โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดคอขวดทางภูมิศาสตร์ (Chokepoint)อาวุธเศรษฐกิจ ที่หลายชาติใช้ตอบโต้ทรัมป์

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : Current Affairs

ในบทความของ New York Times เรื่อง ตั้งแต่จีนจนถึงอิหร่าน ชาติคู่แข่งสหรัฐอเมริกาหันมาใช้ “คอขวดทางภูมิศาสตร์” (chokepoint) ทำการตอบโต้ นโยบายการรุกรานทั่วโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ นโยบายของทรัมป์ ตั้งแต่มาตรการภาษีที่สูงจนถึงสงครามอิหร่าน ทำให้บางชาติค้นพบวิธีการใหม่ ที่ได้ผลในตอบโต้กลับ คือการใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่ในการควบคุมจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ มาสร้างความเสียหายแก่สหรัฐฯและเศรษฐกิจโลก

หนึ่งในคอขวดทางภูมิศาสตร์คือ ช่องแคบฮอร์มุซ เศรษฐกิจอิหร่านมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของเศรษฐกิจโลก แต่อิหร่านมีอำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือ ที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 20% ของโลก นับจากที่สหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดลง การขนส่งพลังงาน ปุ๋ยเคมี และสินค้าอื่นๆ ต้องยุติลงไป ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

ใช้ “ช่องแคบ” ทางการค้าเพื่อตอบโต้ทรัมป์

เมื่อเดือนเมษายน 2025 ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลก และเรียกวันนั้นว่า “วันการปลดปล่อย” กลุ่มเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง EU ยอมทำตามที่ทรัมป์ต้องการ แต่จีนตอบโต้ด้วยภาษีทรัมป์ ด้วยมาตรการใบอนุญาตควบคุมการส่งออกแร่หายาก ทำให้จีนมีอำนาจควบคุมระบบการผลิตของโลก

อุตสาหกรรมรถยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องบินรบ และสินค้าอื่นๆ ล้วนต้องใช้แร่หายาก ที่ทำจากเหมืองแร่ในจีน และเป็นอุตสาหกรรม ที่ทรัมป์ต้องการให้ฟื้นการผลิตขึ้นมาในสหรัฐฯ แม้จีนจะอนุญาตให้มีการส่งออก แต่ผู้ผลิตหลายรายยังมีปัญหาขาดแคลน ความจริงที่มักไม่ยอมรับกันมีอยู่ว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯจะมีอำนาจมหาศาล แต่การตัดขาดจากโลก จะเกิดความเสียหายอย่างมาก

ที่มาภาพ : amazon.com

Edward Fishman ผู้เขียนหนังสือ Chokepoints กล่าวว่า เมื่อปีที่แล้ว โลกเราได้เห็นเรื่องที่ว่า การควบคุมแร่หายากของจีน ทำให้ทรัมป์ต้องเป็นฝ่ายถอย และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับจีน มกราคมที่ผ่านมา เมื่อทรัมป์ขู่จะบุกยึดเกาะกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก เจ้าหน้าที่ในยุโรปมองหาสิ่งที่เป็น “ช่องแคบการค้า” กับสหรัฐฯ เพื่อใช้ตอบโต้ทรัมป์ บทเรียนคือว่า วิธีการรับมือกับการบีบบังคับทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ คือต่อสู้กลับ อิหร่านกำลังพิสูจน์สิ่งนี้เช่นกัน

สหรัฐฯมีประวัติมานานที่ใช้ห่วงโซ่อุปทานเป็นอาวุธ ตั้งแต่การใช้วิธีการควบคุมระบบธนาคารระหว่างประเทศ มาลงโทษประเทศที่เป็นศัตรู มาจนถึงการพยายามยับยั้งเทคโนโลยี AI ไม่ให้ตกอยู่กับจีน แต่ในสมัยของทรัมป์ ได้เพิ่มความเป็นปรปักษ์มากขึ้นกับประเทศต่างๆ ตั้งแต่การใช้วิธีการด้านภาษีไปจนถึงการโจมตีทางทหาร

หลักพื้นฐานของทรัมป์มีอยู่ว่า สหรัฐฯสามารถใช้อำนาจของตัวเอง มาเป็นประโยชน์แก่สหรัฐฯ เช่น การเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่สุดของโลก สามารถบังคับให้ประเทศอื่น ทำการค้าตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ หรือการมีอำนาจทางทหารมากสุดของโลก ทำให้สามารถเปลี่ยนผู้นำประเทศในเวเนซูเอลาหรืออิหร่าน

ยุคใช้เศรษฐกิจโลกเป็นอาวุธ

Chokepoints หนังสือของ Edward Fishman ที่กล่าวถึงการใช้เศรษฐกิจโลก ให้กลายมาเป็นอาวุธของสงคราม โดยกล่าวว่า มีบางจุดในโลก จากปัจจัยด้านฐานะทางภูมิศาสตร์อย่างเดียว ทำให้มีชื่อเสียงที่ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มาตลอด ช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) ร่องน้ำแคบๆผ่านใจกลางนครอิสตันบูล ที่แบ่งแยกพรมแดนยุโรปกับเอเชีย คือหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าว

ช่องแคบบอสฟอรัสนี้คือ เส้นทางน้ำระหว่างดินแดนที่ทรัพยากรมั่งคั่งในทะเลดำ มาสู่ท่าเรือต่างๆในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นจุดที่อาณาจักรในอดีตทั้งรุ่งเรื่องและล่มสะลายมาแล้ว ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล นครรัฐเอเธนส์อาศัยช่องทางเดินเรือนี้ เพื่อให้ได้อาหาร จากดินแดนที่ปัจจุบันคือยูเครน สงครามเอเธนส์กับสปาร์ต้าสิ้นสุดลง เมื่อพวกสปาร์ต้าเข้าควบคุมบอสฟอรัส ตัดเส้นทางอาหารของเอเธนส์

ช่องแคบบอสฟอรัสคือตัวอย่างของ “จุดคอขวด” (chokepoint) ที่เป็นประตูที่มีความสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศ การควบคุมเส้นทางนี้ทำให้เกิดอำนาจมหาศาล และการปิดกั้นก็สามารถทำลายฝ่ายตรงกันข้ามได้อย่างสิ้นเชิง

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2022 ช่วงที่รัสเซียกำลังทำสงครามกับยูเครน ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยไมล์ เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากต้องจอดเรียงราย เพราะไม่สามารถแล่นผ่านช่องแคบ การปิดช่องแคบนี้หากเกิดขึ้นยาวนาน จะทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน ความแออัดของจราจรทางเรือ ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุใดๆ

แต่การติดขัดของการเดินเรือ มีสาเหตุจากสหรัฐฯและพันธมิตร ได้ประกาศระเบียบใหม่ว่า บริษัทตะวันตกไม่สามารถบรรทุก ทำประกัน หรือให้เงินทุนแก่เรือบรรทุกน้ำมันจากรัสเซีย ที่ขายในราคาสูงกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาตรการนี้ต้องการจำกัดรายได้รัสเซีย และบั่นทอนกำลังเศรษฐกิจในการทำสงครามยูเครนของรัสเซีย มาตรการตะวันตกทำให้เห็นว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ธุรกิจค้าน้ำมันโลก จะไม่ใช้บริการต่างๆของฝ่ายตะวันตก

เมื่อเศรษฐกิจโลกกลายเป็นสนามรบ อาวุธที่นำมาใช้คือการคว่ำบาตร การควบคุมการส่งออก และการห้าม หรือจำกัดการลงทุน ผู้บัญชาการไม่ใช่ทหารยศนายพล แต่เป็นนักกฎหมาย นักการทูต และนักเศรษฐศาสตร์ จุดแข็งของสหรัฐฯไม่ใช่แสนยานุภาพทางทหาร แต่เป็นอำนาจควบคุมระบบการเงินระหว่างประเทศ และเทคโนโลยี

จุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ของการขนส่งทางทะเลโลก ที่มาภาพ : nature.com

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ

ส่วน Wall Street Journal รายงานถึงความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซไว้ว่า นับจากที่อิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบนี้ เป็นการสร้างความเป็นจริงใหม่ของเศรษฐกิจโลกขึ้นมา ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์น้ำมันหายไปจากตลาดเกือบ 500 ล้านบาร์เรล ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น และห่วงโซ่อุปทานเกิดการหยุดชะงัก

โดนัลด์ ทรัมป์บอกกับบรรดาที่ปรึกษาว่า ยินดีที่จะยุติปฏิบัติการทางทหาร แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดอยู่ก็ตาม หากเป็นไปตามที่ทรัมป์กล่าว จะเป็นหายนะภัยต่อตลาดพลังงาน เพราะน้ำมันจะถูกเก็บค่าธรรมเนียมจากอิหร่าน และสถานการณ์ความไม่แน่นอนจะสูงมาก

บริษัทวิจัย S&P Global Market Intelligence เปิดเผยว่า นับจากเกิดสงครามอิหร่าน การจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซพังลงทันที การเดินเรือหายไป 95% เดือนมีนาคม มีเรือผ่านช่องแคบเฉลี่ยน้อยกว่าวันละ 5 ลำ เดือนกุมภาพันธ์ มีเรือแล่นผ่านเฉลี่ยวันละ 140 ลำ เท่ากับว่า น้ำมัน 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเดือนหนึ่ง 450 ล้านบาร์เรล หายไปจากตลาดโลก

การปล่อยให้เส้นทางทางน้ำ ตกอยู่ในการควบคุมของอิหร่าน จะเป็นผลเสียร้ายแรงต่อระเบียบโลกเรื่อง กฎหมายทางทะเล ที่ระเบียงเส้นทางทางทะเลที่สำคัญของโลก ต้องสามารถผ่านเข้าออกได้จากเสรี แต่อิหร่านกลับมองว่า อำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แสดงให้เห็นว่า อิหร่านยังได้เปรียบ ในการทำสงครามกับสหรัฐฯและอิสราเอล

เอกสารประกอบ

Rival Nations Seize on Choke Points to Counter Trump, April 2, 2026, nytimes.com

Chokepoints: How the Global Economy Became a Weapon of War, Edward Fishman, 2025, Elliott & Thompson

Strait Looms Large Over Global Economy, April 02, 2026, The Wall Street Journal

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...