สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ต้องหา ม.112 ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อเช้าผมฟังยูทูป จึงทราบว่า คุณเบญจา อะปัน ได้ลี้ภัยทางการแล้ว โดยไปที่แคนาดา ก็ถอนใจ ด้านหนึ่งก็ดีใจด้วย อีกด้านก็รู้สึกอดเศร้าเสียใจไม่ได้ คนหนุ่มสาวที่สมควรอยู่ช่วยพัฒนาบ้านเมือง ไม่สมควรต้องลี้ภัยเลย เราสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าไปอีกคน
ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า #ทุกคนคะ เบนจาหนีไปแคนาดาแล้วค่ะ
ต.ค. 66 โดนคดี ม.112 รอลงอาญา
มี.ค. 68 โดนอีกคดี รอลงอาญา 5 ปี
บอสเอก เคยพยายามประกันตัวเบนจาตอนมีแสงแต่ทำไม่สำเร็จ เลยมาโหนต่อวาดภาพเหมือนที่คล้ายของเมืองนอก ประมูลหาเงินให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน วันนี้เบนจาหนีคดีไปอยู่แคนาดาแล้วค่ะ
ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊กศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ว่า อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ม.112 ‘เบนจา อะปัญ’ เหตุปราศรัย #ม็อบ3กันยา64 ระบุเป็นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาล ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์
พนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ เบนจา อะปัญ ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา112 และข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา116 จากเหตุปราศรัยที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 ใน #ม็อบราษฎรไม่ไว้วางใจมึง
สำหรับคำวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องในข้อหามาตรา 112 ระบุโดยสรุปว่า ‘คำปราศรัยเป็นการแสดงความรู้สึกผิดหวังเกี่ยวกับสถานการณ์ประเทศและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นที่ไม่พอใจเกี่ยวกับที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาล ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์’ ส่วนในข้อหามาตรา 116 ระบุว่า เป็นการชุมนุมภายในกรอบความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ แสดงความเห็นและติชมโดยสุจริต ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือทำให้กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
ทั้งนี้ เบนจาถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด 8 คดี กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ เป็นผลให้คดีสิ้นสุดลง และยังเหลืออีก 6 คดี ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ส่วนอีกคดีหนึ่งสิ้นสุดแล้วเนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์คดีต่อ
ทบทวนคดีนี้: ปี 64 แจ้งข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สองปีต่อมาแจ้งข้อหา ม.112
คดีนี้มีเหตุจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มทะลุฟ้า ได้จัดกิจกรรม “ราษฎรไม่ไว้วางใจมึง” หรือ #ม็อบ3กันยา64 ที่แยกราชประสงค์ คู่ขนานไปพร้อมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร และยืนยันใน 3 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ 1. ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่ง 2. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
ต่อมาหลังการชุมนุม ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้ออกหมายเรียกดำเนินคดีผู้ปราศรัยและผู้ชุมนุมรวม 16 คน ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกีดขวางทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 โดยเบนจาเข้ารับทราบข้อหาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2564
ต่อมาเกือบสองปี เบนจาและเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ ได้ถูกพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกไปแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในข้อหาตามมาตรา 112 โดยพบว่าในส่วนนี้มี ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มสมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา
เกียรติชัยรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 ส่วนเบนจาเดินทางเข้ามารับทราบข้อหาเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2566
สำหรับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาได้บรรยายพฤติการณ์โดยระบุข้อความถอดเทปคำปราศรัยของเบนจาโดยละเอียด รวม 2 หน้าครึ่งของกระดาษเอสี่ มีใจความสรุปกล่าวถึง ความหวังและความฝันของตนที่จะเห็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากการเป็นนายกฯ จากการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอยากเห็นประชาธิปไตยเบ่งบาน คนทุกคนเท่าเทียมกันและไม่มีใครเหนือกว่าใคร และกล่าวย้ำถึงอำนาจที่แท้จริงว่าเป็นของประชาชนทุกคน มิใช่ ส.ส., ส.ว., นายทุน, ขุนศึก หรือศักดินาแต่อย่างใด และกล่าวถึงความเกี่ยวโยงของ นายทุน ขุนศึก และศักดินา ที่คอยค้ำจุนกันและกัน โดยมีข้อความบางตอนที่กล่าวถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ด้านเบนจาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ในวันดังกล่าวเบนจายังไม่ได้พิมพ์ลายนิ้วมือ เนื่องจากเคยพิมพ์ลายนิ้วมือแล้วเมื่อเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในครั้งแรก ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ในข้อหา “ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 อีกข้อหาหนึ่งในวันที่ 13 ธ.ค. 2566
ต่อมาพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 มีหนังสือลงวันที่ 7 ส.ค. 2567 แจ้งคำสั่งไม่ฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ โดยสรุปเห็นว่า ผู้ต้องหาเคยให้ความร่วมมือพิมพ์ลายนิ้วมือในคดีเดียวกันไปแล้วเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2564 และพนักงานสอบสวนสามารถใช้ผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือที่เคยพิมพ์ไว้แล้วได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้ต้องหาพิมพ์ลายนิ้วมือใหม่ทุกครั้ง
ในระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดีฯ ระบุให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่จัดให้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหาในคดีอาญาทุกประเภท แต่ไม่มีข้อใดระบุว่าเมื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแล้วต้องพิมพ์ลายนิ้วมือใหม่ การที่อ้างว่าผลการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหานานเกิน 5 เดือน ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือใหม่นั้น พนักงานสอบสวนสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการอื่น ๆ การที่ผู้ต้องหาปฏิเสธไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือในคดีนี้ จึงมีข้อแก้ตัวที่มีน้ำหนักรับฟังได
จากนั้นพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้ส่งสำนวนคดีนี้ของเบนจาไปยังอัยการเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2567 ส่วนเกียรติชัยยังไม่ได้ส่งตัวเนื่องจากไม่สามารถติดต่อได้
อัยการมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องคดี 112 ระบุเป็นการแสดงความคิดเห็นถึงที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาล ไม่เพียงพอว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ
จนเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2568 พนักงานอัยการได้แจ้งว่ามีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี สำหรับหนังสือสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว ลงวันที่ 5 ส.ค. 2568 ระบุใจความโดยสรุปว่า
ในคดีนี้ เบนจาถูกดำเนินคดีในฐานความผิด หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ยุยงปลุกปั่นฯ ตามมาตรา 116 (1), (2) และ (3), ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไปแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 และ 216, ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 385 (โดยหลายข้อหาไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อเบนจา)
ในชั้นตำรวจมีความเห็นสั่งฟ้องในข้อหามาตรา 112, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในข้อหามาตรา 116 (1), (2) และ (3), มาตรา 215, มาตรา 216 และมาตรา 385 ไปยังพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เพื่อพิจารณา
ต่อมา อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งไม่ฟ้องเบนจาในข้อหามาตรา 112, มาตรา 116 (1), (2) และ (3) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่เห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องในฐานความผิดตามมาตรา 116 (1), (2) และ (3) คำสั่งไม่ฟ้องในฐานความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันเด็ดขาด สำหรับความผิดตามมาตรา 112 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง จึงต้องเสนออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาด
จนอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องเบนจาในข้อหามาตรา 112 ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, มาตรา 215, มาตรา 216 และมาตรา 385 ที่เหลืออยู่นั้น อยู่ในอำนาจหน้าที่พิจารณาดำเนินคดีของพนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลแขวง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปให้สำนักงานอัยการ ซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีต่อไป
ทั้งนี้ สำหรับคำวินิจฉัยที่พนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาในฐานความผิดตามมาตรา 112 นั้น เห็นว่า ข้อความที่ขึ้นปราศรัยเกือบทั้งหมดเป็นการปราศรัยถึงความรู้สึกผิดหวังเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย ซึ่งมีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี การไล่รัฐบาลเผด็จการ อยากมีรัฐบาลใหม่มาควบคุมสถานการณ์โรคโควิด-19 ให้กลับมาอยู่ปกติ พลิกฟื้นฟูเศรษฐกิจ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปฏิรูปทุกสถาบัน คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
และกล่าวถึงนายทุน ขุนศึก ศักดินา ที่ค้ำจุนรัฐบาล ซึ่งหมายถึงชนชั้นของข้าราชการ ระบบราชการ การบริหารและการปกครองของฝ่ายบริหารที่สนับสนุนการกระทำของรัฐบาล และเป็นการกล่าวถึงการเข้ามาทำงานของรัฐบาลในขณะนั้นว่าเป็นการเข้ามาโดยการรัฐประหาร การบริหารจัดการวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพ มีคนติดเชื้อโควิด -19 จำนวนมาก
แม้ผู้ต้องหาจะกล่าวถึงกษัตริย์ในทำนองที่เข้าใจได้ว่า ทำไมปล่อยให้มีการรัฐประหารและการให้กำลังใจการทำงานของคณะรัฐมนตรีที่เข้ามาจากการรัฐประหาร แต่เป็นการมุ่งเน้นไปที่การเข้ามาและการทำงานของรัฐบาล ต้องการให้พลเอกประยุทธ์ออกไปเท่านั้น คำปราศรัยเป็นการกล่าวในเชิงตั้งคำถาม และเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่พอใจเกี่ยวกับที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาลเท่านั้น ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112 คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องเบนจาในข้อหามาตรา 112
ส่วนความผิดตามมาตรา 116 (1), (2) และ (3) พิจารณาแล้วเห็นว่า การชุมนุมเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่าไม่ถูกต้องอย่างไร การจัดชุมนุมอยู่ในสถานที่เดียวไม่ได้เคลื่อนย้ายไปที่อื่น ไม่ได้ก่อให้เกิดความไม่สงบ ไม่ปรากฏว่าการชุมนุมมีการข่มขืนใจใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อบุคคลใด ย่อมเป็นการชุมนุมภายในกรอบความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เป็นการแสดงความเห็นและติชมโดยสุจริต ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือทำให้กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
ต่อมาเมื่อมีการแสดงดนตรี และหลังจากนั้นก็เลิกการชุมนุมแยกย้ายกลับบ้าน การกระทำของผู้ต้องหาจึงยังไม่มีความผิดในข้อหานี้ พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงมีคำสั่งไม่ฟ้องมาตรา 116
สำหรับคำวินิจฉัยดังกล่าวมี ยุวดี เยี่ยงยุกดิ์สากล อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เป็นผู้สรุปข้อเท็จจริงและคำสั่
.ทั้งนี้จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เท่าที่ทราบข้อมูล คดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 4 ในยุคหลังปี 2563 ซึ่งมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหา แล้วต่อมาสิ้นสุดลงโดยอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี แต่แนวโน้มส่วนใหญ่ อัยการยังมีคำสั่งฟ้องคดีเป็นหลัก