โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ททท.’ อัดแผนควิกวิน ‘จีนเที่ยวไทย’ มอบตราสัญลักษณ์ ‘ความปลอดภัย’ ปลุกเชื่อมั่น!

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 28 มิ.ย. 2568 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2568 เวลา 01.11 น.

เท่ากับว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องออกแรงดึงนักท่องเที่ยวอีกถึง 4.73 ล้านคน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 6.9 ล้านคนตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางไว้

เอิบลาภ ศรีภิรมย์ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ททท.เดินหน้าแผนควิกวิน (Quick Win) จัดทำโครงการ “ไทยแลนด์ เซฟ ทราเวล แสตมป์ (Thailand Safe Travel Stamp) มอบ “ตราสัญลักษณ์ด้านความปลอดภัย” แก่สถานประกอบการท่องเที่ยวไทย เพื่อปรับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาด “นักท่องเที่ยวจีน”

หลังจาก ททท. ได้จัดแคมเปญ“สวัสดี หนีห่าว” (Sawassdee Nihao) เมื่อวันที่ 28 พ.ค. - 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา มุ่งสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นมิตร เพื่อสร้างความมั่นใจในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวจีน ด้วยการนำตัวแทนบริษัทนำเที่ยวจำนวน 400 ราย สื่อมวลชนและผู้นำทางความคิด (KOLs) อีก 200 ราย รวมทั้งหมด 600 ราย เดินทางสำรวจบรรยากาศและสินค้าการท่องเที่ยวในไทย

“จริงๆ แล้วประเทศไทยเป็นเดสติเนชันที่ปลอดภัยมาก แต่พอเจอบางเหตุการณ์เข้าไปเมื่อต้นปี ทำให้นักท่องเที่ยวจีนไม่มั่นใจในการเดินทางเข้าไทย ขณะที่ตลาดอื่นๆ ยังมั่นใจ มีการเดินทางดีต่อเนื่อง ททท.จึงต้องเร่งจัดทำโครงการ Thailand Safe Travel Stamp ให้แล้วเสร็จก่อนถึงช่วงโกลเด้นวีคหยุดยาววันชาติจีนในเดือน ต.ค.นี้ หวังช่วยปิดจุดอ่อนปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัยในสายตานักท่องเที่ยวจีน เมื่อฟื้นภาพลักษณ์ได้ดีขึ้น ก็จะทำให้ตลาดอื่นๆ ได้อานิสงส์ดีตามไปด้วย”

สำหรับ “หลักเกณฑ์” การพิจารณาเบื้องต้น จะมี 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ความปลอดภัยในสถานประกอบการ 2.ความปลอดภัยในการชำระเงิน 3.การสื่อสารภาษาต่างประเทศ และ 4.ความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง

“เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการนี้ ผู้ประกอบการสามารถสมัครเข้าร่วมประเมินตนเองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะต้องเป็นธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่มีการจดทะเบียนและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นคณะกรรมการจะดำเนินการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์และแจ้งผล ตามด้วยการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมาย หนึ่งในแนวทางสำคัญคือนำตราสัญลักษณ์ด้านความปลอดภัยไปโปรโมตบนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (F.I.T.)”

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายที่ ททท.จะสร้างการรับรู้เพื่อดึงเข้ามาร่วมโครงการนี้คือ “ผู้ประกอบการที่ผ่านมาตรฐาน SHA”(Safety and Health Administration) ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยด้านสุขอนามัยสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย เกิดขึ้นตอนวิกฤติโควิด-19 ระบาดเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ผ่านมาตรฐาน SHA จาก 10 ประเภทกิจการ รวม 50,778 แห่ง ได้แก่ กลุ่มภัตตาคารและร้านอาหาร 22,092 แห่ง กลุ่มที่พักและโฮมสเตย์ 7,329 แห่ง กลุ่มนันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว 1,547 แห่ง กลุ่มยานพาหนะ 7,094 แห่ง กลุ่มบริษัทนำเที่ยว 2,074 แห่ง กลุ่มสุขภาพและความงาม 1,341 แห่ง กลุ่มห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า 627 แห่ง กลุ่มกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว 275 แห่ง กลุ่มการจัดกิจกรรม ประชุม โรงละคร และโรงมหรสพ 473 แห่ง และกลุ่มร้านค้าของที่ระลึกและร้านค้าอื่นๆ 7,926 คน

ด้านกรอบเวลาในการดำเนินการ วางไทม์ไลน์ไว้ว่าในเดือน ก.ค. 2568 จะตั้งคณะกรรมการจัดทำเกณฑ์และวิธีการรับสมัครผู้ประกอบการ ตามด้วยการประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครผู้ประกอบการผ่านช่องทางต่างๆ จากนั้นในเดือน ส.ค. 2568 จัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์ และในเดือน ต.ค. 2568 เป็นต้นไป ดำเนินการรับสมัครและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้โครงการอย่างต่อเนื่อง

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวเสริมว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. สมาคมฯ เป็นหนึ่งในตัวแทนภาคเอกชนท่องเที่ยวประชุมร่วมกับ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และคณะผู้บริหารเกี่ยวกับแผนควิกวินจัดทำโครงการ Thailand Safe Travel Stamp ซึ่งสมาคมฯมองว่าเป็นโครงการที่ดีมาก หวังว่าจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนได้ โดยเฉพาะกลุ่ม F.I.T.

ก่อนหน้านี้ จักรพล ตั้งสุทธิธรรมผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ข้อมูลว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการและรายการ กระตุ้นเศรษฐกิจ” จำนวน 110,000 ล้านบาท จากกรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาทตามที่กระทรวงการคลังเสนอมา โดยเป็นงบของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์การจัดสรรฯ และมีความสำคัญสูง จำนวน 420 โครงการ 922 รายการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,052 ล้านบาท

บางส่วนของงบดังกล่าว จะนำไปดำเนินโครงการ “ไทยแลนด์ ซัมเมอร์ บลาสต์ - ไชน่า แอนด์ โอเวอร์ซี มาร์เก็ต สติมูลัส แพลน”(Thailand Summer Blast-China & Overseas Market Stimulus Plan) งบ 750 ล้านบาท ส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุน เที่ยวบินเช่าเหมาลำ”(ชาร์เตอร์ไฟลต์) จากจีนและตลาดอื่นๆ บินตรงเข้าไทย นอกจากนี้ยังมีโครงการสนับสนุนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) งบ 800 ล้านบาท เพื่อเสนอขายสินค้าและบริการท่องเที่ยวไทย

ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพรนายกกิตติมศักดิ์และประธานที่ปรึกษาอาวุโส สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)ประเมินว่า ตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” เดินทางเข้าไทยปี 2568 จะมีจำนวน “5 ล้านคน” ถ้าทำตลาดให้ดี มีการกระตุ้น เช่น ตลาดเที่ยวบินเช่าเหมาลำเพิ่มเติม จะทำให้แนวโน้มมีนักท่องเที่ยวจีนแตะ 6 ล้านคน ก็ถือว่าเต็มที่มากแล้วในปีนี้ แม้จะน้อยกว่าปี 2567 ซึ่งปิดที่ตัวเลข 6.7 ล้านคน แต่เป็น “ความจริงที่ต้องยอมรับ” ว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนต่ำกว่าเป้าหมาย 6.9 ล้านคนตามที่ ททท.ตั้งเป้าเอาไว้ล่าสุด!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...