินว่าความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกสัญญาก่อสร้างโครงการพัฒนาพลังงานเชื้อเพลิงยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการของ BSGF อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อความเสี่ยงด้านการเงินของบริษัท ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีลูกหนี้การค้าและรายได้ค้างรับที่ยังไม่เรียกเก็บจากโครงการดังกล่าวรวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 685 ล้านบาท หากบริษัทไม่สามารถเรียกเก็บเงินจํานวนนี้ได้ภายในกรอบระยะเวลา บริษัทอาจต้องตั้งสํารองหนี้สงสัยจะสูญในระดับสูง

นอกจากนี้ หากบริษัทมีเจ้าหนี้การค้าจํานวนมากที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ การที่ต้องชําระหนี้ให้กับซัพพลายเออร์โดยไม่ได้รับเงินชดเชยจากเจ้าของโครงการ จะส่งผลให้โครงสร้างเงินทุนและฐานะเครดิตของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมาก

มีผลงานเป็นที่ยอมรับในภาคอุตสาหกรรม

บริษัทเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง EPC รายใหญ่ในประเทศไทยซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านปิโตรเคมีและพลังงานทั้งนี้ ความเชี่ยวชาญในงาน EPC ของบริษัทถือเป็นจุดเด่นที่ทําให้บริษัทแตกต่างจากผู้รับเหมาทั่วไปในประเทศอย่างไรก็ตาม ขนาดธุรกิจของบริษัทนั้นยังค่อนข้างเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับผู้รับเหมาก่อสร้าง EPC ในต่างประเทศ ดังนั้น บริษัทจึงมีกลยุทธ์มุ่งเน้นไปที่โครงการขนาดกลางเพื่อใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านต้นทุนที่เหนือคู่แข่งต่างประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อสร้างซึ่งช่วยปูทางไปสู่สัญญางานก่อสร้าง EPC ที่มีมูลค่าสูงกว่า แม้โครงการเหล่านี้จะมีขนาดค่อนข้างเล็กก็ตาม

ลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทได้แก่กลุ่มบริษัทชั้นนําเช่น กลุ่ม ปตท. กลุ่มบางจาก และกลุ่มปูนซีเมนต์ไทย โดยที่ผ่านมา บริษัทเคยได้รับงานหลายโครงการจากลูกค้าเหล่านี้อย่างไรก็ตาม ภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดโลก ซึ่งเกิดจากการขยายกําลังการผลิตครั้งใหญ่ในประเทศจีน ประกอบกับการเติบโตของอุปสงค์ที่ชะลอตัว ส่งผลให้เจ้าของโครงการในประเทศไทยตัดสินใจเลื่อนการลงทุนโครงการออกไปเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวบริษัทจึงมีแผนมุ่งเน้นการขยายโอกาสเข้าร่วมการประมูลงานในต่างประเทศมากขึ้นอย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดต่างประเทศมีความรุนแรงมากกว่า และมีความเสี่ยงในระดับที่สูงกว่าตลาดในประเทศ

รายได้เงินปันผลที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า

การถือหุ้นสัดส่วน 43% ใน Toyo Thai Power Myanmar Co., Ltd. (TTPMC) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนาด 120 เมกะวัตต์ในประเทศเมียนมาซึ่งมีชื่อโครงการว่า “Ahlone” ช่วยสร้างรายได้จากเงินปันผลที่ค่อนข้างสม่ำเสมอให้แก่บริษัทและช่วยลดความเสี่ยงจากวงจรอุตสาหกรรมก่อสร้างผลการดําเนินงานของ TTPMC ยังคงแข็งแกร่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีความไม่สงบทางการเมืองและข้อจํากัดด้านเงินตราต่างประเทศในเมียนมาก็ตามปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในประเทศเมียนมาทําให้หน่วยงานด้านการไฟฟ้าของประเทศ (Electric Power Generation Enterprise --EPGE) ชําระค่าไฟฟ้าให้แก่บริษัทในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯตามกําหนดเวลาอย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปีที่ผ่านมา การลดลงของปริมาณก๊าซส่งผลให้ระดับการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าปกติ โดยคาดว่าปริมาณก๊าซจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้

เนื่องจากโครงการ Ahlone มีสถานะปลอดหนี้แล้วในขณะนี้การจ่ายเงินปันผลประจําปีของโครงการดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 140 ถึง 160 ล้านบาททั้งนี้ สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งยังไม่รวมการลงทุนก่อสร้างส่วนขยายของโครงการ Ahlone ตามแผนโดยทริสเรทติ้งมองว่าบริษัท ทีทีซีแอลจํากัด (มหาชน) 3 โครงการส่วนขยายนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในระยะอันใกล้นี้เนื่องจากบริษัทต้องใช้เงินลงทุนจํานวนมากประกอบกับยังมีความกังวลในหมู่ผู้ที่จะมาเป็นเจ้าหนี้และนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ยังคงดําเนินอยู่ในเมียนมาในเวลานี้อีกด้วย

ภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น

ภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัทกําลังเพิ่มขึ้น ณ เดือนมีนาคม 2568 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 40.5% จาก 31.8% ในปี 2566 และ 0.7% ในปี 2565 การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่สูงขึ้นในโครงการก่อสร้างที่บริษัทกําลังดําเนินอยู่และการขาดทุนจํานวนมากของบริษัทในปี 2567

ในอนาคต ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 45% ถึง 50% ในช่วงปี 2568 ถึงปี 2570 เนื่องจากบริษัทไม่คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนที่สําคัญๆประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง จึงคาดว่าค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนต่อปีของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 100 ถึง 150 ล้านบาทเมื่อพิจารณาจากกระแสเงินสดจากการดําเนินงานของบริษัทที่อ่อนแออัตราส่วนเงินทุนจากการดําเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินคาดว่าจะยังคงติดลบที่ประมาณ 3% ถึง 4% ในปี 2568 ก่อนจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 11% ภายในปี 2570 ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA นั้นคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 5 เท่าในปี 2570 จากระดับมากกว่า 10 เท่าในปี 2568 ถึงปี 2569 หากบริษัทสามารถได้งานโครงการก่อสร้างใหม่ตามแผนที่วางไว้

เงื่อนไขทางการเงินที่สําคัญของหุ้นกู้ข้อหนึ่งระบุให้บริษัทจะต้องดํารงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนไม่ให้เกินกว่า เท่า ซึ่ง ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 1.4 เท่า ทริสเรทติ้งจึงเชื่อว่าบริษัทน่าจะสามารถรักษาอัตราส่วนดังกล่าวให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการเงินเอาไว้ได้ในช่วงเวลาประมาณการ

สภาพคล่องคาดว่าจะเพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

สภาพคล่องคาดว่าจะเพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่าสภาพคล่องของบริษัทจะยังคงเพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดย ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีเงินสดในมือจํานวน 2.1 พันล้านบาท ขณะที่หนี้สินที่ครบกําหนดชําระภายใน 12 เดือนข้างหน้า มีจํานวนรวม 1.6 พันล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้นและสัญญาเช่าการเงินจํานวน 1 พันล้านบาท และหุ้นกู้จํานวน 0.6 พันล้านบาทเงินสดที่มีอยู่คาดว่าจะเพียงพอสําหรับรองรับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม หากมีความจําเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมมากขึ้น หรือเกิดความล่าช้าในการได้รับงานโครงการใหม่ อาจส่งผลให้สถานะสภาพคล่องของบริษัทเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว

โครงสร้างหนี้

ณ เดือนมีนาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจํานวน 3.5 พันล้านบาท โดยในจํานวนนี้เป็นหนี้ที่มีลําดับในการได้รับชําระคืนก่อน 57 ล้านบาทซึ่งประกอบด้วยหนี้เงินกู้ที่มีหลักประกันของบริษัทและหนี้เงินกู้ทั้งหมดที่ดําเนินการโดยบริษัทย่อยต่างๆทําให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลําดับในการได้รับชําระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 2%สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

  • บริษัทจะได้รับงานรับเหมาก่อสร้างใหม่ที่มูลค่า 5 พันล้านบาทในปี 2568 และที่มูลค่า 1 ถึง 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2569 ถึงปี 2570
  • อัตรากําไรขั้นต้นของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะอยู่ที่ 7% ในระหว่างปี 2568 ถึงปี 2570
  • EBITDA Margin จะอยู่ในช่วง 2% ถึง 5%
  • ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนจะอยู่ที่ 100 ถึง 150 ล้านบาทต่อปีในช่วง3 ปีข้างหน้า แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต

“Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึงความกังวลว่าผลการดําเนินงานของบริษัทอาจยังคงถดถอยต่อไป เนื่องจากมูลค่างานในมือที่รอส่งมอบในปัจจุบันสามารถสร้างรายได้ได้เพียง 1 ปีเท่านั้น โดยรายได้ในช่วงปี 2569 ถึงปี 2570 จะขึ้นอยู่กับความสําเร็จในการประมูลงานโครงการใหม่ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2568 เป็นหลักนอกจากนี้ บริษัทยังเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนที่อาจเกินงบประมาณจากกรณีการยกเลิกสัญญาโครงการพัฒนาพลังงานเชื้อเพลิงยั่งยืน

ปัจจัยที่อาจทําให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

แนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับเป็น “Stable” หรือ “คงที่” หากบริษัทสามารถได้งานก่อสร้างโครงการใหม่อย่างน้อยปีละ 1 ถึง 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2568 ถึงปี 2570 และสามารถปรับปรุงอัตราส่วนเงินทุนจากการดําเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินให้สูงกว่า 5% ได้อย่างต่อเนื่องในทางกลับกัน อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลง หากบริษัทไม่สามารถได้งานโครงการใหม่ได้เพียงพอเพื่อรักษาระดับกระแสเงินสดจากการดําเนินงาน หรือเกิดการขาดทุนจํานวนมากจากข้อพิพาทกรณีโครงการของ BSGF

อันดับเครดิตองค์กร: BB+

แนวโน้มอันดับเครดิต: Negative

(ณ วันที่ทบทวนล่าสุด: 4 ธันวาคม 2567)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...