โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ฮิปฮอป เพลง Diss Track ด่ากันผ่านบทเพลง ที่แลกด้วยเลือด-น้ำตา

SpringNews

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 08.23 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 07.46 น.

ในโลกของดนตรีฮิปฮอปที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์และการแข่งขัน "Diss Track" หรือเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อโจมตีศิลปินคนอื่นโดยเฉพาะ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ไม่อาจแยกจากกันได้

นี่ถือเป็นสมรภูมิของปะทะคารมด้วยไหวพริบทางภาษาและชั้นเชิงทางดนตรี แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าเส้นทางของมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงการเหน็บแนมกันบนเวที มันได้วิวัฒนาการจนกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีอเมริกา นั่นคือสงครามระหว่าง East Coast (ฝั่งนิวยอร์ก ) และ West Coast (ฝั่งแอลเอ) ได้เลย

ด่ากันผ่านบทเพลง เส้นทาง Diss Track ประวัติศาสตร์ฮิปฮอปด้วยเลือดและน้ำตา Credit ภาพ Netflix

จุดกำเนิด: เมื่อคำพูดกลายเป็นอาวุธ

วัฒนธรรมฮิปฮอป ถือกำเนิดขึ้นในย่านบร็องซ์ นครนิวยอร์ก ในช่วงทศวรรษ 1970 การ "แบทเทิล" หรือประชันความสามารถในการแร็พสดๆ คือหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมนี้ แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้การโจมตีคู่แข่งกลายเป็นศิลปะที่จับต้องได้ เกิดขึ้นในปี 1981 ในการปะทะกันระหว่าง Kool Moe Dee และ Busy Bee Starski คืนนั้น Kool Moe Dee ได้เปลี่ยนเวทีปาร์ตี้ให้กลายเป็นสมรภูมิแห่งไรม์

เขาฉีกแนวทางการแร็พเพื่อความบันเทิงทิ้งไป และใช้ความเฉียบคมทางภาษาโจมตีสไตล์ของ Busy Bee อย่างซึ่งหน้า เหตุการณ์ครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การแร็พสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือสร้างสรรค์และอาวุธทำลายล้าง

วัฒนธรรมนี้ได้ถูกบันทึกเป็นหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงในปี 1984 กับเหตุการณ์ "The Roxanne Wars" เมื่อแร็ปเปอร์สาวน้อยวัย 14 ปี Roxanne Shanté ปล่อยเพลง "Roxanne's Revenge" เพื่อตอบโต้เพลง "Roxanne, Roxanne" ของวง U.T.F.O. ความสำเร็จอย่างถล่มทลายของเพลงนี้ได้จุดประกายให้เกิดสงครามเพลงดิสเต็มรูปแบบครั้งแรก มีเพลงตอบโต้ปล่อยออกมาอีกนับไม่ถ้วน สร้างบรรทัดฐานใหม่และแสดงให้เห็นถึงพลังของเพลงดิสในการสร้างชื่อเสียงและขับเคลื่อนวงการ

ไม่นานหลังจากนั้น "The Bridge Wars" (1985) ก็ได้ตอกย้ำความสำคัญของเพลงดิสในฐานะเครื่องมือปกป้องศักดิ์ศรี เมื่อ KRS-One จากบร็องซ์ ปล่อยเพลง "The Bridge Is Over" เพื่อประกาศชัยชนะเหนือ MC Shan จากควีนส์บริดจ์ในศึกชิงความเป็น "ต้นกำเนิด" ของฮิปฮอป สงครามในช่วงทศวรรษ 1980 นี้ ได้วางรากฐานให้เพลงดิสกลายเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของฮิปฮอปอย่างสมบูรณ์

ด่ากันผ่านบทเพลง เส้นทาง Diss Track ประวัติศาสตร์ฮิปฮอปด้วยเลือดและน้ำตา Credit ภาพ Netflix

จุดทะลุองศาเดือด - เมื่อศิลปะแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น

ขณะที่เพลงดิสในช่วงแรกเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและเขตแดนทางดนตรี แต่ในทศวรรษ 1990 วัฒนธรรมนี้ได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่อันตราย เมื่อมันกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระหว่างสองชายฝั่งของอเมริกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ East Coast vs. West Coast rivalry

ความบาดหมางเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในปี 1994 เมื่อ ทูพัค ชาเคอร์ (2Pac) ศิลปิน Rapper ตัวแทนฝั่ง West Coast ถูกยิง 5 นัดในล็อบบี้ของสตูดิโอในนิวยอร์ก ทูพัครอดชีวิตมาได้พร้อมกับความเชื่อที่ว่า The Notorious B.I.G. (บิ๊กกี้) ศิลปินไอคอนจากฝั่ง East Coast มีส่วนรู้เห็นกับการโจมตีครั้งนี้ ความสงสัยนั้นถูกโหมกระพือให้รุนแรงขึ้นเมื่อบิ๊กกี้ปล่อยเพลง"Who Shot Ya?" ออกมา แม้จะมีการปฏิเสธว่าเพลงถูกเขียนขึ้นก่อนเกิดเหตุ แต่สำหรับทูพัคและชาว West Coast มันคือการเยาะเย้ยที่ไม่อาจให้อภัย

ความแค้นได้ปะทุถึงขีดสุดในปี 1996 เมื่อทูพัคปล่อยเพลง "Hit 'Em Up" ออกมา เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการดิส แต่คือการประกาศสงครามอย่างแท้จริง ทูพัคใช้ถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายโจมตีบิ๊กกี้และค่าย Bad Boy Records อย่างเจาะจงและเป็นส่วนตัว เขาได้ฉีกทุกกฎเกณฑ์ของเพลงดิสที่เคยมีมา และยกระดับความขัดแย้งจากสงครามน้ำลายไปสู่ความเกลียดชังที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ

ทูพัค ชาเคอร์ (2Pac) Credit ภาพ AFP

โศกนาฏกรรมที่เขียนด้วยเลือดและความสูญเสีย

น่าเศร้าที่สงครามครั้งนี้ไม่ได้จบลงแค่ในบทเพลง บรรยากาศของความเกลียดชังที่ถูกสร้างขึ้นได้นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่สั่นสะเทือนวงการเพลงทั้งโลก ในเดือนกันยายน 1996 ทูพัค ชาเคอร์ ถูกยิงเสียชีวิต และเพียงหกเดือนต่อมา บิ๊กกี้ก็ถูกลอบสังหารในลักษณะเดียวกัน

หากอยากลงลึกถึงรายละเอียดแบบลึกซึ้งกว่านี้ ในประเด็น สงครามแรปเปอร์สองฟากฝั่งครั้งนั้น สามารถเข้าไปหาดูเพิ่มเติมได้จากซีรีส์สารคดีเรื่อง Hip-Hop Evolution ทาง Netflix ได้เลย

เรื่องราวของDiss Track จากจุดเริ่มต้นในฐานะเวทีประลองปัญญาทางภาษา สู่การเป็นเชื้อไฟในสงครามที่จบลงด้วยความตายของสองศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของพวกเขา คือบทเรียนสำคัญที่ประวัติศาสตร์ฮิปฮอปต้องจารึกไว้ มันคือเครื่องเตือนใจว่าเมื่อเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างศิลปะและความรุนแรงในชีวิตจริงถูกทำลายลง ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเป็นความสูญเสียที่ไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนได้

ทูพัค ชาเคอร์ (2Pac) ในรูปแบบหุ่นขี้ผึ้ง Credit ภาพ AFP

ที่มา : yahoosubstackRoxanne Warsforbestheconversation

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...