โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมสรรพากร รุกใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ เก็บภาษี แทนออกภาษีใหม่ หลังประเมินการจัดเก็บรายได้จ่อ ‘ไม่ถึงเป้า’ ในปีงบ 68

THE STANDARD

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 11.57 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 11.57 น. • thestandard.co
กรมสรรพากร รุกใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ เก็บภาษี แทนออกภาษีใหม่ หลังประเมินการจัดเก็บรายได้จ่อ ‘ไม่ถึงเป้า’ ในปีงบ 68

กรมสรรพากร คาด การจัดเก็บรายได้ปีนี้เสี่ยง ‘ไม่ถึงเป้า’ แต่ยังไม่มีแผนออกมาตรการ ‘เก็บภาษี’ ใหม่ เหตุภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว จ่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีผ่านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทน พร้อมตั้งเป้าเป็นองค์กรที่ปรับใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ ภายในปี 2570

วันนี้ (29 กรกฎาคม) ปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งสิ้นสุดในสิ้นเดือนกันยายนนี้ อาจไม่ถึงเป้าหมายที่ 2.37 ล้านล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายในการจัดเก็บภาษี หลังผลกระทบของการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม ปิ่นสาย เปิดเผยว่า รายได้ที่กรมสรรพากรจัดเก็บเองอาจแตะระดับ 1.7 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปีงบประมาณนี้ กระนั้น การนำส่งรายได้ของสรรพากรที่จัดเก็บโดยหน่วยงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมที่ดิน หรือหน่วยงานอื่นๆ อาจเผชิญความท้าทาย เนื่องจากต้องเผชิญผลกระทบของการค้าโลก

ตามข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลังระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 1,353,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.5% แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 0.6%

ปิ่นสายอธิบายว่า ผลประกอบการของภาคธุรกิจ เติบโตแตกต่างกันไปตามกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) โดยตามการตรวจสอบ ‘ภ.ง.ด. 51’ หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (6 เดือน) พบว่า มีภาคธุรกิจเพียง 2 กลุ่มเท่านั้น ที่มีผลประกอบการดี ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) และกลุ่มธุรกิจการเงินส่วนใหญ่

ขณะที่กลุ่มธุรกิจเช่าซื้อ (Hire-Purchase) แม้จะอยู่ในภาคการเงิน แต่ก็มีผลประกอบการไม่ดีนัก ตลอดจนภาคธุรกิจส่วนใหญ่ เช่น ขนส่ง รถยนต์ ภาคการผลิตและโครงสร้าง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) น้ำมันและปิโตรเคมี ก็มีผลประกอบการไม่ดีเช่นกัน

ไม่ออกภาษีใหม่ มุ่งเป้าใช้ AI ลดเวลา เพิ่มรายได้

ปิ่นสายกล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลจะมีแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมต่อการออกมาตรการจัดเก็บภาษีใหม่เพิ่มเติม กรมสรรพากรจึงต้องหันมามุ่งเน้น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีผ่านการใช้ AI แทน

ซึ่งกรมสรรพากรหันมาจับมือกับ สวทช. และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อมุ่งเป้า สู่เป็นองค์กรที่ปรับใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2570

โดย สวทช. จะมีส่วนช่วยในเรื่องของเทคโนโลยี และการฝึกอบรมบุคลากร ขณะที่ธนาคารกรุงไทย มีส่วนช่วยด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ซึ่งมี ‘วายุ คลาวด์’ เป็นพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาการประยุกต์ใช้ AI แล้ว 4 โครงการ ประกอบด้วย

  • AI แชตบอทช่วยตอบปัญหาเรื่องภาษี ซึ่งอนาคตจะปรับให้มีการตอบโต้ในรูปแบบเสียง
  • ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์การจัดเก็บภาษีจากฐานข้อมูลที่มีอยู่มหาศาล
  • ช่วยสแกนเอกสารข้อมูลที่ยังเป็นกระดาษ เพื่อเติมข้อมูลเข้าระบบ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการประมวลผลให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
  • ช่วยเรื่องข้อมูลหลังบ้านจัดระเบียบข้อมูลผู้ใช้งานให้เป็น One Portal, One Profile เพื่อติดตามพฤติกรรมการเสียภาษีรายบุคคล

ทั้งนี้ ปิ่นสายกล่าวว่าโครงการที่ดำเนินไปแล้วส่วนใหญ่เป็นงานสนับสนุน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า AIสามารถลดเวลางานลงเหลือเพียง 6 ชั่วโมง จากที่ต้องใช้แรงคนถึง 100 ชั่วโมง เมื่อทำงานตามวิธีปกติ

สุดท้ายแล้ว ปิ่นสายหวังว่า กรมสรรพากรจะสามารถนำ AI มาช่วยหาแหล่งรายได้เพิ่ม รวมถึงหาฐานภาษีใหม่ เพื่อเพิ่มรายรับภาษีต่อไปในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...