การปฏิรูปใหญ่ทางกฎหมาย
เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงริเริ่มปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยนั้น สถานการณ์ทั่วด้านทรุดโทรมลงเป็นอันมาก ขื่อแปบ้านเมืองชำรุดผุพัง เกิดความสับสนอลหม่านในการบังคับใช้กฎหมาย แม้กระทั่งสถาบันศาลก็มีการตั้งขึ้นมากมายหลากหลายจนสับสนซับซ้อน ตัดสินคดีซ้ำซ้อนกันเป็นอันมาก
กรมต่างๆ ก็มีศาลของตนเอง เช่น ศาลกรมท่าซ้าย ศาลกรมท่าขวา ศาลสำหรับขุนนางระดับกรมซึ่งมีอยู่มากหลาย และไม่มีกฎหมายวิธีสบัญญัติหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความ ทำให้คดีที่ขึ้นศาลหนึ่งแล้วไม่เป็นที่พอใจ ก็ไปฟ้องยังศาลอื่นอีกซ้ำไปซ้อนมาจนเดือดร้อนแก่ราษฎรเป็นอันมาก
การบริหารราชการแผ่นดินก็สับสนอลหม่าน โดยเฉพาะทางการทหารไม่เป็นเอกภาพ กระจัดกระจายอยู่ตามกรมต่างๆ และเจ้านายระดับต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อการธำรงรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของพระราชอาณาจักร ประกอบทั้งขณะนั้นนักล่าอาณานิคมเข้ามารุกรานหมายแย่งยึดแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็นซีก สถานการณ์ทรุดโทรมถึงขั้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปรียบเทียบว่าบ้านเมืองทุกวันนี้ถ้าเปรียบดุจเรือก็ผุแล้วทั้งลำ จะปะผุไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องยกซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ทั้งลำ
ด้วยสภาพอย่างนั้นจึงทรงมีพระราชดำริเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานที่วางระบบกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นหลักเป็นฐานและเป็นแบบทันสมัย ดังนั้นจึงทรงสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาขึ้นในห้วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการตั้งสภาองคมนตรี ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกับคณะรัฐมนตรีในปัจจุบัน
การทั้งนั้นเพราะทรงมีพระราชดำริเห็นว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย เพราะการปฏิรูปทุกเรื่องจะต้องมีกฎหมายเป็นพื้นฐาน และเพื่อความสอดคล้องกับอารยประเทศที่กำลังพัฒนาเข้าสู่ระบบกฎหมายหรือนิติรัฐและการบริหารทุกอย่าง รวมทั้งการกำหนดสิทธิหน้าที่ทั้งหลายในหมู่ราษฎรก็ต้องมีบทกฎหมายรองรับ
ดังนั้นการสร้างกฎหมายสำหรับแผ่นดินจึงเป็นพื้นฐานและเป็นหลักสำคัญ ทั้งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยในครั้งนั้น และทรงเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงทรงส่งพระโอรสไปศึกษากฎหมายในต่างประเทศเพื่อวันหนึ่งข้างหน้าจะได้กลับมาเป็นหลักในเรื่องนี้ นั่นก็คือพระผู้ได้รับการยอมรับในระยะต่อมาว่าทรงเป็นพระบิดาแห่งกฎหมายไทย คือ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งได้มีการสร้างบทกฎหมายที่เป็นพื้นฐานของการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยในยุคนั้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมทำการ
ในการปฏิรูปใหญ่ทางกฎหมายนั้น ได้กำหนดให้ประเทศไทยใช้ระบบกฎหมายแบบประมวลหรือลายลักษณ์อักษรซึ่งต่างกับระบบคอมมอน ลอว์ (Common Law) ที่ใช้กฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ดังเช่นประเทศอังกฤษ
ดังนั้นประชาชนชาวไทยจึงพึงตั้งความเข้าใจแต่เบื้องต้นว่าระบบกฎหมายของประเทศไทยนับตั้งแต่ยุคสมัยนั้นตลอดมาเป็นระบบกฎหมายที่ใช้ลายลักษณ์อักษรเป็นหลัก แตกต่างจากอีกระบบหนึ่งที่ไม่ใช้ลายลักษณ์อักษร หรือที่เรียกกันว่าระบบคอมมอน ลอว์
เมื่อเป็นระบบที่ใช้ลายลักษณ์อักษรแล้ว ก็มีการวางหลักสำคัญสองประการคือนิติปรัชญาและบัญญัติวิธี เพื่อใช้เป็นหลักในการตรากฎหมายสืบไปในอนาคต
นิติปรัชญาหรือหลักปรัชญาทางกฎหมายของพระราชอาณาจักรไทยถือเอาพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ทรงปกครองพระราชอาณาจักรและพสกนิกรทั้งหลายโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนถ้วนหน้า ไม่จำแนกแยกแยะชนชาติศาสนาหรือประเพณีใดๆ หรือที่เรียกกันในสมัยปัจจุบันว่าถือหลักปรัชญาว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ได้รับความรับรองคุ้มครองตามกฎหมายเสมอกัน
ถือหลักว่ากฎหมายต้องบังคับใช้แก่ทุกคนโดยเสมอภาค ดังนั้นจึงเป็นที่มาของบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าทุกคนต้องรู้กฎหมาย ใครจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ การจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายเป็นเพียงข้อยกเว้นเล็กน้อยเท่านั้น เช่น เรือต้องพายุใหญ่ไปติดเกาะที่ติดต่อกับใครไม่ได้เป็นเวลานาน จึงไม่สามารถรับรู้ว่ามีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นอย่างไร ในกรณีนี้ได้เป็นข้อยกเว้นให้ใช้เป็นข้ออ้างว่าไม่รู้กฎหมายได้ ซึ่งแทบจะไม่มีที่อ้างได้ในปัจจุบันนี้
เมื่อถือหลักว่าทุกคนต้องรู้กฎหมาย ดังนั้นหลักการบัญญัติกฎหมายหรือบัญญัติวิธีจึงถูกกำหนดว่าวิธีการบัญญัติกฎหมายต้องสั้นเท่าที่จำเป็น ต้องมีความแจ้งชัด ที่ไม่อาจตีความได้มีความหมายชัดเจนที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะรู้กฎหมายได้เพื่อจะได้ปฏิบัติโดยถูกต้อง
จึงนำไปสู่หลักการในบัญญัติวิธีว่าการบัญญัติกฎหมายนั้นต้องมีความสมบูรณ์ในตัวเองในกฎหมายแต่ละฉบับ และมีความสมบูรณ์ในตัวเองในแต่ละมาตรา ห้ามมิให้โยกโยงสลับซับซ้อนวกไปวนมาแบบเขาวงกตที่แม้คนระดับดอกเตอร์ก็ยากที่จะทำความเข้าใจได้
นอกจากหลักบัญญัติวิธีที่กฎหมายต้องมีความสมบูรณ์ในตัวและในแต่ละมาตราแล้ว ความแจ้งชัดในการบัญญัติกฎหมายนั้นจะต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอ่านกฎหมายแล้วเข้าใจได้ ใช้กฎหมายเป็น ซึ่งต้องถือเอาพื้นฐานการศึกษาของประชากรเป็นตัวตั้ง ยุคใดสมัยใดที่ประชากรมีระดับการศึกษาเฉลี่ยระดับใด การใช้ภาษาในกฎหมายก็ต้องคำนึงถึงพื้นฐานความเข้าใจนี้เป็นสำคัญ
เพราะกฎหมายนั้นไม่ใช่ตราขึ้นเพื่อให้คนร่างกฎหมายเข้าใจแต่พวกเดียว ต้องถือเอาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะอ่านและเข้าใจได้อย่างชัดแจ้ง จึงจะทำให้ทุกคนรู้กฎหมายได้ ใช้กฎหมายเป็น
และกฎหมายนั้นก็ต้องมีผู้รับผิดชอบดูแลบังคับใช้ จึงต้องกำหนดผู้รักษาการตามกฎหมายและผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งต้องมีตัวตนแน่ชัด จะต้องไม่เป็นคณะกรรมการแบบศาลเจ้าหรือโรงเจ
กฎหมายบ้านเมืองที่ได้รับการปฏิรูปใหญ่จึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองตั้งแต่รัชสมัยของพระองค์ แต่พอนานวันเข้าพวกนักไสยศาสตร์ทางกฎหมายเข้าครองอำนาจ โดยเฉพาะในระยะ 40 ปีที่ผ่านมานี้ ก็บิดเบือนและบัญญัติวิธีทางกฎหมายที่ทำให้พวกตัวไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถบิดผันใช้กฎหมายได้ตามอำเภอใจ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีทางเข้าใจและทำให้ไม่มีใครสนใจกฎหมาย จึงเป็นเหตุให้บ้านเมืองชำรุดทรุดโทรมจนถึงทุกวันนี้
มาถึงคดี 8 ปี คนไทยทั้งประเทศก็ได้เห็นชัดเจนว่าการตรากฎหมายของประเทศไทยในปัจจุบันนี้เสื่อมโทรมล้มเหลวเพียงใดและกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง จนกระทั่งอาจเป็นต้นเหตุของวิกฤตใหญ่ในบ้านเมืองชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
สภาพเช่นนี้จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องตั้งความคิดอ่านในการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่