8 เมษายน 2537 วันประวัติศาสตร์แห่งลุ่มน้ำโขง ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก หมุดหมายสำคัญ ‘สะพานมิตรภาพไทย-ลาว’ เชื่อมเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
8 เมษายน 2537 ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก สัญลักษณ์เชื่อมสองฝั่งโขง สู่ประตูเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ลาว เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อมจังหวัดหนองคายของไทยกับฝั่งท่าเดื่อ ใกล้นครหลวงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาว และถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกในพื้นที่ตอนล่างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคนี้
พิธีเปิดในวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิดใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศอย่างชัดเจน เพราะมีทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ฝ่ายไทย ผู้นำลาว และฝ่ายออสเตรเลียเข้าร่วม โดยรัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการศึกษาความเป็นไปได้ การออกแบบ และการก่อสร้างสะพาน ด้วยงบประมาณราว 42 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ระหว่างปี 2534-2537
สะพานแห่งนี้มีความยาวประมาณ 1,170-1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร รองรับการจราจร 2 ช่องทาง มีทางเดินเท้า และมีแนวทางรถไฟอยู่ตรงกลางสะพาน ทำให้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานถนนธรรมดา แต่เป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินทางและการขนส่งระหว่างไทยกับลาว
ก่อนหน้าการมีสะพานมิตรภาพฯ การเดินทางข้ามแม่น้ำโขงบริเวณหนองคาย-เวียงจันทน์ต้องพึ่งเรือหรือแพเป็นหลัก ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลา ความสะดวก และปริมาณการขนส่ง แต่เมื่อสะพานเปิดใช้อย่างเป็นทางการ เส้นทางดังกล่าวก็กลายเป็นประตูบกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทยสู่ลาว และต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในเวลาต่อมา
ในด้านเศรษฐกิจ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกมีบทบาทชัดเจนในการกระตุ้นการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการเดินทางของภาคธุรกิจ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจควบคู่กับความร่วมมือด้านสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ขณะที่ฝ่ายลาวระบุว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สะพานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองชาติอย่างต่อเนื่อง
ในด้านสังคม สะพานแห่งนี้ช่วยลดระยะห่างของผู้คนสองฝั่งโขงลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่แม่น้ำโขงเป็นทั้งเส้นทางชีวิตและเส้นแบ่งเขตแดน เมื่อมีสะพาน การเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติ ติดต่อธุระ ศึกษา รักษาพยาบาล หรือทำงานระหว่างไทยกับลาวก็สะดวกขึ้นมาก สะพานมิตรภาพฯ จึงไม่ได้เชื่อมเพียงถนน แต่เชื่อม “ชีวิตประจำวัน” ของประชาชนสองประเทศเข้าด้วยกัน
ส่วนในด้านวัฒนธรรม สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าโครงสร้างคอนกรีต เพราะไทยและลาวมีความสัมพันธ์ทางภาษา ประเพณี และวิถีชีวิตร่วมกันมายาวนาน การมีสะพานข้ามโขงแห่งแรกจึงยิ่งทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเกิดขึ้นได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น เปลี่ยนพรมแดนจากจุดแบ่งแยก ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพอย่างแท้จริง
อีกมุมหนึ่ง สะพานแห่งนี้ยังมีความหมายทางการเมืองและการทูตไม่น้อย เพราะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หลังจากบรรยากาศความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็นค่อย ๆ คลี่คลายลง สะพานมิตรภาพไทย-ลาวจึงเป็นหลักฐานว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้จริง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง
การที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานด้วยพระองค์เอง ยิ่งทำให้วันที่ 8 เมษายน 2537 มีความหมายพิเศษในความทรงจำของคนไทย โดย ททท. ระบุว่า ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น ยังมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินร่วมด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของโครงการนี้ในฐานะเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันนี้ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 ไม่ได้เป็นเพียงสะพานแห่งแรกที่พาดผ่านแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่คือจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการเชื่อมโยงใหม่ของไทยและลาว ทั้งในมิติการค้า การเดินทาง การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ของประชาชน และการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน สะพานแห่งนี้จึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และเครื่องพิสูจน์ว่าโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งแห่ง สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้พร้อมกัน
.
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_941813