โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

'ช้างป่าแอฟริกัน' ช่วยป่าไม้กักเก็บคาร์บอนมากขึ้นผ่านการเหยียบย่ำผืนป่า

Environman

เผยแพร่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 10.02 น.

วิจัยพบช้างป่าแอฟริกัน มีส่วนในการแก้ปัญหาโลกรวน ด้วยการเหยียบย่ำผ่านผืนป่า ปลดปล่อยสารอาหารและเมล็ดพันธุ์พืชพร้อมอุจจาระ ช่วยให้ต้นไม้เติบโตได้ดีขึ้น เพิ่มการกักเก็บคาร์บอนปริมาณมหาศาล

ใจกลางป่าในแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก เหล่าช้างป่าแอฟริกันเดินเหยียบย่ำไปตามผืนป่า และต้นไม้ใบหญ้า เป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้ฟังดูแปลกใหม่อะไร แต่งานวิจัยจากปี 2019 ชี้ว่า สิ่งที่ช้างป่ากำลังทำอยู่นั้น ความจริงแล้วมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาโลกรวนมากกว่าที่เราคิด!

งานวิจัยพบว่าการที่ช้างเหยียบย่ำพืชขนาดเล็กในป่านั้น ช่วยลดการแข่งขันในการใช้ทรัพยากร ต้นไม้ใหญ่จึงสามารถเติบโตได้ดีขึ้น และกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้นถึง 9,500 เมตริกตัน ต่อเนื้อที่หนึ่งตารางกิโลเมตร ซึ่งจำนวนนี้เทียบเท่ากับคาร์บอนจากรถยนต์ถึง 2,047 คันเลยทีเดียว!

นอกจากนี้ ช้างป่ายังช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์และสารอาหารผ่านอุจจาระ ทำให้พวกมันมีส่วนอย่างมาก ในการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่สัตว์อีกมากมายต่างต้องพึ่งพา ซึ่งหากช้างป่าสูญพันธุ์ไป เราอาจสูญเสียคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในป่าแอฟริกากลางถึง 7% หรือประมาณ 3 พันล้านตัน

สิ่งที่น่ากังวลคือในปัจจุบัน ช้างป่าแอฟริกันมีความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต ในช่วงปี 1970 ประชากรช้างป่าแอฟริกันนั้น มีอยู่ราว ๆ 1.2 ล้านตัว แต่ในปี 2013 กลับเหลืออยู่แค่ประมาณ 100,000 ตัวเท่านั้น โดยภัยคุกคามหลักนั้น มาจากการตัดไม้ทำลายป่าและการลักลอบฆ่าช้างเพื่อเอางาไปขาย

ที่มา

https://inhabitat.com/forest-elephants-slow-climate-change/

https://www.bbc.com/…/20220414-how-africas-forest…

งานวิจัย

https://www.nature.com/articles/s41561-019-0395-6

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...