โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทรัมป์เปิดสงครามเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ขู่ลงโทษประเทศที่ยื่นมือช่วย

Xinhua

อัพเดต 20 สิงหาคม 2569 เวลา 23.20 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • XinhuaThai

× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป

(แฟ้มภาพซินหัว : โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตันดี.ซี. ของสหรัฐฯ วันที่ 1 พ.ค. 2026)

วอชิงตัน, 20 ส.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันพุธ (19 ส.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศทำสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่ออิหร่าน และกล่าวโทษอิหร่านที่ไม่ยอมบรรลุข้อตกลง พร้อมขู่ดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงต่อประเทศใดก็ตามที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลของตนให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่าน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเรียกมาตรการดังกล่าวว่าเป็น “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” และเรียกร้องให้พันธมิตรยืนหยัดเคียงข้างสหรัฐฯ เพื่อแยกตัวและเอาชนะภัยคุกคามจากอิหร่าน

ขณะเดียวกัน ทรัมป์อ้างว่ากองทัพเรืออิหร่านล่มสลายแล้ว กองทัพอากาศถูกทำลาย โรงงานผลิตอาวุธของกองทัพเหลือเพียงซาก และสกุลเงินของอิหร่านไร้ค่า

ถ้อยแถลงของทรัมป์มีขึ้นหลังจากสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการเศรษฐกิจต่ออิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยจะมุ่งเป้าไปที่บัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินคริปโต และทรัพย์สินทั่วโลกของอิหร่าน พร้อมตัดช่องทางการชำระเงินทั้งที่ส่งไปยังผู้นำอิหร่านและตัวรัฐบาลเอง และการยกระดับมาตรการนี้มีขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาใช้นโยบายกดดันขั้นสูงสุดเมื่อปี 2025 และยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นอีกหลังการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีความเห็นต่างกันในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซและเงื่อนไขในการยุติความขัดแย้ง ขณะที่อนาคตของการเจรจาระหว่างสองฝ่ายยังไม่แน่นอน หลังกรอบเวลาเจรจา 60 วันที่กำหนดไว้ในบันทึกความเข้าใจสิ้นสุดลงเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ที่ผ่านมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...