โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ADB ชี้นโยบายการเงินเข้มงวดถ่วงเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก ลด GDP ไทยปี’65 เหลือ 2.9%

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 21 ก.ย 2565 เวลา 11.52 น. • เผยแพร่ 21 ก.ย 2565 เวลา 11.52 น.

เอดีบีปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเอเชียกำลังพัฒนาตามความเสี่ยงของโลกที่เพิ่มขึ้น

มะนิลา ฟิลิปปินส์ (21 กันยายน 2565) — ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank:ADB) หรือเอดีบี ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกอีกครั้ง ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงความเข้มงวดทางการเงินของธนาคารกลางที่เพิ่มมากขึ้น ผลกระทบจากการรุกรานยูเครนโดยรัสเซียที่ยืดเยื้อ และการล็อกดาวน์ COVID-19 ซ้ำแล้วซ้ำอีกในจีน

รายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียประจำปี 2565 ฉบับล่าสุด Asian Development Outlook 2022 Update ซึ่งเผยแพร่วันนี้ ระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 4.3 ในปีนี้ เมื่อเทียบกับร้อยละ 5.2 ที่เอดีบีเคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำหรับแนวโน้มการเติบโตในปีหน้านั้นลดลงอยู่ที่ร้อยละ 4.9 จากร้อยละ 5.3 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของภูมิภาคคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ หากไม่รวมจีนแล้ว ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอื่นๆ คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 5.3 ทั้งในปี 2565 และปี 2566

การใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนในประเทศเป็นปัจจัยหลักช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในปัจจุบัน เนื่องจากเศรษฐกิจในภูมิภาคมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่างๆ จากการระบาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรณรงค์ฉีดวัคซีนและจำนวนผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การรุกรานยูเครนโดยรัสเซียที่ยืดเยื้อได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับทั่วโลก ทำให้อุปทานหยุดชะงักมากขึ้น และตลาดพลังงานและอาหารมีความไม่แน่นอน นอกจากนั้น นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางยุโรปกำลังส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ทั่วโลกและทำให้ตลาดการเงินต่างๆ สั่นสะเทือนด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกัน การระบาดของ COVID-19 เป็นระยะๆ อีกทั้งการล็อกดาวน์ครั้งใหม่ ยังได้ชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีกด้วย

“ประเทศกำลังพัฒนาในเชียฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความเสี่ยงอยู่มากมาย” นาย อัลเบิร์ต พาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบี กล่าว “เศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำครั้งใหญ่จะบ่อนทำลายความต้องการในการส่งออกของภูมิภาคอย่างรุนแรง อีกทั้งนโยบายการเงินที่เข้มงวดเกินคาดในประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพทางการเงิน ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจจีนยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการล็อกดาวน์ซ้ำๆ รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแอ ดังนั้น รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะต้องระมัดระวังต่อความเสี่ยงเหล่านี้ และดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อโดยที่ไม่ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจหยุดชะงัก”

สำหรับเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วของโลกคาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 1.9 ในปี 2565 และร้อยละ 1.0 ในปี 2566 ซึ่งเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีนี้ อัตราเงินเฟ้อที่สูงทำให้สหรัฐอเมริกาและประเทศแถบยุโรปต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมาขึ้น ส่งผลต่ออุปสงค์ที่แผ่วลงมากกว่าเดิมจากที่เคยได้รับผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานที่ชะงักงันและความไม่แน่นอนจากการรุกรานยูเครน

สำหรับเงินเฟ้อ เอดีบีคาดว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียปีนี้จะปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 4.5 จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 3.7 สำหรับปีหน้า คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 4.0 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.1 ทั้งนี้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคโดยรวมยังคงต่ำกว่าที่อื่น การชะงักงันของอุปทานยังคงผลักดันราคาอาหารและเชื้อเพลิงให้สูงขึ้น

แนวโน้มการเติบโตของจีนในปีนี้ถูกปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 3.3 จากที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 5.0 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นปีแรกในรอบกว่า 3 ทศวรรษที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่เหลือจะเติบโตเร็วกว่าจีน ส่วนเศรษฐกิจอินเดียคาดว่าจะปรับตัวลดลงอยู่ที่ร้อยละ 7.0 จากร้อยละ 7.5 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินคาดและการตึงตัวของเงิน

อุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์นมีส่วนทำให้แนวโน้มการเติบโตในภมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.1 ในปีนี้ แม้ว่าแนวโน้มอุปสงค์ทั่วโลกที่ลดลงส่งผลให้การคาดการณ์สำหรับปีหน้าลดต่ำลงไปด้วย สำหรับแนวโน้มการเติบโตของคอเคซัสและเอเชียกลางในปี 2565 นี้ ถูกปรับให้ดีขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 3.9 ในปีนี้ และสำหรับเศรษฐกิจในแปซิฟิกนั้น คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.7 ซึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องหลังการระบาดใหญ่

สำหรับเศรษฐกิจไทย แม้จะฟื้นตัวดีในครึ่งแรกของปี 2565 แต่เอดีบีได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.9 จากร้อยละ 3.0 ที่เคยคาดการณ์ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.2 จากร้อยละ 4.5 สำหรับปี 2566

เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นภายหลังเกิดความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน เศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัวลง การลงทุนในประเทศที่ลดต่ำลง และอัตราเงินเฟ้อในระดับสูงที่คาดว่าจะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่วนอัตราเงินเฟ้อในปี 2565 คาดว่าจะปรับสูงขึ้นเป็นร้อยละ 6.3 จากร้อยละ 3.3 ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตามราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนในปี 2566 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ร้อยละ 2.7 ปรับขึ้นจากร้อยละ 2.2 ที่เคยประมาณการไว้ก่อนหน้า เนื่องจากราคาอาหารและพลังงานคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการหลากหลายเพื่อลดผลกระทบจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น เงินอุดหนุนค่าก๊าซหุงต้ม และการปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โดยการส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าต่างๆ คาดว่าจะเป็นวงกว้างมากขึ้น

ไทยยังมีความเสี่ยงด้านลบต่อแนวโน้ม โดยความเสี่ยงที่สำคัญคืออุปสงค์ของผู้บริโภคในประเทศที่อาจอ่อนตัวลงจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกที่เกิดจากสงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน การนำเข้าสินค้าทุนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอาจทำให้กระทบต่อการผลิต และความต้องการทั่วโลกที่ชะลอตัวอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงภายในประเทศที่สำคัญ

รายงานฉบับล่าสุดนี้ยังมีบทความพิเศษเรื่อง Entrepreneurship in the Digital Age ซึ่งได้สำรวจว่าผู้ประกอบการด้านดิจิทัลสามารถเป็นผู้นำในการสร้างความเติบโตและนวัตกรรมให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร และรัฐบาลในภูมิภาคจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับผู้ประกอบการดิจิทัลประสบผลสำเร็จได้อย่างไร

เอดีบีมุ่งมั่นในการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้เจริญรุ่งเรือง มีการพัฒนาอย่างทั่วถึง พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และมีความยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ยังคงพยายามในการขจัดปัญหาความยากจนต่อไป เอดีบีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 68 ประเทศ โดย 49 ประเทศ มาจากประเทศในภูมิภาค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...