โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ถอดรหัสภาวะ "Angina Pectoris" สัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต "หัวใจขาดเลือด"

Thai PBS

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ทางการแพทย์ระบุว่า ภาวะเจ็บเค้นอก หรือ Angina Pectoris ไม่ใช่ชื่อโรค แต่เป็น "อาการ" แสดงขั้นวิกฤตที่เป็นสัญญาณเตือนของ "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ" (Coronary Artery Disease) ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบไขมันและหินปูนบริเวณผนังหลอดเลือด ส่งผลให้ช่องทางการไหลเวียนของโลหิตแคบลง จนไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ

ข้อมูลจาก สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) และ สถาบันโรคทรวงอก ระบุตรงกันว่า ลักษณะการเจ็บหน้าอกที่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ มักไม่ได้มีอาการเจ็บแปล๊บหรือเจ็บจี๊ดเหมือนเข็มหมุดทิ่มแทงอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด ทว่าผู้ป่วยจะรู้สึกแน่น อึดอัด คับหน้าอก หรืออธิบายความรู้สึกว่า เหมือนมีสิ่งของขนาดหนักหรือหินก้อนใหญ่มาบดบังและกดทับอยู่บริเวณกึ่งกลางหน้าอกหรือค่อนไปทางซ้ายอย่างต่อเนื่อง

นอกจากความรู้สึกแน่นตื้อบริเวณทรวงอกแล้ว อาการเจ็บดังกล่าวมักมีพฤติกรรมการกระจายตัวหรือ "เจ็บร้าว" ไปยังอวัยวะส่วนบน เนื่องจากเส้นประสาทที่รับความรู้สึกจากหัวใจและอวัยวะเหล่านั้นอยู่ในระบบเดียวกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการเจ็บลามขึ้นไปที่บริเวณกราม คอหอย หลัง สะบัก หรือร้าวลงไปที่ไหล่ซ้ายและแขนซ้ายจนถึงปลายนิ้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลทางการแพทย์จากบริการสาธารณสุขแห่งชาติอังกฤษ (NHS) ยังระบุถึงอาการร่วมทางระบบประสาทอัตโนมัติที่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การมีเหงื่อเย็นแตกโชกออกมาตามร่างกาย หน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม เหนื่อยหอบอย่างรุนแรงจนหายใจไม่ทัน และมีอาการใจสั่นร่วมด้วย แม้ว่าในขณะนั้นผู้ป่วยจะนั่งหรือนอนอยู่เฉย ๆ ก็ตาม ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ย่อมแสดงว่า กล้ามเนื้อหัวใจกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตจากการขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง

เช็กลิสต์ "คนวัยทำงาน-ผู้สูงอายุ" กลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจตีบ

ตาม แนวเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วย ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน พ.ศ.2563 โดย สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภาวะเจ็บเค้นอกสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักที่มีความสำคัญในการประเมินความรุนแรง

ประเภทแรกคือ ภาวะเจ็บเค้นอกชนิดคงที่ (Stable Angina)
ซึ่งอาการเจ็บมักจะมีรูปแบบที่ชัดเจนและสัมพันธ์กับการออกกำลังกาย การเดินขึ้นบันได การยกของหนัก หรือเมื่อเผชิญกับสภาวะความเครียดทางอารมณ์อย่างรุนแรง เนื่องจากในสภาวะดังกล่าวหัวใจต้องการเลือดไปเลี้ยงมากกว่าปกติ เมื่อหลอดเลือดตีบตัวจึงเกิดอาการแน่นอกขึ้น โดยอาการมักจะทุเลาลงและหายไปภายในเวลา 3-5 นาที หลังจากผู้ป่วยได้หยุดพักหรือได้รับยาขยายหลอดเลือด

ประเภทที่สองคือ ภาวะเจ็บเค้นอกชนิดไม่คงที่ (Unstable Angina)
ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เนื่องจากอาการเจ็บแน่นหน้าอกจะเกิดขึ้นได้อย่างรุนแรง แม้ในขณะที่ผู้ป่วยกำลังพักผ่อนอยู่เฉย ๆ อาการจะเจ็บนานกว่า 15-20 นาที และไม่ทุเลาลงเมื่อนั่งพัก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า คราบไขมันในหลอดเลือดเกิดการปริแตกและกำลังพัฒนาไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

ถอดรหัสภาวะ

สำหรับกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะดังกล่าว สามารถแบ่งออกเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้และปัจจัยเชิงพฤติกรรม ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่าผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไปหรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือน ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงตามธรรมชาติ เนื่องจากความเสื่อมสภาพของหลอดเลือด

อย่างไรก็ดี ปัจจัยเร่งที่สำคัญที่สุดคือ กลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือที่เรียกว่า "กลุ่มอาการเมตาบอลิก" ประกอบด้วย โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งโรคเหล่านี้จะเข้าไปทำลายผนังหลอดเลือดโดยตรง ยิ่งหากร่วมกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่จัด ซึ่งสารนิโคตินจะทำให้หลอดเลือดหดตัว การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูง รวมถึงการสะสมความเครียดจากการทำงาน ก็จะเป็น "การเพิ่มเชื้อไฟ" ให้หลอดเลือดเกิดการตีบตันเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม คณะแพทย์และสถาบันโรคหัวใจทั่วโลกได้ออกโรงแจ้งเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์กลุ่มเสี่ยงข้างต้น ก็ไม่ควรชะล่าใจโดยเด็ดขาด เนื่องจากภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบและอาการเจ็บเค้นอก สามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกช่วงอายุ โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

แพทย์ระบุว่า ในกลุ่มคนอายุน้อยหรือผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดั้งเดิม อาการหัวใจขาดเลือดมักมีชนวนเหตุมาจากวิถีชีวิตยุคใหม่ที่มีความเครียดเฉียบพลันจากการทำงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอสะสม จนเกิดภาวะอักเสบในระบบหลอดเลือด หรือในบางกรณีอาจเกิดจากปัจจัยแฝงทางพันธุกรรม เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูงชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม รวมถึงภาวะหลอดเลือดหัวใจหดตัวรุนแรงเฉียบพลัน

กลุ่มนี้มักจะมาโรงพยาบาลช้า เนื่องจากคิดว่าตนเองอายุยังน้อยและแข็งแรงดี ดังนั้น หากมีอาการแน่นหน้าอกตื้อ ๆ ร้าวไปกรามหรือแขน ไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ตาม ต้องตั้งข้อสงสัยและเข้ารับการตรวจรักษาในทันที

มาตรการกู้ชีพฉุกเฉิน 3 นาทีแรก-กฎวิกฤต 5 นาทีทางรอดชีวิต

เมื่อเกิดภาวะเจ็บเค้นอกเฉียบพลัน การบริหารจัดการเวลาในนาทีแรกถือเป็นดัชนีชี้วัดโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้วางแนวทางปฏิบัติการเอาตัวรอดเบื้องต้นไว้เป็นระบบ

  • ขั้นตอนแรกสำคัญที่สุด คือ "การหยุดทุกกิจกรรมทันที" ผู้ป่วยห้ามฝืนเดิน ฝืนทำงาน หรือฝืนออกแรงต่อเด็ดขาด เนื่องจากจะยิ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วและต้องการออกซิเจนมากขึ้น จนกล้ามเนื้อหัวใจตาย
  • จากนั้นให้รีบนั่งพักในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและปลอดโปร่ง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยมีประวัติโรคหัวใจอยู่เดิม และแพทย์เคยสั่งจ่ายยาขยายหลอดเลือดประเภทอมใต้ลิ้น (Nitroglycerin) ให้รีบนำยามาอมไว้ใต้ลิ้นทันที 1 เม็ด โดยยาจะออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดหัวใจอย่างรวดเร็วภายในเวลา 5 นาที

หากปฏิบัติตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ภาครัฐและหน่วยงานกู้ชีพได้กำหนด "กฎวิกฤต 5 นาที" เป็นแนวทางสากล กล่าวคือ หากนั่งพักหรืออมยาใต้ลิ้นไปแล้วเป็นเวลาครบ 5 นาที แต่อาการเจ็บแน่นหน้าอกยังคงรุนแรงเท่าเดิม หรือมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับมีอาการเหงื่อไหล ตัวเย็น หรือวูบ

ให้สันนิษฐานทันทีว่า อาจเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดรีบโทรศัพท์ติดต่อสายด่วนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หมายเลข 1669 ทันที เพื่อขอรถกู้ชีพชั้นสูงที่มีเครื่องมือทางการแพทย์พร้อมเจ้าหน้าที่มาบริการรับผู้ป่วย

กรณี "ไม่มียาอมใต้ลิ้น" หรือไม่เคยใช้ยามาก่อน

ในกรณีฉุกเฉินที่ผู้ป่วยหรือผู้เข้าช่วยเหลือ ไม่มีหรือไม่เคยได้รับคำสั่งใช้ยาอมใต้ลิ้น (Nitroglycerin) จากแพทย์มาก่อน ข้อกำหนดทางการแพทย์ระบุให้ใช้หลักการปฐมพยาบาลเร่งด่วนตามขั้นตอน "หยุด-พัก-แจ้ง 1669" อย่างเคร่งครัด

  • หยุด : ให้ผู้ป่วยหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ทันที หรือหยุดพักการเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อประเมินอาการและป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น
  • พัก : จัดท่าทางให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนพักในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก คลายเสื้อผ้าให้หลวม ไม่ควรขยับตัวผู้ป่วยหากไม่จำเป็น และห้ามให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
  • แจ้ง 1669 : โดยเตรียมข้อมูลสำคัญให้เจ้าหน้าที่ ดังนี้ เกิดเหตุอะไร เช่น หมดสติ ชัก หายใจไม่ออก หรืออุบัติเหตุจราจรสถานที่เกิดเหตุ ระบุพิกัด จุดสังเกต หรือเส้นทางให้ชัดเจนที่สุด ลักษณะผู้ป่วย ระบุเพศ ช่วงอายุ อาการ และจำนวนผู้ป่วย

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางปฏิบัติที่ต้องระวังอย่างยิ่งเกี่ยวกับ "สิ่งที่เป็นข้อห้ามทำเด็ดขาด" โดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่า การห้ามผู้ป่วยขับรถเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยตนเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาการวูบหมดสติระหว่างทาง หากผู้ป่วยอยู่ตามลำพัง ให้พยายามรีบปลดล็อกประตูบ้านทิ้งไว้ทันที เพื่อให้ทีมกู้ชีพสามารถเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเดินทางมาถึง

ยิ่งไปกว่านั้น "ห้ามลองใช้วิธีการปฐมพยาบาลที่ไม่ได้รับมาตรฐานทางการแพทย์เด็ดขาด" เช่น การพยายามไอแรงๆ (Cough CPR) หรือการกดนวดหน้าอกโดยไม่มีข้อบ่งชี้ เนื่องจากวิธีการดังกล่าวไม่ใช่แนวทางการรักษาภาวะหัวใจขาดเลือดที่ถูกต้อง และอาจส่งผลร้ายแรงทำให้สภาวะของผู้ป่วยทรุดลงก่อนถึงมือแพทย์

ตรวจคัดกรองเชิงรุก-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงเส้นเลือดหัวใจตีบ

การป้องกันไม่ให้ภาวะ Angina Pectoris พัฒนาลุกลามจนเกิดสภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน คนทั่วไปสามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองสมรรถภาพหัวใจเชิงรุกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ยังไม่มีอาการ

ถอดรหัสภาวะ

จากเอกสาร แนวทางการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประชาชนฉบับปรับปรุง พ.ศ.2565 โดย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจประจำปี ซึ่งนอกเหนือจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในขณะพัก (EKG) แบบทั่วไปแล้ว แพทย์มักแนะนำให้ทำการตรวจเพิ่มเติมใน 2 รูปแบบหลัก คือ

  • การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test หรือ EST) ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้หัวใจออกแรงเพื่อดูว่ามีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงในลักษณะขาดเลือดหรือไม่
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram หรือ Echo) เพื่อประเมินโครงสร้าง การทำงานของลิ้นหัวใจ และประสิทธิภาพการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและวางแผนรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ท้ายที่สุด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน ถือเป็นหัวใจหลักในการรักษาและป้องกันโรคในระยะยาวอย่างยั่งยืน ประชาชนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารโดยยึดหลักโภชนาการที่ถูกต้อง ได้แก่ การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวสูง การลดการบริโภคอาหารรสเค็มจัดเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต และหันมาเพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ รวมถึงอาหารที่มีกากใยสูง

ควบคู่ไปกับการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การออกกำลังกายแบบแอโรบิกในระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว หรือการปั่นจักรยาน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที ที่สำคัญที่สุดคือการประกาศงดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาดและหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่มือสอง

ตลอดจนการบริหารจัดการความเครียดอย่างถูกวิธี ซึ่งการปฏิบัติตนตามแนวทางเหล่านี้อย่างเคร่งครัดจะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดและปกป้องระบบหัวใจให้แข็งแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านข่าว :

2 วัน ยื่นทบทวนสิทธิ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" 2.76 ล้านคน

มัดจำทุเรียน 6 แสนพ่นพิษ! ชายฉกรรจ์บุกยิงถล่มบ้านเจ้าของสวนจันทบุรี

"ปศุสัตว์" เร่งสางปมสวมสิทธิ์ตีนไก่ส่งออกจีน ขู่ฟันเจ้าหน้าที่เอี่ยว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

“ปัตตานี ดีโคตร” (Pattani Decoded 2026) แล้วคุณจะหลงรักปัตตานี

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“คมนาคม” ปรับแผน “แลนด์บริดจ์” เดินหน้าลอกร่องน้ำอันดามัน 28 กม. เข้าท่าเรือระนอง

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ชุดพญาเสือ” บุกจับหญิงชาวลาวค้าซากสัตว์ป่าที่ตลาดชายแดนรัตนวาปี

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วัดธาตุทองแจง โครงกระดูกมนุษย์ เป็น "ย่าทวด" ครอบครัวผู้สร้างพระวิหาร

6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว สังคม อื่น ๆ

กระทรวงกลาโหม ต้อนรับคณะผู้แทนญี่ปุ่น หารือความร่วมมือด้านความมั่นคงภายใต้โครงการ OSA เดินหน้าสานต่อความร่วมมือด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ

สวพ.FM91

รัฐบาลเปิดทบทวน สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 ก.ค.นี้ ผ่าน 4 ช่องทาง ย้ำแก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 ส.ค. เพื่อรักษาสิทธิ

สวพ.FM91

"กรมราชทัณฑ์" จัดโครงการขับเคลื่อนการดำเนินงานเรือนจำต้นแบบตามข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ก้าวสู่ปีที่ 11 ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง

สวพ.FM91

รมช.คมนาคม-สส.คอซีย์ ลุยปัตตานี เร่งแก้ปากน้ำตื้นเขิน-เปิดสนามบอลหญ้าเทียมเยาวชน

77kaoded

รมช.คมนาคม ย้ำการศึกษาคือรากฐาน ปลื้มมอบทุนบุตรครูปัตตานี หนุนเยาวชนพัฒนาชาติ

77kaoded

เสียงชาวฉะเชิงเทรา “รวยจะตายอยู่แล้ว” หลังพลาดบัตรสวัสดิการฯ ชี้รัฐบาลทำคนจนหายไป 9 ล้านคน

77kaoded
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...