Morgan Stanley อัปเกรดตลาดหุ้นบราซิล “Overweight” ลุ้นผลตอบแทนเพิ่ม 15–20% สิ้นปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Morgan Stanley ระบุในบทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนหุ้นละตินอเมริกา ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ว่า ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นบราซิลสู่ระดับ “Overweight” หรือให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด หลังประเมินว่าบราซิลมีแนวโน้มเข้าสู่ทิศทางใหม่ที่เอื้อต่อการลงทุน โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การปรับสมดุลเงินลงทุนจากตราสารหนี้เข้าสู่ตลาดหุ้นและการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลต้องเดินหน้าสร้างวินัยทางการคลังและลดความเสี่ยงด้านฐานะการคลังอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นบราซิลจะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกราว 10% ขณะที่ค่าเงินบราซิลมีโอกาสแข็งค่าขึ้นอีกราว 10% ภายในสิ้นปี หากส่วนชดเชยความเสี่ยงของตลาด หรือ Risk Premium ปรับตัวลดลงตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ฟื้นตัว
นอกจากนี้ แม้ตลาดหุ้นบราซิลจะปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 13% ในช่วงล่าสุด แต่ฝ่ายวิจัยยังคาดว่า ตลาดมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกราว 15–20% หรือมากกว่าภายในสิ้นปี และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2570 โดยในกรณีเชิงบวก หรือ Bull Case ดัชนีตลาดหุ้นบราซิลมีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับประมาณ 250,000 จุด หากการดำเนินนโยบายการคลังเป็นไปในทิศทางที่เอื้อต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
จากมุมมองดังกล่าว จึงมีการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในบราซิล พร้อมเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีค่า Beta สูง ทั้งในพอร์ตจำลองของบราซิลและละตินอเมริกา โดยมองว่า ประเด็นสำคัญของรอบการลงทุนครั้งนี้คือการปรับสมดุลเงินลงทุนในระยะหลายปี จากตราสารหนี้กลับเข้าสู่ตลาดหุ้น หลังอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงทำให้นักลงทุนบราซิลลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ย้ำว่า การปรับสมดุลดังกล่าวจำเป็นต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการปรับฐานะการคลังอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการลดต้นทุนเงินทุนในระยะยาว ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศอาจเผชิญการชะลอตัวบางส่วน โดยในเชิงกลยุทธ์ยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มบริการทางการเงินมากขึ้น
ทั้งนี้ มูลค่าหุ้นที่สามารถซื้อขายได้อย่างเสรี หรือ Free Float ของตลาดหุ้นบราซิลอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยังมีเม็ดเงินจากนักลงทุนในประเทศ นักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ และนักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นบราซิล หากปัจจัยด้านนโยบายและความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้น
สำหรับความเสี่ยงสำคัญ ทิศทางการเมืองของบราซิลยังไม่มีข้อสรุปอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากผลทางการเมืองเกี่ยวกับประธานาธิบดีคนใหม่ยังไม่ได้รับการยืนยันขั้นสุดท้าย ขณะเดียวกัน การสร้างวินัยทางการคลังยังคงเป็นปัจจัยจำเป็น หากบราซิลต้องการลดต้นทุนทางการเงินและต้นทุนเงินทุนของภาคธุรกิจลงอย่างยั่งยืน
ในส่วนของโครงสร้างตลาด บทวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนบราซิลลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จากผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนในหุ้นภายในประเทศอยู่ที่เพียงประมาณ 5% สูงกว่าจุดต่ำสุดตลอดกาลที่ 4.6% เพียงเล็กน้อย และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 8.5% รวมถึงต่ำกว่าระดับสูงสุดในอดีตที่ 15%
ขณะเดียวกัน สัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ Investment-to-GDP ของบราซิลอยู่ที่ประมาณ 17% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในละตินอเมริกา สะท้อนข้อจำกัดด้านการลงทุนที่สะสมมาเป็นเวลานาน
ฝ่ายวิจัยมองว่า รูปแบบการคลังของบราซิลในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเข้าสู่ข้อจำกัด ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอาจเปิดโอกาสให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่แนวทางใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างวินัยทางการคลังมากขึ้น ควบคู่กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งในระยะยาวอาจช่วยเปิดพื้นที่ให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมามีบทบาทมากขึ้น
แม้กระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาหลายปี แต่บราซิลยังมีศักยภาพเชิงโครงสร้างในระดับสูง โดยเฉพาะจากฐานการส่งออกที่แข็งแกร่ง การขยายตัวของการผลิตน้ำมันและสินค้าเกษตร ตลอดจนศักยภาพในการรองรับการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในอนาคต
สำหรับกลยุทธ์รายกลุ่ม มีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มบริการทางการเงินและสาธารณูปโภค ขณะที่ยังคงให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในหุ้นกลุ่มพลังงาน ทรัพยากรแร่ และฮาร์ดแวร์ โดยพอร์ตการลงทุนยังคงเน้นธีมที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของเงินลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Capex
ทั้งนี้ หากต้นทุนเงินทุนของบราซิลปรับตัวลดลง จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเปิดโอกาสให้บราซิลมีส่วนร่วมกับวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ในระดับภูมิภาคมากขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ การเลือกตั้งในบราซิลเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายประเทศของภูมิภาค อาทิ ชิลี อาร์เจนตินา เปรู และโคลอมเบีย ซึ่งอาจสะท้อนแนวโน้มการเคลื่อนตัวออกจากกระแสประชานิยมฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกา
หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป อาจช่วยลดต้นทุนเงินทุนของภูมิภาค สนับสนุนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ เพิ่มความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ และเพิ่มโอกาสให้ละตินอเมริกามีบทบาทมากขึ้นในวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ของโลก
สำหรับภาวะตลาดล่าสุด บทวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดหุ้นบราซิลเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “Honeymoon Stage” ภายหลังความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ Flávio Bolsonaro โดยดัชนี MSCI Brazil ปรับตัวโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคและตลาดโลกอย่างชัดเจน