โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อย่าโทษแค่ "โลกร้อน" ไขคำตอบ "น้ำท่วมน่าน" ทำไมปีนี้รุนแรงกว่าทุกปี ?

Thai PBS

อัพเดต 11 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

"น่าน" เผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงอีกครั้ง สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนในหลายพื้นที่อย่างรวดเร็วเป็นวงกว้าง แม้ว่า จ.น่าน จะเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยหรือมีฝนตกหนักเป็นประจำทุกปี แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของสาธารณชนและคนในพื้นที่คือ

ทำไมปีนี้น้ำท่วมจึงรุนแรง รวดเร็ว และแผ่ขยายวงกว้างมากกว่าปกติ ?

ยืนยันปรากฏการณ์ฝนตกน่านไม่ใช่ "เรนบอมบ์"

ในช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์ มีการตั้งข้อสังเกตและข้อกังวลจากสังคมว่า สภาพฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วงและรวดเร็วนั้น อาจเป็นปรากฏการณ์ "เรนบอมบ์" (Rainbomb) หรือระเบิดฝน ที่เป็นลักษณะของสภาพอากาศสุดขั้วที่ตกหนักเฉพาะจุด ในเวลาอันสั้น จากการเปิดเผยของ นายสุรพงษ์ สารปะ ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ ยืนยันว่าในตกที่น่านคราวนี้ "ไม่ใช่เรนบอมบ์แต่อย่างใด"

ผอ.กองพยากรณ์อากาศ อธิบายถึงความแตกต่างทางกายภาพและพฤติกรรมของฝนทั้ง 2 รูปแบบไว้อย่างเป็นระบบ โดยนิยาม "เรนบอมบ์" ว่า มีลักษณะเฉพาะคือ เป็นฝนที่ตกลงมาในขอบเขตพื้นที่ที่แคบมาก ๆ เช่น ครอบคลุมเพียงแค่หมู่บ้านเดียว ตำบลเดียว หรืออย่างมากที่สุดคืออำเภอเดียว เกิดจากเมฆฝนฟ้าคะนองก้อนเดียวที่หอบมวลน้ำมหาศาลตกลงมาอย่างรุนแรงมากกว่า 100 มม. ขึ้นไปภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 1-2 ชั่วโมง เปรียบเสมือนการเทน้ำปริมาณมหาศาลลงมาจากถังน้ำทีเดียวแล้วจบ จากนั้นจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังหรือน้ำป่าไหลหลากในจุดนั้นทันที ณ ปัจจุบันที่ฝนตก

อย่าโทษแค่

กรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.น่าน นั้น แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีรูปแบบเป็น "แนวกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่ที่เคลื่อนเข้ามาปะทะกับแนวภูเขา" ซึ่งลักษณะภูมิประเทศของน่านที่เป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน ทำหน้าที่เป็นฉากรับแนวปะทะของกลุ่มเมฆฝน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนานเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอ โดยปริมาณฝนที่ตกวัดได้เฉลี่ยประมาณ 40-50 มม./ชั่วโมง แต่ตกลงต่อเนื่องสะสมยาวนานถึง 4-5 ชั่วโมง ติดต่อกัน

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ฝนค่อย ๆ ตกสะสมปริมาณน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำจนเอ่อล้นและกลายเป็นน้ำป่าไหลหลากหลั่งไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างในช่วงเวลาต่อมา เช่น ช่วงเวลาเช้ามืดหลังจากฝนตกหนักสะสมไปแล้วหลายชั่วโมง ซึ่งชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการตกสะสมบนพื้นที่กว้างนี่เอง ที่เป็นกลไกหลักของมวลน้ำมหาศาลในรอบนี้

เมื่อ "โลกร้อน" ไม่ใช่จำเลยเดี่ยว

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมและการกระจายตัวของฝน นายสุรพงษ์ อธิบายว่า สภาพอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการระเหยของน้ำและอุณหภูมิสะสมในอากาศสูงขึ้นตามไปด้วย เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดแรงยกตัวของเมฆฝนที่รุนแรงและฉับพลันมากขึ้น ทำให้ฝนตกหนักเฉพาะจุดและมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากอดีต

ทว่าภัยพิบัติที่น่านครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจาก "ภาวะโลกร้อน" เพียงปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากสมการที่รวมเอาปัจจัยร่วมอื่น ๆ เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในพื้นที่ป่าต้นน้ำ

ปัจจัยร่วมที่สำคัญอีกอย่างก็คือ สภาพป่าไม้ที่ลดลงหรือความเสื่อมโทรมของผืนป่าในอดีต เมื่อไม่มีป่าไม้ที่หนาแน่นเพียงพอ ผืนดินจะสูญเสียคุณสมบัติในการช่วยชะลอแรงปะทะของเมฆและฝน รวมถึงขาดร่มเงาไม้ที่จะช่วยควบคุมอุณหภูมิบนพื้นผิวดินให้เหมาะสม ยิ่งอุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้น การยกตัวของเมฆฝนในบริเวณเทือกเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยร่วมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ลักษณะภูมิประเทศเฉพาะของ จ.น่าน ที่เป็นแอ่งกระทะและแนวเขาปะทะลมมรสุม ซึ่งเป็นพื้นที่รับอิทธิพลทางอ้อมจากหย่อมความกดอากาศต่ำและร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านเกือบทุกปีอยู่แล้ว

แต่ความรุนแรงของปีนี้มีความพิเศษเนื่องจากกลุ่มฝนตกหนักสะสมเจาะจงลงในพื้นที่ อ.ปัว และ อ.เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญ ส่งผลให้มวลน้ำป่าสะสมไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงกว่าปีก่อน ๆ ที่มักจะเป็นน้ำฝนสะสมตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ค. แล้วค่อย ๆ หลากร่วมกับน้ำแม่น้ำ

อย่าโทษแค่

จากป่าธรรมชาติสู่ "พืชเชิงเดี่ยว"

การดัดแปลงสภาพภูมิประเทศ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่สูงของน่าน กลายเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ปัญหาน้ำป่าหลากทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว นายสุรพงษ์ วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผืนป่าธรรมชาติกับพื้นที่เกษตรกรรมไว้อย่างชัดเจนว่า

สภาพป่าไม้ธรรมชาติที่เป็นป่าเต็งรังหรือป่าเบญจพรรณ ผืนป่าจะมีโครงสร้างทางชีวภาพที่ซับซ้อน ประกอบด้วยไม้ใหญ่ ไม้ขนาดกลาง พุ่มไม้เล็ก ๆ และพืชคลุมดินหลากหลายชนิด รวมถึงซากใบไม้ที่ทับถมกันหนาแน่น เมื่อมีฝนตกลงมา น้ำฝนจะปะทะกับเรือนยอดไม้ก่อนจะค่อย ๆ หยดลงสู่ดิน โดยมีรากไม้ ซากพืช และพุ่มไม้คอยขวางกั้นและดูดซับน้ำไว้ ทำให้การไหลของน้ำจากยอดเขาลงสู่หุบเขาล่างเป็นไปอย่างช้า ๆ และลดความรุนแรงลงได้อย่างมหาศาล

แต่ในปัจจุบัน พื้นที่ป่าไม้จำนวนมากได้รับการปรับเปลี่ยน ดัดแปลง และแผ้วถางเพื่อทำเกษตรกรรมแบบ "พืชเชิงเดี่ยว" อาทิ การปลูกข้าวโพด ยางพารา หรือปาล์มน้ำมัน พืชเหล่านี้ไม่มีโครงสร้างเรือนยอดป่าและพืชคลุมดินที่หนาแน่นพอจะช่วยชะลอน้ำฝน

เมื่อฝนตกหนักสะสมในปริมาณเท่ากัน น้ำฝนจึงตกลงสู่ผิวดินโดยตรงและไหลบ่าลงสู่ที่ต่ำอย่างไร้สิ่งกีดขวาง ทิศทางของน้ำป่าจะมองหาเส้นทางที่ลาดชันและไหลลงมาด้วยความเร็วสูงสุด

ประกอบกับการตั้งถิ่นฐานและการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างในปัจจุบัน ที่ขยายตัวเข้าไปขวางทิศทางน้ำหลากตามธรรมชาติในเขตป่าหรือปรับปรุงภูมิประเทศไปจากเดิม ทำให้น้ำเปลี่ยนทิศทางไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ชุมชน และบ้านเรือนของประชาชนโดยตรง แทนที่จะไหลลงสู่ลำห้วยหรือแม่น้ำตามกลไกธรรมชาติแบบเดิม

อย่าโทษแค่

เทียบตัวเลขฝนสะสม เขตป่าต้นน้ำ-ชุมชนเมือง

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่า มวลน้ำป่าครั้งนี้ มาจากการสะสมตัวในผืนป่าต้นน้ำอย่างแท้จริง สะท้อนผ่านข้อมูลสถิติปริมาณน้ำฝนสะสมจากสถานีวัดน้ำฝนในจุดต่าง ๆ นายสุรพงษ์ระบุว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาหนักนั้นหนาแน่นอยู่ในเขตป่าเขาด้านบนอย่างเด่นชัด

สถานีวัดน้ำฝนในเขตป่าต้นน้ำแถบ อ.ปัว และ อ.เฉลิมพระเกียรติ วัดปริมาณน้ำฝนสะสมได้สูงถึง 200–300 มม. ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งเป็นปริมาณที่มหาศาลและเกินกว่าที่ผืนดินและพืชเชิงเดี่ยวในบริเวณนั้นจะโอบอุ้มไว้ได้

ในทางกลับกัน สถานีวัดน้ำฝนในเขตตัวเมือง กลับวัดปริมาณฝนสะสมได้ไม่ถึง 100 มม.

ตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ อธิบายกลไกการเกิดน้ำท่วมในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีว่า มวลน้ำไม่ได้เกิดจากฝนที่ตกหนักในเมืองแล้วท่วมขัง แต่เป็น "น้ำป่าหลาก" จากป่าต้นน้ำด้านบนที่ไหลทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว ผ่านผืนป่าและบ้านเรือนตามรายทาง

น้ำสีโคลนเข้มที่หลากลงมา เนื่องจากพัดพาตะกอนดินบนภูเขา พื้นที่เกษตรกรรมด้านบนลงมาด้วย และทิศทางของน้ำครั้งนี้ แผ่กระจายเข้ามาในเมืองเกือบทุกทิศทุกทาง เนื่องจากปริมาณฝนตกสะสมครอบคลุมพื้นที่ป่าด้านบน เป็นบริเวณกว้าง ทำให้น้ำหลากปะทะบ้านเรือนโดยตรง ไม่ได้ไหลลงสู่ลำน้ำสายหลักเพียงอย่างเดียวเหมือนในภาวะปกติ

อย่าโทษแค่

พื้นที่ทับซ้อนกับความรับผิดชอบของ 2 หน่วยงานป่าไม้

นอกจากมิติทางธรรมชาติและวิทยาศาสตร์แล้ว มิติเชิงการบริหารจัดการพื้นที่ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา โดย นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบายถึงสภาพข้อเท็จจริงในพื้นที่น้ำท่วมว่า มีความคาบเกี่ยวทางกฎหมาย และเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐอย่างเห็นได้ชัด

ต้นตอสำคัญของมวลน้ำป่าที่หลั่งไหลลงมาท่วมบ้านเรือนและเมืองชั้นล่างในครั้งนี้ ร้อยละ 80-90 อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานเกือบทั้งหมด ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงชัน

อย่างไรก็ดี เมื่อมวลน้ำเหล่านี้ไหลบ่าพ้นเขตอุทยานแห่งชาติ ลงสู่พื้นที่ราบเชิงเขาและชุมชนด้านล่าง พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบกลับเป็นหมู่บ้าน และที่ทำกินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบและดูแลของ "กรมป่าไม้" โดยตรง

นายนิกรเผยว่า บ้านเรือนของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมรอบนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ในความดูแลของกรมป่าไม้ ซึ่งความทับซ้อนนี้ทำให้กรมป่าไม้ต้องรับหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการเร่งประสานงานและส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้การช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

ทั้งการช่วยขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงในขณะน้ำท่วม การอพยพผู้ประสบภัย และการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลด รวมถึงการทำความสะอาดบ้านเรือนและซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ที่เสียหาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างเร่งด่วนที่สุด

สถานการณ์น้ำท่วมน่านในครั้งนี้ จึงเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติอุทกภัยอย่างยั่งยืน ไม่สามารถมองเพียงแค่มิติสภาพอากาศแปรปรวนจากโลกร้อน หรือมองแยกส่วนเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้

หากแต่ต้องอาศัยการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐที่ดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์และชุมชน ร่วมกับการปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดินต้นน้ำอย่างเข้มงวด เพื่อทำให้ระบบชะลอน้ำตามธรรมชาติ ช่วยปกป้องชีวิตทรัพย์สินของประชาชนในลุ่มน้ำน่านอย่างแท้จริง

อย่าโทษแค่

อ่านข่าว :

ประกาศเตือนภัย อ.เวียงสา น้ำท่วมฉับพลัน-น้ำล้นตลิ่ง

ดินสไลด์ปิดเส้นทาง รร.บ้านห้วยปางผาง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน - หยุดเรียนชั่วคราว

รฟท.เฝ้าระวังเส้นทางเดินรถ 24 ชม. หลังภาคเหนือฝนตกหนัก–น้ำป่าไหลหลาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

"เสรี" ห่วงฝนตกซ้ำน่าน-เหนือตอนล่าง เสี่ยงดินถล่มเหตุรับน้ำไม่ไหว

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เลขาฯ ป.ป.ช.เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบ TH-AI Passport ล็อกสเปกหรือไม่

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...